เมื่อได้ยินซุนเฟยปฏิเสธ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็คนที่มีนิสัยพูดน้อย คนแบบนี้เป็พวกคนหัวแข็งเด็ดเดี่ยว เื่ที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว ต่อให้เอาัเก้าตัวมาฉุดก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ
และที่เงียบก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับ
เขาโคจรคลื่นพลังอย่างบ้าคลั่ง ดาบในมือของ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ทานิส่งเสียงชิ้งดังอย่างชัดเจนอยู่นาน มันดูน่าทึ่งมาก เหล่าผู้คุ้มกันที่มีพลังต่ำกว่าพากันวิงเวียนศีรษะและอาเจียนออกมา ความผิดปกตินี้ทำให้ทุกคนต้องยกมือขึ้นมาปิดหูของตัวเอง ภายใต้แสงสีทองของพระอาทิตย์ที่เกือบจะกลายเป็แสงสีเงินสดใส คมดาบนี้ก็ส่งเสียงสั่นะเืที่มีความถี่สูงจนน่ากลัวอย่างที่อธิบายไม่ถูกออกมา
‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ในชุดสีขาวและดาบยาว
ในบรรดายอดฝีมือเชื้อพระวงศ์วัยหนุ่มสาวของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรเซนิท ทานิถือว่าเป็บุคคลที่มีพร์ชั้นแนวหน้า ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในระดับห้าดาว แม้ว่าซุนเฟยจะสวมไอเทมคนเถื่อนครบชุด ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น แต่เขาก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
ปรับลมหายใจจนคงที่ ซุนเฟยก็กำขวานคู่ม่วงเขียวแน่น
บรรยากาศกดดันขึ้น นี่เป็ความเงียบสั้นๆ ก่อนจะลงมือจู่โจม
ตอนนี้ ยอดฝีมือระดับสูงบนยอดเขาตะวันออกพยายามรักษาพลังการต่อสู้ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด ก่อนจะเริ่มการตัดสินผลแพ้ชนะ
ทันใดนั้น
สวบ!
ออกกระบวนท่าดาบ
ไม่มีเสียงะเิดังสนั่น ไม่มีคลื่นพลังที่คลุ้มคลั่ง ไม่มีูเาถล่ม ไม่มีแผ่นดินสั่นะเื แม้กระทั่งฝุ่นที่อยู่บนพื้นก็ปลิวไม่ทันความเร็วของทั้งสองคน มันเกินกว่าที่ขอบเขตสายตาของมนุษย์ปกติจะมองทันได้ กะพริบตาแค่ครั้งเดียวพวกเขาก็มองไม่เห็นแล้ว ทันใดนั้น ทุกคนก็พบว่าไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่ตำแหน่งซุนเฟยกับ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ได้สลับสับเปลี่ยนกันอย่างเงียบๆ
ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง!
เสียงโลหะแหลมคมกระทบกันอย่างต่อเนื่อง ลอยเข้ามาในหูของทุกคน
ฝุ่นบนพื้นพลันปลิวว่อนคละคลุ้ง ปกคลุมสายตาของทุกคน
ยามที่ฝุ่นจางหาย
สวบ!
เืไหลออกมาจากหัวไหล่ของซุนเฟย ย้อมชุดเกราะลึกลับบนร่าง
ในขณะเดียวกันก็มีเสียงโห่ร้องของคนที่อยู่ด้านหลังแพรีส และเสียงร้องะโเชียร์ของคนที่อยู่ฝั่งเมืองแซมบอร์ดดังกระฮึ่มขึ้นมา แต่ไม่นานบนร่างของ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ทานิก็มีเสียงดังปุ๊ขึ้นพร้อมกับไอหมอกเืที่สาดกระจาย ร่างของเขาเริ่มโงนเงนแทบจะยืนไม่มั่นคง
เขาหมุนตัวกลับมาอย่างยากลำบาก ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ก้มมองาแเล็กๆ นับไม่ถ้วนบนร่าง ใบหน้าขาวซีดพลันเผยรอยยิ้มขมขื่นและอ้างว้างออกมา “เ้าชนะ แต่ว่า องค์าาอเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ ข้ายังคงขอร้องให้ท่านช่วยปล่อยท่านแพรีสไป!”
เขาเอาดาบปักที่พื้นเพื่อช่วยพยุงร่างของตัวเอง เืหลั่งออกมาจากาแเล็กๆ นับไม่ถ้วนของเขา ไม่ช้ามันก็ไหลอาบไปทั่วโคลนและก้อนหินเป็วงกว้าง ผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็เพิ่งจะพบว่า ขวานคู่ม่วงเขียวของซุนเฟยฟันสลับกัน ทิ้งรอยาแเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่เอว ขา แขน และอกของ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’
ทุกคนต่างตกตะลึง พระเ้า เพียงชั่วพริบตาที่มองไม่เห็น าาน้อยคนนี้ได้ฟันขวานไปมากเท่าไรกัน ถึงได้สร้างรอยาแที่น่าในับไม่ถ้วนบนร่างยอดฝีมืออย่าง ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ คนนี้ได้?
ในตอนนี้ บางคนก็เริ่มรู้สึกเห็นอกเห็นใจองค์ชายแห่งอาณาจักรนาดาร์โกคนนี้ขึ้นมาแล้ว เพราะพวกเขาได้ยินมาว่าคนคนนี้ได้ตกหลุมรักแพรีสจนยอมทิ้งตำแหน่งของตน และใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษบนยอดูเาหิมะในอาณาจักร เพื่อฝึกฝนวิชาอย่างยากลำบากมาตลอดหลายปี ครั้งนี้ เพราะเป็แพรีสจึงได้ลดตัวลงมาทำหน้าที่เป็นักฆ่า น่าเสียดายที่ตอนนี้วีรบุรุษไร้หนทางไป นอกจากจะไม่สามารถช่วยผู้หญิงที่ตนรักได้ แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็ยากที่จะรักษาไว้ได้เช่นกัน
ยอดวีรบุรุษจริงๆ บางทีาาน้อยคนนี้อาจจะยอมทำตามคำขอร้องสุดท้ายของ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ก็ได้?
แต่...
“ข้าเคยพูดไว้แล้ว ดาบของเ้าก็ช่วยได้แค่ชีวิตของเ้า โชคชะตาของนาง นางต้องตัดสินด้วยตัวเอง” ซุนเฟยส่ายหน้า บอกปฏิเสธคำขออย่างโหดร้าย “เ้ารับมือข้าได้โดยที่ไม่ตาย ข้าจะยอมปล่อยให้เ้าจากไปอย่างมีชีวิต!”
‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ชะงักเล็กน้อย
เขาหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น รอยเท้าของเขาที่ทิ้งไว้บนพื้นเต็มไปด้วยเื เขาเดินผ่านร่างของซุนเฟยอย่างช้าๆ ก่อนจะไปยืนอยู่ด้านหลังของแพรีสแล้วไม่พูดอะไรอีก แต่เขายังคงกำดาบที่เต็มไปด้วยหยดเืในมือแน่น
ในระหว่างที่ทานิเดินกลับมา แพรีสก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ
สายตาของนางเหม่อมองไปยังทะเลเมฆที่กำลังม้วนตัว เคลื่อนที่อยู่บนฟ้า ไม่แม้แต่จะเหลือบมอง ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ สักนิด ราวกับว่าผู้ชายตรงหน้ากับตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
“ถึงตาข้าแล้วหรือ?” แพรีสหันกลับมามองซุนเฟยด้วยสีหน้าสงบ “เ้าอยากให้ข้ารับขวานเ้ากี่กระบวนท่า?”
ซุนเฟยส่ายหน้า ก่อนจะเผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา “เ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ดังนั้นไม่จำเป็ต้องลงมือ แม้ว่าจะมีบางคนอยากจะสังหารเ้า แต่ข้า้าให้เ้าทำเื่หนึ่งแก่ข้า แล้วข้าจะปล่อยเ้าออกไปจากยอดเขาตะวันออกนี้อย่างไร้าแ!”
“อ้อ เ้าจะให้ข้าทำเื่อะไรเล่า?”
ซุนเฟยหันหลัง เดินไปทางซากปรักหักพังของแท่นบูชา แพรีสและทุกคนต่างพากันมองอย่างสงสัย พวกเขาเห็นเพียงซุนเฟยสะบัดขวานปัดก้อนหินั์ออกจากนั้น แล้วก้มลงหยิบบางอย่างบนพื้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ้าของสิ่งนั้นมีคราบเือยู่ ภายใต้แสงอาทิตย์สีทองที่สาดส่องมา กลิ่นอายงดงามและล้ำค่าหมุนเวียนไปทั่วบริเวณ
นั่นคือมงกุฎ
เดิมทีแล้ว องค์หญิงที่เป็ผู้แทนพระองค์ขององค์จักรพรรดิยาซินแห่งาาอาณาจักรเซนิทจะต้องสวมมงกุฎนี้ที่หัวของซุนเฟย เป็สัญลักษณ์ของอำนาจและความรุ่งโรจน์ของาา เป็สัญลักษณ์การยอมรับของพระเ้าและสถานะขุนนางก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ขัดจังหวะพิธีาาภิเษกของซุนเฟย ทำให้ผู้คุ้มกันที่ถือถาดเงินที่วางมงกุฎของาาต้องตายไปในระหว่างการต่อสู้ ทำให้เืได้เปรอะลงบนมงกุฎของาา และถูกฝังอยู่ใต้ก้อนหินที่แตกหัก
ซุนเฟยใช้มือปัดฝุ่นมงกุฎาาสีเหลืองทองเบาๆ จากนั้นก็เดินกลับไปหาแองเจล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะสวมชุดาาสีฟ้าชุดใหม่ที่คู่หมั้นสาวได้เตรียมมาให้เขาก่อนหน้านี้ มือข้างหนึ่งถือขวาวนคู่ม่วงเขียว อีกข้างถือมงกุฎ แล้วมองไปที่แพรีสพลางพูดว่า “เ้ามาเป็ผู้สวมมงกุฎาาให้แก่ข้า แล้วข้าจะปล่อยเ้าไป”
เมื่อพูดประโยคนี้ออกไป ทุกคนก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
“บ้าไปแล้วอเล็กซานเดอร์ เ้าบ้าไปแล้วเหรอ?” นักดาบสาวซูซานตำหนิออกมาอย่างรุนแรง “เ้าจะปล่อยผู้สมรู้ร่วมคิดวางแผนลอบสังหารองค์หญิงกับองค์ชายอาร์ชาวินไปงั้นหรือ นางเป็นักฆ่าสารเลวคนหนึ่ง เป็ผู้หญิงไร้ยางอายไม่มีซึ่งเกียรติยศแห่งความเป็คนชั้นสูง คนแบบนี้มีค่ามาสวมมงกุฎให้เ้าได้อย่างไร เ้ารู้ไหมว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?”
“คงบ้าจริงๆ นั่นแหละ ท่านจะทำแบบนั้นไม่ได้!” เหล่าองค์ชายและคณะทูตที่อยู่ฝั่งเดียวกับองค์หญิงและโชคดีที่รอดมาได้ต่างพากันตำหนิ
“อเล็กซานเดอร์ ข้าคิดว่าเ้าควรคิดให้ดีๆ การทำแบบนี้รู้ไหมว่ามันหมายถึงอะไร?” ‘เทพแห่งาเซนิท‘ อาร์ชาวินหรี่ตาลงเล็กน้อย บนร่างผอมๆ ของเขาเผยรังสีฆ่าฟันของนักรบเจนสนามเืออกมา
“แน่นอนว่าข้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร” ซุนเฟยไม่สนใจน้ำเสียงคุกคามของอาร์ชาวิน เขาแสยะยิ้มเ็าออกมา “ข้าเพียง้าให้ศัตรูก้มหัวให้แก่ข้า และสวมมงกุฎให้ข้าอย่างยินยอมพร้อมใจเท่านั้น!”
ให้ศัตรูสวมมุงกุฎให้ตัวเอง?
ทั่วทั้งยอดเขาตะวันออกก็พลันสงบลง
คำพูดที่ดูเหมือนธรรมดานี้กลับเปิดเผยความหยิ่งยโสออกมาเต็มที่ ั้แ่สมัยโบราณ บนแผ่นดินอาเซรอทไม่มีาาองค์ไหนยอมให้ศัตรูมาสวมมงกุฎให้แก่ตัวเองมาก่อน และคงไม่มีาาคนไหนคิดจะทำด้วย!
ดวงตาสีฟ้าขององค์หญิงเป็ประกายน้อยๆ ไม่มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด
ซุนเฟยเดินไปหาแพรีสทีละก้าว ในมือยังคงถือมงกุฎที่เปื้อนเืไว้ “ก้มหัวยอมจำนนและสวมมงกุฎให้แก่ข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า ปล่อยให้เ้าจากไป!”
“ถ้าข้าปฏิเสธล่ะ!” แพรีสพลันแสยะยิ้ม นิ้วเกี่ยวผมยุ่งเหยิงของตัวเองที่ถูกลมพัดจนปลิว
“หากเ้าปฏิเสธยอด เขาตะวันออกของเมืองแซมบอร์ดก็แค่มีดวงิญญาเพิ่มขึ้นมาอีกด้วยเท่านั้น!” ภายใต้แสงอาทิตย์สีทอง รอยยิ้มของซุนเฟยดูเจิดจ้าเป็ประกาย ทว่ากลับแฝงรังสีฆ่าฟันไปในคำพูดด้วย ทำให้แพรีสอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
“แล้วเ้าจะเสียใจ!” นักรบหญิงซูซานที่อยู่ข้างๆ องค์หญิงพูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ซุนเฟยไม่สนใจ มงกุฎเปื้อนเืที่ถืออยู่ในมือก็ส่งไปให้แพรีสพร้อมรอยยิ้ม “ความอดทนของข้าไม่ได้ดีเท่าไรนักหรอก”
สายลมพัดมา อากาศเริ่มแปรปรวน
สุดท้าย แพรีสก็ยื่นแขนเรียวออกมา ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จ้องมองมา นางรับมงกุฎสีเหลืองทองไว้ คนงามถือมงกุฎสีทองที่เปล่งประกายงามตา ทว่ามีคราบเืบนตัวมงกุฎนั้นอยู่ สายลมหนาวเย็น สะท้านกายพัดผ่านร่าง...นี่คงเป็ภาพที่ตราตรึงอยู่ในจิติญญาของทุกคนที่อยู่บนยอดเขาตะวันออกไปตลอด ก่อนแพรีสก้มหัวต่ำ ก่อนจะประคองมงกุฎาาสีทองเป็ประกายแล้วยกขึ้นสูง ก่อนจะค่อยๆ สวมลงบนศีรษะของผู้ชนะ
ไม่มีดอกไม้สดโปรยปรายและพลุไฟ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงะโเรียก
บางส่วนของแท่นบูชากลายเป็เพียงซากปรักหักพัง สายลมพัดฝุ่นกระจายออกไป เผยให้เห็นสภาพเศษแขนขาที่ขาดกระจายอยู่บนพื้นโคลน เืที่เป็แอ่ง และฝูงนกกินเนื้อสีดำที่โผบินอยู่เต็มท้องฟ้า นกกินเนื้อสัญลักษณ์แห่งความดุร้ายและเหี้ยมโหด
นี่คือพิธีาาภิเษกที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้รอดชีวิตของคณะทูตราชอาณาจักรเซนิททั้งหมดต่างหน้าเปลี่ยนสี พวกเขาทั้งโกรธทั้งทำอะไรไม่ถูก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า าาน้อยแห่งอาณาจักรแซมบอร์ดไม่พอใจเหล่าคณะทูตจากราชอาณาจักรเซนิทอยู่ลึกๆ การที่เขาใช้วิธีนี้ ไม่เพียงสร้างเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ของตัวเองแบบไม่เหมือนใครแล้ว ยังเป็การตบหน้าคณะทูตจากราชอาณาจักรเซนิทกลายๆ อีกด้วย
“พระเ้าโปรดอวยพรแก่าา!”
ทุกคนในเมืองแซมบอร์ดต่างคุกเข่าลงบนพื้น พวกเขาเป็สักขีพยานในการกำเนิดาาองค์ใหม่ของเมืองแซมบอร์ด
ในมือของซุนเฟยไม่มีคทา บนหัวของเขาก็มีมงกุฎสีเหลืองทองที่เปื้อนเื ใต้เท้าของเขาก็มีเศษซากปรักหักพัง และในมือของเขาถือขวานคู่ที่ชโลมด้วยเื
โลหิตและขวาน!
นี่คือแนวทางหลักของาาเมืองแซมบอร์ดยุคใหม่
แพรีสที่ยืนอยู่ด้านหน้าซุนเฟยมีสีหน้าซับซ้อน หลังจากที่ตะลึงงันไปสักพัก ร่างของนางก็กะพริบหายไป ก่อนจะโผล่ออกมาประคองร่างที่เต็มไปด้วยเืของ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ทานิ แล้วก็เดินจากไปตามเส้นทางแปลกๆ ก่อนจะหายลับไปจากยอดเขา ซุนเฟยเองก็ไม่ได้ไล่ตามไป เขารู้ว่าก่อนหน้านี้ผู้หญิงคนนั้นสังเกตเห็นเส้นทางการเดินพวกนี้มาจากสุนัขั์สีดำ แล้วจำจุดที่ไม่มีกับดักเวทมนตร์ไว้ ดังนั้นจึงสามารถออกจากที่นี่ไปได้
แต่ที่แพรีสไม่รู้คือ หากซุนเฟยอยู่ใน ‘โหมดมือสังหาร’ เขาก็สามารถทำการเปลี่ยนตำแหน่งกับดักเวทมนตร์ได้ เพียงแต่เขาไม่ทำเท่านั้นเอง
เมื่อเห็นแพรีสและ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ได้ทอดทิ้งตัวเองแล้วจากไป เหล่าองค์ชายและพวกคณะทูตที่อยู่ฝ่ายเดียวกับแพรีสก็พากันหวาดกลัวจนพูดไม่ออก ส่วนสองนักฆ่ามีดโค้งสีเหลืองก็คิดจะหลบหนีตามเส้นทางที่แพรีสจากไป แต่ก็ถูกซุนเฟยใช้ขวานขวางเอาไว้
“ข้ายอมให้พวกเ้าจากไปแล้วหรือ?”
----------------------
