ิหยวนเห็นเจียงเสี่ยวเจียงทำท่าทางลำบากใจ จึงรีบช่วยพูด “เ้าได้รับมอบหมายจากราชสำนักให้มาส่งเสบียง ย่อมต้องเข้าพบแม่ทัพเซี่ย รายงานสถานการณ์ให้เขาทราบ เ้าเดินทางไปกับพวกข้าก่อนก็แล้วกัน ไปถึงเมืองโซ่วหยาง แล้วค่อยไปเมืองกว่างหลิง ระหว่างทางพวกเ้าคงต้องซื้อของ อีกทั้งต้องไปติดต่อการค้าที่เมืองกว่างหลิงอยู่แล้ว คงใช้เวลาอีกสักพัก ลูกน้องของเ้าล้วนชำนาญการ ไม่จำเป็ต้องให้เ้าดูแล หลังจากพบท่านแม่ทัพเซี่ยแล้ว ค่อยตามขบวนเรือไปสมทบทีหลังย่อมได้”
“ใช่ๆ! ไจ้เฉินพูดถูก!” เจียงเสี่ยวเจียงรีบตอบรับ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้อง จากนั้นก็รีบวิ่งไปหาโหวฟาง “คุณ คุณชายโหว ข้า ข้าไปเมืองโซ่วหยางกับพวกท่าน”
โหวฟางเลิกคิ้วด้วยความขบขัน “ข้าได้ยินแล้ว”
“เช่นนั้นหรือ...”
เจียงเสี่ยวเจียงหน้ามุ่ย เดินคอตกตามโหวฟางไปเงียบๆ
เมืองโซ่วหยางถูกสร้างขึ้นริมแม่น้ำ ไม่มั่งคั่งและสะอาดตาเหมือนเมืองเจี้ยนคัง กำแพงเมืองสร้างด้วยหินสีเขียวขนาดใหญ่ ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านลม ผ่านแดด ผ่านคมดาบ ผ่านคมขวาน จึงเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ บ่งบอกถึงความเก่าแก่และยิ่งใหญ่ สมกับเป็สมรภูมิรบ ิหยวนหยุดม้าอยู่ไม่ไกล “ช่างยิ่งใหญ่สง่างามสมกับเป็ปราการแห่งแคว้นหนานฉู่”
หวังอี้จือส่ายหัว “ด้านหน้าไม่มีกำแพงป้องกัน ด้านหลังไม่มีกำลังเสริม ทหาร อาวุธ และเสบียงต่างร่อยหรอลงไปทุกที เสบียงทั้งหมดในแคว้นถูกรวบรวมมาจนหมดพระคลัง เสบียงที่พวกเรานำมาเป็ชุดสุดท้าย หากเมืองโซ่วหยางแตก แคว้นหนานฉู่ก็คงถึงคราวอวสาน”
ิหยวนได้ยินเช่นนั้นก็พลันรู้สึกหนักใจ
หยางจวินกระแอมไอ “คุณชายอี้จือ อย่าได้เอ่ยคำพูดเช่นนี้อีก โดยเฉพาะเมื่อเข้าเมืองไปแล้ว”
หวังอี้จือใ จึงแกล้งถามหยอกเย้า “หากข้าพูดเล่า?”
หยางจวินตอบเสียงเรียบ “อย่าโทษว่ากฎทหารไม่ปรานี”
เมื่อประตูเมืองเปิดออก หยางจวินสั่งให้จี้เจ๋อนำทหารที่ขนส่งเสบียงไปพักผ่อนและรักษาอาการาเ็ แล้วรับมอบเสบียงส่วนหนึ่งจากหนิงตวนเฉิงเก็บไว้ที่โซ่วหยาง ส่วนที่เหลือนั้นให้ทหารกลุ่มใหม่ขนส่งไปยังเมืองเซียงหยาง เผิงเฉิง และกว่างหลิงในเช้าวันรุ่งขึ้น ส่วนิหยวนกับหวังอี้จือ หยางจวินก็จัดเตรียมที่พักให้เป็อย่างดี แต่ิหยวนไม่มีกะจิตกะใจจะพักผ่อน หยางจวินจึงพาเขาขึ้นไปบนกำแพงเมือง เมืองโซ่วหยางไม่ใหญ่ ด้านหนึ่งติดูเา อีกด้านติดแม่น้ำ หยางจวินชี้ให้เขาดู ริมฝั่งแม่น้ำกว้างขวางไร้ผู้คน มองไปไกลๆ “เ้าเห็นธงผืนนั้นหรือไม่ นั่นคือค่ายทัพใหญ่ของเป่ยฉี”
ิหยวนััได้ถึงไอสังหาร ลูบกำแพงหินเย็นเฉียบ “พอจะทราบสถานการณ์บ้างหรือไม่?”
หยางจวินส่ายหัว “พอรู้บ้าง แต่ไม่ทราบรายละเอียด เ้าพูดถูก รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ข้าส่งหน่วยลาดตระเวนข้ามแม่น้ำไปสืบข่าวหลายครั้ง แต่กองทัพศัตรูก็ระแวดระวังอย่างเข้มงวด มีเพียงไม่กี่คนที่รอดกลับมา ไม่มีผู้ใดสามารถลอบเข้าไปในค่ายทหารของศัตรูได้ หากไม่สามารถสืบข่าวของศัตรูได้ ไม่รู้ว่าควรจะรับมืออย่างไร การต้องส่งทหารออกไปสู้รบ ก็ไม่ต่างสิ่งใดกับการเอาไข่ไปขว้างก้อนหิน ข้าจัดเตรียมผู้มีความสามารถไว้แล้ว รออีกสักพักคงมีข่าว”
ิหยวนมองไปรอบๆ พบว่าไม่มีใครอยู่ มีเพียงเขากับหยางจวินเท่านั้น จึงหันหลังพิงกำแพง “เ้าคิดว่าผู้ใดเป็คนส่งคนมาดักปล้นพวกเรา”
“เป่ยฉี?”
“พวกนั้นสวมชุดทหารเป่ยฝู่หรือ?”
“ทั้งสองแคว้นทำากันมาหลายสิบปี ใครบ้างจะไม่มีชุดของอีกฝ่าย หากเ้าอยากปลอมตัวเป็ทหารเป่ยฉี ข้าก็มี ทุกระดับชั้น เลือกได้ตามใจชอบ”
ิหยวนจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้ง
“เ้ามองข้าเช่นนี้ ้าให้ข้ายอมรับว่าส่งคนไปปล้นเสบียงของตัวเองอย่างนั้นหรือ?”
หยางจวินหัวเราะออกมา ิหยวนจึงหัวเราะตาม ก่อนจะส่ายหัว “ทหารสามส่วนของหวนฉีประจำการอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำฉางเจียง เขาฟังคำสั่งเ้าหรือไม่?”
“แม้คำพูดจะไม่ค่อยให้เกียรติ แต่โดยรวมแล้วไม่ได้ขัดคำสั่ง” หยางจวินหรี่ตาลงเล็กน้อย “เ้าสงสัยเขา? ไม่น่าเป็ไปได้ ตระกูลหวนประจำการอยู่ที่เมืองเจียงเฉิงมาหลายชั่วอายุคน สู้รบกับชนเผ่าหูทางเหนือมาโดยตลอด ทุกรุ่นต่างก็มีความแค้น เป็ขั้วอำนาจหลักในราชสำนักมาโดยตลอด ต่อให้หวนฉีเกลียดชังแม่ทัพเซี่ยมากเพียงใด เขาก็ไม่น่าจะทำเื่เช่นนี้”
หยางจวินพูดอย่างมั่นใจ แต่ิหยวนไม่ได้ใส่ใจ เพราะพวกเขาเพิ่งพบกันเพียงสองครั้ง อีกทั้งยังเพิ่งรู้จักชื่ออีกฝ่าย คำพูดพวกนั้นอาจไม่ได้ออกมาจากใจจริง แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ทำให้ิหยวนสนใจ “เกลียดชังแม่ทัพเซี่ย? นี่มันเื่อันใด?”
“เ้าอยู่ในเมืองเจี้ยนคังไม่รู้เื่นี้จริงๆ หรือ?” หยางจวินหัวเราะออกมา ดูเหมือนหนุ่มสาวที่กำลังนินทาเื่ของผู้ใหญ่ “ได้ยินมาว่าตอนเรียนหนังสือ เขาเป็คนที่ไม่ค่อยมีผู้ใดชอบ ทั้งยังหยิ่งยโส โหดร้าย ตอนเรียนที่สำนักศึกษาหลวงก็ไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่สนใจบัณฑิตคนหนึ่ง อีกทั้งยังคิดจะใช้กำลังบังคับขืนใจอีกฝ่าย แต่บัณฑิตคนนั้นไม่เล่นด้วย กลับไปสนิทสนมกับแม่ทัพเซี่ย ทำให้เขาเจ็บแค้นใจอยู่หลายปี”
“เ้าไปได้ยินเื่เล่าพวกนี้มาจากที่ใด”
หยางจวินยักไหล่
ิหยวนได้แต่ยิ้มแห้งๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย สนใจบัณฑิตคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ? ผู้ใดกัน? หรือว่าเป็ท่านอาเซี่ย? เพราะถูกปฏิเสธจึงฆ่าอีกฝ่าย ‘ตาย’? หากเป็เขา แล้วแม่ทัพเซี่ยคือใคร? หรือว่าจะเป็อาจารย์เผย? ยิ่งฟังิหยวนก็ยิ่งไม่เข้าใจ จึงเลิกคิดเื่นี้
หลังจากส่งิหยวนกลับไปพักผ่อนแล้ว จนกระทั่งถึงยามสองยาม หยางจวินก็เปลี่ยนเป็ชุดทหารเป่ยฉีตามที่พูดไว้ เดินลงมาที่ประตูเมือง พบว่ามีหน่วยลาดตระเวนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว หยางจวินยืนยันสัญญาณลับ ตรวจธนูและลูกธนู ทันใดนั้นเขาก็เห็นแสงสว่างวาบขึ้นด้านหลัง
“ผู้ใด!”
แสงไฟจากคบเพลิงสว่างขึ้น เผยให้เห็นมือข้างหนึ่ง และบุคคลผู้หนึ่ง ิหยวนในชุดรัดรูปสีดำ สะพายดาบ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ผู้มีความสามารถหรือ? ท่านแม่ทัพหยางช่างไม่ถ่อมตนจริงๆ”
------
