โมบายแตะที่กำไลหยกพลางนึกถึงพื้นที่มิติภายใน เธออยากรู้เหลือเกินว่าความสามารถนี้ยังติดตัวมาด้วยหรือไม่ ทันใดนั้น ภาพห้องนอนตรงหน้าก็บิดเบือนไป เปลี่ยนกลายเป็โถงทางเดินกว้างของซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แทน!
“ซูเปอร์มาร์เก็ตมาได้ยังไง!”
โมบายอุทานด้วยความใ เดิมทีพื้นทีในมิติของเธอเป็เพียงพื้นที่ว่างเปล่าสำหรับเก็บของที่ซื้อมาเท่านั้น และเธอก็มั่นใจว่าได้นำของทั้งหมดออกมามอบให้ครอบครัวก่อนจะสิ้นใจไปแล้ว แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับเหนือความคาดหมาย ภายในนี้มีทั้งของใช้ในชีวิตประจำวันครบครัน ั้แ่ข้าวสาร เครื่องปรุงรส น้ำตาล น้ำปลา ซอสต่าง ๆ น้ำมันพืช น้ำมันหมู ไปจนถึงเส้นหมี่หลากชนิด ผักผลไม้ทั้งไทยและต่างประเทศ ไข่สด และเนื้อสัตว์แช่แข็งนานาชนิด ทั้งหมู ไก่ ปลา และอาหารทะเล
นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์นม นมผงสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ชีส เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึงโซนแอลกอฮอล์ที่มีทั้งเหล้า เบียร์ และไวน์ โซนร้านขายยา เสื้อผ้าทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนอน เฟอร์นิเจอร์ และโซนเบเกอรี่ที่มีขนมปังอบใหม่วางเรียงรายส่งกลิ่นหอมกรุ่น
โมบายเบิกตากว้างด้วยความตื้นตัน ์ไม่ได้เพียงแต่ประทานชีวิตใหม่ให้เธอ แต่ยังมอบคลังอาหารขนาดใหญ่ นี้มาให้ด้วย ในยุคแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมที่กำลังจะมาถึง เธอไม่ต้องกังวลเื่การอดตายอีกต่อไป แถมในโซนครัวยังสามารถประกอบอาหารได้จริงอีกด้วย
“ดีล่ะ! คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวความลำบากแล้ว... ว่าแต่ จะออกจากมิตินี้ยังไงนะ?” โมบายพึมพำกับตัวเอง เพียงแค่เธอนึกถึงห้องนอน ร่างของเธอก็กลับมายืนอยู่ที่เดิมทันที
เมื่อกลับมาสู่โลกความจริง โมบายไม่รอช้า เธอรีบไปเปิดตู้เก็บของ กวาดเงินสด เครื่องประดับหยก และทองคำทั้งหมดของเฝิงหนานเก็บเข้าไปในมิติกำไลหยกเพื่อความปลอดภัย จากนั้นจึงเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนชุดเป็ชุดอยู่บ้านที่ดูสบายตา
…
เมื่อเดินลงมาที่ชั้นล่าง สาวใช้ของบ้านที่เห็นเธอเดินลงมาก็รีบเข้ามาทักทายทันที
“คุณหนูเฝิงหนาน ตื่นนอนแล้วหรือคะ”
“อืม... พ่อกับแม่ของฉันล่ะ อยู่ที่ไหนกัน” โมบายหรือในตอนนี้คือเฝิงหนาน เอ่ยถามพลางพยายามรักษาท่าทีให้เป็ปกติที่สุด
“คุณท่านทั้งสองกำลังนั่งดื่มชาอยู่ที่ห้องน้ำชาค่ะ”
“อืม ฉันจะไปหาพวกท่าน เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะ” เฝิงหนานกล่าวพลางเดินมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำชาตามความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามา
ภายในห้องน้ำชา เธอเห็นชายวัยกลางคนหน้าตาดีคนหนึ่ง อายุราวสามสิบปลาย ๆ กำลังนั่งกุมมือผู้หญิงร่างบางผิวขาวในชุดกี่เพ้าสีฟ้าอ่อนอย่างใกล้ชิด ทั้งคู่กำลังกระซิบกระซาบกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง
“คุณพ่อคุณแม่ มีเื่อะไรกันหรือเปล่าคะ หรือว่าที่ทำงานของคุณพ่อมีปัญหา?” เฝิงหนานเดินเข้าไปนั่งและเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เมื่อไรลูกจะกลับไปที่บ้านสามีล่ะ อยู่บ้านเดิมนาน ๆ พ่อแม่สามีจะไม่พอใจได้ ไหนจะหลานของแม่อีก” คุณแม่เฝิงหรือเจินซูเหมย เอ่ยทักลูกสาวโดยเลี่ยงที่จะตอบเื่ที่คุยกับสามี
“หนูกะว่าจะอยู่กินข้าวเที่ยงกับพ่อแม่ก่อนค่ะ แล้วตอนบ่ายค่อยกลับไป” เมื่อได้ยินคำตอบสีหน้าของบุพการีทั้งสองก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ดี อย่าปล่อยให้คนบ้านนั้นเขามาค่อนแคะเราได้ ว่าแต่งออกไปแล้วยังจะกลับมาบ้านเดิมอยู่ตลอดอีก” คุณแม่เฝิงกำชับ แม้จะรักลูกสาวเพียงใดแต่นางก็ยังกังวลเื่ชื่อเสียงและการวางตัวของลูกสาว
“แล้วเมื่อกี้... คุณพ่อกับคุณแม่คุยเื่อะไรกันอยู่คะ หนูได้ยินเื่สถานการณ์การเมืองอะไร? หรือว่าที่ทำงานพ่อมีเื่อะไรเกิดขึ้น!” เฝิงหนานยังคงซักไซ้สถานการณ์ในที่ทำงานของพ่อต่อ
เฝิงเหล่ยผู้เป็พ่อ ถอนหายใจยาวก่อนจะยอมเปิดปากบอกลูกสาว “พ่อกำลังปรึกษากับแม่ของลูก เื่ที่จะลาออกจากงานในเร็ว ๆ นี้ และจะพาพวกเราทุกคนย้ายออกจากปักกิ่ง หรือจะเรียกว่าหนีภัยก็ได้”
“เกิดเื่อะไรขึ้นคะ! ทำไมต้องถึงขั้นลาออกและย้ายบ้านด้วย!” หัวใจของเฝิงหนานกระตุกวูบ หรือว่าตระกูลเฝิงจะถูกเพ่งเล็งเข้าแล้วจริง ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงปี1966เลยนะ!
“หนานหนาน ลูกใจเย็น ๆ ก่อน” เจินซูเหมยรีบปลอบ นางรู้ดีว่าลูกสาวคนนี้รักความสบายเพียงใด ย่อมยากจะทำใจได้ หากต้องสูญเสียอำนาจและฐานะทางสังคมไป
“แม่คะ หนูไม่เป็ไร หนูแค่เป็ห่วงครอบครัวของเรา ตามที่หนูรู้มา... ตอนนี้การเมืองกำลังตึงเครียดมาก มีเหตุผลบางอย่างที่พ่อต้องรีบลาออกใช่ไหมคะ?”
“ใช่... เป็อย่างที่ลูกคิด พ่อกำลังถูกบีบให้ออกจากงาน” เฝิงเหล่ยตอบตามตรงด้วยสายตาหนักใจ
เฝิงหนานนิ่งอึ้ง คนที่บีบพ่อของเธอได้ ย่อมต้องเป็ผู้มีอำนาจที่สูงกว่าท่านหรือมีตำแหน่าหน้าที่พอๆกับท่าน และต้องเป็ศัตรูทางการเมืองที่หวังทำลายตระกูลเฝิงด้วย
“แล้วคุณพ่อคิดจะย้ายไปอยู่ที่ไหนคะ? หนูคิดว่า... พาทุกคนไปฮ่องกงไปหาพี่ใหญ่ดีไหมคะ ที่นั่นน่าจะปลอดภัยกว่าในประเทศเรามาก” เฝิงหนานเสนอทางออกด้วยความรู้ที่เธอมีเกี่ยวกับอนาคต การไปฮ่องกงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
“เื่นี้... พ่อขอคิดดูก่อน รอให้พ่อจัดการอะไรให้เรียบร้อยแล้ว เราค่อยมาคุยกันว่าจะย้ายไปที่ไหน” เฝิงเหล่ยบอกลูกสาว แต่ลึก ๆ แล้วเขาไม่อยากจากแผ่นดินเกิดไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง
“เฝิงหนาน... ลูกปล่อยให้พ่อเขาได้ใช้ความคิดเถอะ ไปเดินเล่นในสวนกับแม่ดีกว่า” เจินซูเหมยตัดบทพลางพาลูกสาวเดินเลี่ยงออกมา
...
“คุณแม่คะ ครอบครัวของเรากำลังจะตกอยู่ในอันตรายใช่ไหมคะ” เฝิงหนานอดถามไม่ได้ เมื่ออยู่กันตามลำพัง
“ลูกไม่ต้องห่วง เื่นี้พ่อลูกต้องจัดการได้แน่ ๆ ตอนนี้ลูกควรคิดถึงเื่ของตัวเองให้มาก ต่อไปหากคุณพ่อของลูกลาออกจากงานแล้ว และพวกเราไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่งแล้ว ลูกต้องสัญญากับแม่นะ ว่าจะทำตัวดีๆไม่ออกไปเที่ยวเล่นอีก อยู่บ้านดูแลสามีกับลูกดีๆ และก็อย่าหาเื่ไปทะเลาะกับแม่สามีหรือพี่สะใภ้คนอื่นๆ” เจินซูเหมยลูบมือลูกสาวด้วยความกังวลใจ เพราะในบรรดาลูกทั้งสี่ เฝิงหนานคือคนที่เธอยังวางใจไม่ได้ที่สุด เด็กคนนี้ถึงจะแต่งงานมีสามีและลูกแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักโต
“หนูทราบแล้วค่ะแม่ แม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะ หนูจะไม่หาเื่ทะเลาะกับพวกเขาอีกแล้ว และจะเลี้ยงดูหลานชายของแม่ให้เป็อย่างดี” เฝิงหนานรับคำหนักแน่น เธอไม่ใช่เฝิงหนานคนเดิมที่ไร้เหตุผลอีกต่อไป
“ลูกสาวของแม่โตขึ้นแล้วจริง ๆ พูดให้แม่สบายใจขึ้นเยอะเลย” เจินซูเหมยยิ้มบาง ๆ พลางลูบหัวลูกสาวด้วยความรัก นางหวังเพียงให้ชีวิตคู่ของลูกสาวดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ท่ามกลางมรสุมที่กำลังจะมาถึง
