เล่มที่ 5 บทที่ 141 ปล่อยข่าว
ในขณะเดียวกันเจียงหลีก็กลับมาถึงร้านหลอมอาวุธที่อยู่ทางตอนเหนือแล้ว
“อาจารย์ ข้าทำเื่ที่สั่งเรียบร้อยแล้ว เดิมคิดว่าสำนักิจะเก่ง แต่ที่ไหนได้ เป็ถึงขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านสองแล้วแท้ๆ แต่ฝีมือก็แค่งั้นๆ…”
ตอนที่เจียงหลีกลับมา หลินเฟยกับฟานซื่อก็เพิ่งจะปรับปรุงเตาหลอมเสร็จ เพราะเปลวไฟที่ใช้แปรเปลี่ยนจากเปลวไฟใต้พิภพทั่วไปกลายเป็เปลวไฟซานหยิน เตาหลอมเดิมจึงไม่สามารถรองรับพลังอันแข็งแกร่งที่แปรเปลี่ยนได้ หากจะเปลี่ยนเตาหลอมใหม่ ก็เกรงว่าจะไม่ทัน ดังนั้นเลยเปลี่ยนค่ายกลที่อยู่บนเตาหลอมแทน ทั้งคู่ยุ่งกันอยู่ทั้งคืน ในที่สุดก็แก้ไขให้มันสามารถรองรับเปลวไฟซานหยินได้ชั่วคราว หลังจากปรับปรุงเสร็จหลินเฟยก็ขึ้นไปพักผ่อนบนชั้นสอง บัดนี้ที่ชั้นล่างของร้านหลอมอาวุธจึงเหลือเพียงฟานซื่อคนเดียวที่กำลังนั่งทดสอบเตาหลอมอยู่
เพราะความตื่นเต้นจึงทำให้เจียงหลีไม่ทันสังเกตว่าผู้เป็อาจารย์กำลังเคร่งเครียดอยู่กับการทดสอบ พอเข้ามาได้ก็เริ่มคุยโม้ทันที
“เสียดายที่ท่านไม่เห็น เ้าศิษย์สำนักโยวินั่นถึงขนาดปล่อยอสุรกายสีแดงออกมา แต่สุดท้ายก็ถูกข้าสะบั้นด้วยกระบี่จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เสียดายที่เ้านั่นไหวตัวทัน รีบเก็บอสุรกายสีแดงนั่นกลับไป ไม่อย่างนั้นละก็ เห็นทีข้าจะต้องสั่งสอนให้หลาบจำเสียหน่อย…”
เจียงหลีคิดว่าอย่างน้อยก็สามารถยกเื่นี้ออกมาโม้ได้อีกเป็สิบปี!
แต่ที่น่าแปลกก็คือหลังจากฟานซื่อได้ยินเช่นนั้น ก็กลับมีสีหน้าเคร่งเครียดเอาแต่จ้องมองเจียงหลีอย่างไม่วางตา ทำท่าราวกับจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำเพียงถอนหายใจออกมา…
“ท่านไม่สบายตรงไหนหรือ?” เจียงหลีเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงถามอย่างห่วงใย
“กินอะไรผิดสำแดงมาอย่างนั้นหรือ ปวดท้องหรือเปล่า โอ๊ย ท่านตีข้าทำไมเนี่ย?”
“รู้หรือไม่ว่าเกิดเื่แล้ว หากรู้ว่าอาจารย์อาเ้าคิดจะทำเช่นนี้ละก็ เป็ตายร้ายดีข้าก็ไม่ให้ไปหรอก เฮ้อ บัดนี้ก็สายไปเสียแล้ว…”
“หา?” เจียงหลีเกาหัว มองผู้เป็อาจารย์ด้วยความงุนงง
“พูดให้มันชัดๆ หน่อยสิ ข้าไม่เข้าใจ โอ๊ยๆๆ อย่าตีๆ ข้ายอมแล้วๆ เดี๋ยวก็ตายหรอก…”
หลังจากทุบตีลูกศิษย์จนหนำใจ ฟานซื่อก็นั่งลงข้างเตาหลอม มองไปที่เจียงหลีด้วยความโกรธ
“บ้าเอ๊ย ถ้าเกิดเ้าตาย ก็คงจะต้องตายด้วยความโง่แน่นอน ลองคิดดูดีๆสิ อสุรกายสีแดงที่ศิษย์สำนักโยวินั่นปล่อยออกมา ไม่มีแม้แต่รูปร่าง แถมยังสามารถไปไหนมาไหนอย่างไร้ร่องรอยใช่หรือไม่?”
“ดูเหมือนจะใช่…”
“เหมือนจะใช่บ้าอะไร นั่นเขาเรียกว่าชื่อิ เป็หนึ่งในเจ็ดสายบำเพ็ญของสำนักโยวิเชียวนะ!”
“หา?”
“มาหงมาหาอะไร หัดใช้สมองคิดบ้างสิ เ้าคิดว่าด้วยความสามารถอันอ่อนด้อยที่ยังไม่บรรลุขั้นมิ่งหุน กลับใช้แค่กระบี่ที่มีมนต์สะกดเพียงสิบแปดสายสะบั้นจนอสุรกายชื่อิซึ่งอีกฝ่ายได้บำเพ็ญมาเป็เวลาเกือบสามสิบปีจนปางตายแบบนั้น เ้าคิดว่าปรมาจารย์ชื่อิจะคิดอย่างไร สำนักโยวิจะคิดอย่างไร เ้าคิดหรือว่าพวกเขาจะเชิญเ้าไปเป็แขก จะรับรองอย่างดี แล้วขอคำแนะนำว่ากระบี่นี้มีเคล็ดลับอะไร ถึงสามารถทำร้ายอสุรกายชื่อิได้งั้นหรือ?”
“นี่…” คราวนี้เจียงหลีเข้าใจขึ้นมาทันที สายตาที่มองผู้เป็อาจารย์ก็เต็มไปด้วยความวิงวอน
“แล้วข้าควรทำอย่างไรดี…”
“ถามข้า?” ได้ยินดังนั้นฟานซื่อก็มองผู้เป็ศิษย์ด้วยสายตาโกรธจัด
“ตอนที่เ้าสะบั้นกระบี่ออกไป ทำไมไม่หัดถามข้าก่อนว่าควรทำอย่างไร ตอนที่เ้าคุยโม้โอ้อวด ทำไมไม่หัดถามว่าควรทำอย่างไร เพิ่งจะมาถามตอนนี้เนี่ยนะ”
“ช่วยศิษย์ด้วย…” เจียงหลีอยากจะร้องไห้ออกมาเหลือเกิน
“ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้นหรอก”
“อาจารย์…”
“ไปเลย ไสหัวออกไป!”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกัน หลินเฟยก็เดินลงมาพอดี หลังจากที่เห็นเจียงหลีร้องห่มร้องไห้เอาแต่กอดขาผู้เป็อาจารย์ แถมยังแอบใช้ชายเสื้อของผู้เป็อาจารย์มาเช็ดน้ำมูกก็ชะงักเล็กน้อย
“เกิดเื่อะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ…”
“อาจารย์อา!” เจียงหลีปล่อยขาผู้เป็อาจารย์ทันที ก่อนจะพุ่งตรงมาที่หลินเฟย
“ท่านสั่งให้ข้าเอากระบี่ไปฟันอีกฝ่ายเองนะ คราวนี้ท่านจะต้องช่วยข้านะ!”
“อย่าเข้ามา พูดตรงนั้นแหละ” หลินเฟยเห็นเจียงหลีที่กำลังพุ่งตรงมาก็เอ่ยปากห้ามทันที กลัวอีกฝ่ายจะแอบใช้ชายเสื้อของเขาเช็ดน้ำมูก
“ว่ามาเถอะ เกิดอะไรขึ้น?”
“ครั้งนี้ท่านทำข้าซวยใหญ่แล้ว…” เจียงหลีเอ่ยซ้ำเื่ที่ผู้เป็อาจารย์พูดออกมาก่อนหน้า
หลินเฟยได้ยินดังนั้น ก็ทำเพียงหัวเราะน้อยๆออกมา
“แค่นี้เองหรือ?”
“นี่มันปัญหาใหญ่เชียวนะ จะไม่ให้ข้าเครียดได้อย่างไร?”
“ที่จริงเื่นี้แก้ไม่ยากเลยนะ…” หลินเฟยกวักมือให้เจียงหลีเข้ามาหา ก่อนจะตบบ่าอีกฝ่าย
“ตอนเช้าเ้าจงออกไปปล่อยข่าวให้สำนักเชียนซานและสำนักกระบี่หลีซานรู้ ว่าร้านเราสามารถหลอมกระบี่ที่สามารถกดข่มชื่อิได้…”
“หา?” เมื่อเจียงหลีได้ยินก็เข่าอ่อนทรุดนั่งลงกับพื้นทันที
“ขอร้องล่ะ ปล่อยข้าไปเถอะ แค่นี้ก็แย่พออยู่แล้ว ตอนนี้ยังจะให้ข้าออกไปปล่อยข่าวอีก เกรงว่าหลังจากนี้สามสำนักใหญ่จะต้องตามล่าข้าแน่ แล้วข้าจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็หมดหนทางแล้วล่ะ…”
เจียงหลียังคงไม่ยอมลูกเดียว เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ตีโพยตีพาย แต่ก็น่าเสียดายที่หลินเฟยไม่คิดจะแยแสแม้แต่น้อย สุดท้ายหลังจากทบทวนอยู่นาน เจียงหลีก็กัดฟันถามออกมา
“เอาจริงหรือ?”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้…” ก่อนออกไปเจียงหลีหันกลับมามองฟานซื่อที่นั่งหลบมุม ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ถ้าข้าถูกสำนักโยวิจับละก็ ข้าจะลากอาจารย์ไปด้วย คอยดู!”
“บ้าเอ๊ย ช่างเป็ศิษย์ที่แสนดีอะไรเช่นนี้…” เมื่อสิ้นเสียงเจียงหลี ฟานซื่อก็สบถออกมา
ฝ่ายหนึ่งพยายามสืบหาอย่างเอาเป็เอาตาย ส่วนอีกฝ่ายก็พยายามปกปิดร่องรอยให้ได้มากที่สุด ช่างเข้าขากันเหลือเกิน แต่สุดท้ายในคืนนั้นเอง ศิษย์แซ่อันก็ปรากฏตัวขึ้นที่หุบเขาชื่อิอีกครั้ง
“ศิษย์สืบหาได้ความแล้ว นั่นเป็กระบี่ที่หลอมจากร้านกระบี่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองวั่งไห่ เ้าของร้านชื่อว่าฟานซื่อ ปกติไม่ค่อยแสดงฝีมือการหลอมอาวุธออกมาเท่าไร อาวุธที่หลอมส่วนมากจึงมีมนต์สะกดแค่สิบเอ็ดถึงสิบสองสายเท่านั้น สิบกว่าปีก่อนก็ได้รับศิษย์เข้ามาคนหนึ่ง มีชื่อว่าเจียงหลี และเ้านี่คงจะเป็คนที่มาหาเื่…”
สำนักโยวิถือว่าเป็หนึ่งในขุมกำลังใหญ่ในแถบทะเลอูไห่ แทบจะเรียกได้ว่ารู้เื่ทุกอย่างในเมืองวั่งไห่ก็ว่าได้ จึงสามารถสืบหาข้อมูลของร้านหลอมอาวุธ และฝีมือของฟานซื่อได้อย่างละเอียดเพียงเวลาแค่คืนเดียว
“ให้ศิษย์ไปนำตัวมาเลยหรือไม่?”
“ไม่ต้อง…” ชายชราส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยออกมาทั้งที่คิ้วขมวดแน่น
“เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน มีคนปล่อยข่าวกระบี่ของร้านหลอมนั่นออกมา ต่อให้ไปตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว…”
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
