บทที่ 9 ตัดไฟเสียแต่ต้นลม
หลังจากกินอาหารในเมื้อพิเศษที่สุดในรอบหลายเดือนครอบครัวของหลี่เฉิงต่างก็รีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เช้ายังมีภารกิจที่สำคัญที่สุดรออยู่ ขณะเดียวกันท่ามกลางความเงียบสงัดที่เรือนใหญ่ของตระกูลหลี่กลับยังมีแสงตะเกียงส่องสว่างรอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก
กลิ่นกำยานราคาถูกลอยอวลอยู่ในห้องโถงกลางที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง ซึ่งดูหรูหรากว่ากระท่อมซอมซ่อของสายรองอย่างเทียบไม่ได้บนโต๊ะไม้กลมกลางห้อง มีจานใส่เนื้อกวางส่วนขาหน้าที่ย่าหลี่แย่งชิงมาได้วางอยู่ แต่น่าแปลกที่บรรยากาศการรับประทานอาหารกลับไม่ได้รื่นเริงอย่างที่ควรจะเป็
"ถุ้ย! เนื้อนี่มันทั้งเหนียวทั้งคาว นังเด็กอัปมงคลนั่นมันแช่งไว้จริงๆ หรืออย่างไรกัน!" ย่าหลี่ สบถพลางคายเศษเนื้อออกมาวางข้างจาน ใบหน้าของนางที่ยังมีผ้าพันแผลปิดอยู่ดูบิดเบี้ยวด้วยความโมโห "ข้าอุตส่าห์ให้คนครัวเคี่ยวตั้งนาน แต่มันกลับรสชาติเหมือนเคี้ยวรากไม้แห้งๆ"
"ท่านแม่ อย่าไปใส่ใจเื่เนื้อนั่นเลยเ้าค่ะ" นางหวัง หรือป้าสะใภ้ใหญ่ เอ่ยขึ้นพลางจีบปากจีบคอ นางสวมเสื้อผ้าไหมสีสดใสที่ดูคับแน่นไปนิดสำหรับรูปร่างท้วมของนาง "เื่สำคัญกว่านั้นคือเื่ของ 'กวงเอ๋อร์' ของเราต่างหาก อีกเพียงสามวันเขาก็ต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อสอบชิงตำแหน่งจองหงวนแล้วนะเ้าคะ"
หลี่ฝู่ ลุงใหญ่ของอันอัน ผู้ซึ่งถือตัวว่าเป็ปัญญาชนและเป็เสาหลักของตระกูลหลี่ วางตะเกียบลงช้าๆ เขาพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยา "จริงอย่างที่นางว่า กวงเอ๋อร์ของข้าได้รับคำชมจากท่านอาจารย์ในตัวเมืองบ่อยครั้งว่ามีความรู้ความสามารถโดดเด่น การไปสอบครั้งนี้ อย่างไรเสียตำแหน่งขุนนางก็อยู่แค่เอื้อม"
ย่าหลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาที่ขุ่นมัวของนางเริ่มฉายแววครุ่นคิด "ถ้ากวงเอ๋อร์ได้เป็ข้าราชการใหญ่โต ตระกูลหลี่ของเราก็จะกลายเป็ตระกูลผู้ลากมากดี มีหน้ามีตาในสังคม...แต่ข้ามาคิดดูแล้ว สิ่งที่จะทำให้กวงเอ๋อร์ต้องด่างพร้อยที่สุด ก็คือ 'ภาระ' เน่าๆ ที่เราแบกไว้อยู่ตอนนี้"
นางหวังได้ทีรีบขยับเข้าไปใกล้แม่สามีทันที "นั่นคือสิ่งที่ข้ากังวลใจที่สุดเ้าค่ะท่านแม่! ลองคิดดูสิเ้าคะ หากวันข้างหน้ากวงเอ๋อร์เป็ขุนนางใหญ่ แต่กลับมีอาที่เป็แค่พลทหารพิการเบี้ยวค่าหัวคิว แถมยังมีลูกเมียผอมโซเป็กาลกิณีอยู่เต็มบ้านเช่นนั้น ใครเขาจะอยากคบค้าสมาคมกับลูกชายเรา? พวกบ้านรองนั่นมีตั้งห้าชีวิต... ลำพังแค่เงินเบี้ยหวัดทหารของเ้าเฉิงไห่คนเดียวจะไปเลี้ยงรอดได้อย่างไร สุดท้ายพวกมันก็ต้องมาเกาะกินกวงเอ๋อร์เหมือนปลิงอยู่ดี!"
หลี่ฝู่ถอนหายใจยาว แสร้งทำเป็ลำบากใจแต่แววตาดูเห็นแก่ตัวอย่างชัดเจน "เฉิงไห่เป็น้องชายข้าก็จริง แต่เขาก็เป็เพียงพลทหารชั้นต่ำที่ไร้อนาคต อีกทั้งลูกสาวคนเล็กนั่น... ั้แ่ฟื้นมาก็ดูแปลกประหลาดราวกับผีสิง หากเื่นี้หลุดไปถึงหูพวกขุนนางในเมืองหลวง ชะตากรรมของกวงเอ๋อร์ต้องมัวหมองเป็แน่"
ย่าหลี่ทุบโต๊ะดัง ปัง! จนตะเกียงน้ำมันสั่นระริก
"ข้าตัดสินใจแล้ว!" หญิงชราประกาศด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เราต้องกำจัดพวกบ้านรองออกไปจากตระกูลหลี่ก่อนที่กวงเอ๋อร์จะออกเดินทาง! เราจะให้พวกมันมาทำตัวเป็เสนียดจัญไรในวันที่กวงเอ๋อร์ ประสบความสำเร็จไม่ได้เด็ดขาด"
"แต่ท่านแม่เ้าคะ..." หลี่ฝู่ท้วงเบาๆ ตามมารยาท "การจะไล่ลูกชายของตนเองออกจากตระกูลโดยไม่มีความผิดร้ายแรง ชาวบ้านจะนินทาเอาได้นะเ้าคะ มันจะส่งผลต่อชื่อเสียงของกวงเอ๋อร์เช่นกัน"
นางหวังเหยียดยิ้มเ้าเล่ห์ "เื่นั้นข้าคิดไว้แล้วเ้าค่ะท่านพี่ เราไม่ได้ไล่พวกมันออกไปเปล่าๆ แต่เราจะอ้างเื่ 'ฮวงจุ้ยและดวงชะตา' อย่างที่นังเด็กนั่นชอบพูดอย่างไรเล่าเ้าคะ! เราจะบอกว่าซินแสทักมาว่าดวงของบ้านรองขัดกับดวงขุนนางของกวงเอ๋อร์ หากยังอยู่ร่วมรั้วเดียวกัน กวงเอ๋อร์จะสอบตกและมีอันเป็ไป!"
"อีกอย่าง..." นางหวังพูดต่อพลางลดเสียงลง "ข้าแอบเห็นพวกมันแอบเก็บของป่าล้ำค่ามาวันนี้ แม้จะแบ่งกวางมาให้เราครึ่งหนึ่ง แต่ข้ามั่นใจว่าพวกมันต้องซ่อนอะไรดีๆ ไว้แน่ๆ เราจะใช้ข้อหา 'ยักยอกสมบัติกงสี' เป็ข้ออ้างในการขับไล่พวกมันออกไปแต่ตัว!"
ย่าหลี่ฟังแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดี! สมกับที่เป็สะใภ้ใหญ่ของข้า ในเมื่อพวกมันกล้าแข็งข้อกับข้าเมื่อเย็นนี้ ข้าก็จะสั่งสอนให้รู้สำนึก อีกสามวัน... ในวันที่กวงเอ๋อร์ออกเดินทาง ข้าจะประกาศตัดขาดกับบ้านรองต่อหน้าหัวหน้าหมู่บ้านและบรรพชน!"
"พวกมันต้องออกไปจากรั้วตระกูลหลี่ และห้ามอ้างชื่อตระกูลเราอีกต่อไป!" ย่าหลี่กำหมัดแน่น แผลที่หน้าผากของนางดูเหมือนจะปวดตุบๆ ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้าของอันอัน "ข้าอยากเห็นนักว่าถ้าไม่มีบ้านหลังนี้คุ้มหัว เ้าเฉิงไห่กับลูกเมียจะไปซุกหัวนอนที่ไหน ป่าเทียนซานคงเป็ที่ตายที่เหมาะกับพวกมันที่สุด!"
หลี่ฝู่จิบน้ำชาช้าๆ ใบหน้าดูผ่อนคลายขึ้น "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปเตรียมเอกสารการตัดญาติขาดมิตรไว้ พรุ่งนี้ตอนเช้าข้าจะไปพบหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อปูทางไว้ก่อน"
ยามอิ๋น (03.00 – 04.59 น.) ความมืดมิดยังคงปกคลุมหมู่บ้านซานชุน หมอกหนากว่าเมื่อวานพัดระลอกเข้ามาทางหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิท ครัวเล็กๆ ของบ้านสายรอง แสงไฟจากเตาฟืนกลับเริ่มริบหรี่ขึ้นมาเป็จุดแรก
จางซื่อ ตื่นขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง นางพยายามไม่ส่งเสียงดังเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของลูกๆ มือที่แตกกร้านจากการทำงานหนักหยิบฟืนแห้งใส่เข้าใต้เตา แสงสีส้มจากเปลวไฟสะท้อนบนใบหน้าที่ซูบเซียวแต่เต็มไปด้วยความหวัง นางนำข้าวสารกำมือสุดท้ายที่เหลืออยู่ก้นถังมาล้างน้ำอย่างประณีต ก่อนจะตั้งหม้อดินเผาใบเก่าอุ่นข้าวต้มจนเดือดปุดๆ
เสียงน้ำเดือดดัง ซ่า... ซ่า... สลับกับเสียงลมพัดกรรโชกปะทะหลังคาฟางข้างนอก กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวต้มที่ผสมกับเนื้อกวางส่วนที่เหลือเพียงน้อยนิสัยลอยไปปลุกสัญชาตญาณของคนในบ้าน
อันอัน ลืมตาขึ้นในความมืด นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบ รู้สึกว่าพละกำลังในร่างกายเริ่มฟื้นฟูขึ้นบ้างแล้วแม้จะยังไม่เต็มร้อย เนตร์ของนางทำงานวูบหนึ่ง เห็นออร่าความอบอุ่นสีนวลตาแผ่ออกมาจากตัวมารดาที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา
"ตื่นแล้วหรือลูกแม่..." จางซื่อเดินเข้ามาประคองลูกสาว "ล้างหน้าล้างตาเสีย แล้วมากินข้าวต้มร้อนๆ ก่อนจะออกเดินทาง"
พ่อและพี่ชายทั้งสองเดินตามเข้ามาในครัว ทุกคนนั่งล้อมวงกันบนม้านั่งไม้ผุๆ หลี่เฉิงมองดูภรรยาที่ตักข้าวต้มที่มีเนื้อกวางชิ้นโตใส่ชามให้อันอันและและลูกชายทั้งสอง ส่วนในชามของนางมีเพียงน้ำข้าวใสๆ เท่านั้น
"เ้าก็กินด้วยเถิดจางเอ๋อร์" หลี่เฉิงส่งชามของตนให้ภรรยา แต่จางซื่อส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม
"ข้ากินรองท้องไปแล้วท่านพี่ ท่านต้องเข้าเมือง เดินทางไกลหลายลี้ กินให้เต็มอิ่มเถิด"
หลี่เฉิงนิ่งเงียบไป เขาจิบข้าวต้มร้อนๆ พลางมองดูลูกสาวตัวน้อยที่กำลังใช้ช้อนไม้ตักกินอย่างมีระเบียบ ความคิดหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวของเขาตลอดทั้งคืน ความคิดที่เกิดจากรากเหง้าแห่งความกตัญญูที่ถูกฝังรากลึกมานานแสนนาน
'หากขายโสมนี้ได้เงินก้อนใหญ่... ข้าควรแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านแม่บ้าง อย่างไรเสียนางก็เป็ผู้ให้กำเนิด หากข้ามีเงินแต่ทิ้งให้คนในเรือนใหญ่ลำบาก ข้าคงถูกชาวบ้านตราหน้าว่าเนรคุณ'
อันอันปรายตามองบิดา นางเห็นออร่า "สีเทาแห่งความลังเล" หมุนวนอยู่รอบศีรษะของเขา ในฐานะแพทย์สนามที่เคยจัดการกับสภาวะจิตใจของทหารที่สับสน นางรู้ทันทีว่าหลี่เฉิงกำลังจะเดินเข้าสู่ "กับดักทางศีลธรรม" ที่ย่าหลี่วางเอาไว้
"ท่านพ่อเ้าคะ..." อันอันเอ่ยขึ้นเบาๆ "ก่อนที่เราจะขายโสม ท่านพ่อคิดจะไปบอกท่านย่าหรือไม่เ้าคะ?"หลี่เฉิงชะงักตะเกียบ เขาหลบตาลูกสาว "พ่อคิดว่า... จะไปขอเงินบางส่วนจากท่านแม่มาซื้อยาบำรุงให้เ้าก่อน หากนางมีเมตตาให้เงินเราเดินทาง พ่อจะได้แบ่งปันข่าวดีเื่โสมให้นางรับรู้บ้าง"
หลี่ฮ่าวและหลี่ิที่กำลังกินข้าวต้มอย่างเอร็ดอร่อยถึงกับหยุดชะงัก"ท่านพ่อ! ท่านลืมเื่กวางเมื่อวานแล้วหรือขอรับ!" หลี่ิโพล่งออกมา "ท่านย่าแทบจะถลกหนังพวกเรานางจะยอมให้เงินซื้อยาได้อย่างไร!"
"พ่อแค่อยากลองดูอย่างไรท่านย่าก็เป็แม่ของพ่อ" หลี่เฉิงตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาเกียรติของตนเอง
อันอันไม่ได้ห้าม แต่นางกลับพยักหน้าช้าๆ แววตาเยือกเย็น "ถ้าเช่นนั้น ท่านพ่อไปเถิดเ้าค่ะ แต่อันอันจะขอตามไปด้วย"
ฟ้าเริ่มสาง แสงสีเทาหม่นลอดผ่านหมอกหนา หลี่เฉิงเดินนำอันอันตรงไปยังเรือนใหญ่ กลิ่นควันไฟจากไม้กฤษฎาราคาแพงลอยออกมาจากห้องนอนของย่าหลี่ ขัดกับกลิ่นฟืนชื้นๆ ที่บ้านสายรองใช้
"ท่านแม่"หลี่เฉิงะโเรียกนางอยู่หน้าเรือน ครู่ใหญ่กว่าประตูจะเปิดออก ย่าหลี่เดินออกมาในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าพันแผลที่หน้าผากยังดูใหม่อยู่ นางปรายตามองลูกชายและหลานสาวด้วยความรังเกียจ
"มีธุระอะไรแต่เช้าตรู่! ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าถ้าไม่มีเื่คอขาดบาดตายห้ามมารบกวนข้าแต่เช้าแบบนี้"
"ท่านแม่... อันอันเพิ่งหายไข้ นางยังอ่อนแรงนัก ข้าอยากจะขอเบิกเงินส่วนแบ่งกงสีที่ข้าเคยส่งกลับมาตอนเป็ทหารสัก50อีแปะ เพื่อไปซื้อยาบำรุงในเมืองได้หรือไม่" หลี่เฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
ย่าหลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆๆๆ! เงินกงสีรึ? เ้าเฉิงไห่ เ้ามีสมองไว้แค่แบกดาบอย่างเดียวหรืออย่างไร! เงินที่เ้าส่งมา ข้าก็เอาไปจ่ายค่าเล่าเรียนให้กวงเอ๋อร์จนหมดสิ้นแล้ว อีกอย่างนังเด็กกาลกิณีตัวแค่นี้ กินข้าวต้มน้ำใสๆ ไปก็พอแล้ว จะเอาเงินข้าไปซื้อยาบำรุงให้เสียของทำไม!"
"แต่ท่านแม่... นั่นมันเงินที่ข้าเสี่ยงชีวิต..."
"เสี่ยงชีวิตแล้วอย่างไร!" ย่าหลี่ตวาด แววตาของนางวาวโรจน์ "ในบ้านหลังนี้ ข้าคือคำขาด! เ้าไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องอะไรทั้งนั้น และข้าจะบอกอะไรให้นะ..."นางขยับยิ้มเหี้ยมเกรียม เดินลงมาหยุดตรงหน้า หลี่เฉิงพลางจิ้มนิ้วลงบนหน้าอกเขา "เงินซื้อยาเ้าน่ะไม่ต้องใช้หรอก เพราะหลังจากนี้...พวกเ้าทั้งหมดจะไม่ได้อยู่ในรั้วตระกูลหลี่อีกต่อไปแล้ว!"
หลี่เฉิงเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง "ท่านแม่... ท่านหมายความว่าอย่างไร? ไม่ได้อยู่... หมายถึงจะให้ข้าย้ายไปอยู่เรือนเล็กฝั่งทิศตะวันตกหรือขอรับ?"
"โง่! โง่จริงๆ!" ย่าหลี่แสยะยิ้ม "ข้าหมายถึง 'ขับไล่' พวกเ้าออกจากตระกูล! ตัดชื่อออกจากสาแหรก! ต่อไปนี้พวกเ้าคือคนจรจัด ไม่มีสิทธิ์ใช้ชื่อตระกูล หลี่ และห้ามเหยียบที่ดินของข้าอีก!"
"ท่านแม่! ข้าทำผิดอะไร!" หลี่เฉิงทรุดลงคุกเข่า "ข้ารับใช้ตระกูลมาทั้งชีวิต ส่งเงินทุกอีแปะให้ท่าน ท่านจะใจคอโเี้กับลูกแท้ๆ แบบนี้เชียวหรือ!"
"ความผิดของเ้าคือการเป็ภาระของกวงเอ๋อร์!" ย่าหลี่ตะคอก "หลานชายข้ากำลังจะได้เป็ขุนนางใหญ่ เขาไม่ควรมีญาติพี่น้องที่เป็ขยะอย่างพวกเ้า!"นางหันไปมองหลี่อันอันที่ยืนนิ่งเฉย "รอพี่ใหญ่ของเ้ากลับมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านก่อนเถิด พอกลับมาพร้อมเอกสารการตัดญาติพวกเ้าก็จงไสหัวไปซะ!"
