“อันมนุษย์เราแรกเริ่มเดิมทีท่านว่ามีนิสัยที่ดี…
“จ้าวเฉียนซุนหลี่ โจวอู๋เจิ้งหวาง…
“โลกที่เราอยู่นี้เดิมทีนั้นเวิ้งว้าง…
“ขงจื๊อกล่าวว่า เรียนนั้นยากกว่าพูด มีสหายมาจากแดนไกลไม่ควรยินดีหรือ…”
คหบดีจาง “…”
เด็กอ้วน “…”
หลิ่วซื่อ “…”
กู้ซิ่วไฉ “…”
พวกผู้ใหญ่รวมถึงจางหย่งได้ฟังเจินเจินก็ต่างมีสีหน้าอึ้งตะลึง ในขณะที่ตัวเด็กหญิงยังคงท่องความรู้ในตำราและคำสอนออกมาไม่หยุด รอจนนางท่องเสร็จ ทุกคนถึงได้สติกลับคืนมา หลิ่วซื่อหันไปถามบุตรชาย “เ้าท่องได้หรือไม่”
เด็กอ้วนส่ายหน้า
คหบดีจางส่งเสียงกระแอมก่อนจะพูดกับกู้ซิ่วไฉว่า “ด้วยความรู้ของเจินเจินในยามนี้ไม่สมควรให้เรียนอยู่ในห้องขั้นเริ่มต้น แล้วเหตุใดท่านถึงให้นางเรียนห้องนี้เล่า”
กู้ซิ่วไฉตอบอย่างอายๆ “ข้าไม่รู้เลยว่านางท่องความรู้และคำสอนในตำราได้มากมายถึงเพียงนี้ ปกตินางตัวติดกับอวี้เอ๋อร์ตลอด ถึงแม้นางจะท่องได้มากมาย ทว่ายังคัดตัวอักษรได้ไม่สวยนัก อีกประการนางเป็สตรีจึงไม่จำเป็ต้องเรียนมากนัก ให้อยู่ในห้องขั้นเริ่มต้นไปก่อนจะดีกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องขอโทษพวกท่านจริงๆ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ข้าจะชดใช้ค่าเสื้อผ้าที่เสียหายของคุณชายสามเอง”
คหบดีจางโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องชดใช้หรอก เป็หย่งเอ๋อร์ที่ไม่รู้ความและไปแกล้งเจินเจินก่อนถึงได้เกิดเื่ขึ้น แล้วอีกอย่างตัวนางก็ไม่ได้เขียนผิด”
“ใช่ๆ ท่านกู้ ท่านให้เจินเจินนั่งข้างหย่งเอ๋อร์ เผื่อว่าเขาจะได้ความฉลาดจากนางมาบ้าง” หลิ่วซื่อกล่าวอย่างเห็นดีเห็นงาม
เด็กอ้วนได้ยินมารดากล่าวเช่นนี้ก็มีสีหน้าขลาดกลัว ตนไม่อยากนั่งข้างเ้าเตี้ยนิสัยโหดร้ายผู้นี้!
“ไม่ ข้าไม่อยากนั่งข้างนาง ท่านแม่ นี่ท่านใช่ท่านแม่ของข้าจริงๆ หรือเปล่า ฮือๆๆ ท่านพ่อ ท่านแม่แท้ๆ ของข้าคือใคร”
เห็นบุตรชายของคหบดีจางร้องไห้อีกครั้ง กู้ซิ่วไฉก็รีบอุ้มเจินเจินขึ้นมาแล้วกล่าวขอตัวกลับทันที ทิ้งให้เด็กอ้วนต้องเผชิญหน้ากับการถูกบิดามารดาตีสั่งสอนไว้ข้างหลัง
เด็กอ้วนส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป หากผู้ใดมาเห็นจะต้องหัวเราะเยาะต่อสภาพของตนในยามนี้เป็แน่ ซึ่งคนผู้นั้นที่ว่านี้ก็คือเจินเจิน อีกฝ่ายเอาไหล่เกยกับไหล่ของกู้ซิ่วไฉ จ้องมองตอนที่จางหย่งถูกตีตาไม่กะพริบ
หลังออกจากเรือนใหญ่ ผู้เป็มารดา รวมถึงท่านยายท่านย่าของเด็กๆ จากหมู่บ้านข้างเคียงก็ปรี่มาหากู้ซิ่วไฉเพื่อขอคำอธิบาย “ท่านดูบุตรหลานของพวกเราถูกตีจนมีสภาพเช่นไร ไม่คิดจะจัดการหน่อยหรือ”
“นี่คือหลานสุดที่รักของสกุลเรา เพิ่งมาเรียนหนังสือที่นี่ได้แค่ไม่กี่วันก็ถูกทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้เสียแล้ว”
“เพ้ย หลานเ้าก็ตีลูกข้าเช่นกัน”
“ใช่ แล้วก็ตีลูกข้าด้วย”
กู้ซิ่วไฉรู้สึกปวดหัวกับบรรดาคนเหล่านี้ไม่ใช่น้อย ทุกคนต่างมาที่นี่เพื่อขอคำอธิบายจากเขาทั้งสิ้น
เจินเจินแกะมือของคนที่จับตัวกู้ซิ่วไฉเอาไว้เพื่อจะขอคำอธิบาย คนเหล่านี้ถึงค่อยสังเกตเห็นว่ากู้ซิ่วไฉอุ้มเด็กหญิงผู้หนึ่งเอาไว้ด้วย เด็กหญิงผู้นี้แรงเยอะจนเกือบทำให้มือของพวกนางหักแล้ว
“สำนักศึกษามีกฎซึ่งระบุเอาไว้ว่า หากมีเื่ทะเลาะวิวาทกันจะต้องถูกตีคนละยี่สิบที ไม่ว่าใครจะเป็ฝ่ายเริ่มก่อนก็ตาม แต่หากผู้ใดมีส่วนร่วมกับการทะเลาะกันครั้งนี้ก็จะต้องถูกตีทั้งหมด และหากไม่เคารพกฎของสำนักศึกษา ท่านพ่อของข้าก็จะไม่รับเป็ลูกศิษย์ ส่วนเงินที่มอบให้ไว้ในตอนแรกจะต้องถูกหักตามวันที่มาเข้าเรียนแล้วถึงค่อยคืน!” พูดจบเจินเจินเอียงศีรษะทำหน้าครุ่นคิดว่าลืมอะไรไปอีกหรือไม่ ก่อนจะสรุปทิ้งท้ายไว้อีกประโยค “ต้องให้ความยุติธรรมแก่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่!”
บรรดามารดาท่านย่าท่านยายของเด็กจากหมู่บ้านข้างเคียง “…”
ท่าทางจริงจังนี้ของเจินเจินช่างแลดูน่ารักเหลือเกิน จนกู้ซิ่วไฉอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับเป็เคร่งขรึมดังเดิม “เจินเจินพูดถูก ต้องให้ความยุติธรรมแก่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่” จากนั้นชี้ไปยังเด็กๆ ทุกคนพลางออกคำสั่ง “ไปยืนที่กำแพงแล้วยื่นมือออกมา…”
ในเวลานี้เองเด็กคนหนึ่งชี้มือไปที่เจินเจินพร้อมกับเอ่ยว่า “นางก็ทะเลาะด้วยเช่นกัน นางทะเลาะกับคุณชายสาม!”
“ใช่ นางก็ทะเลาะด้วย!”
จบประโยคเหล่านี้บรรดาผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้ต่างหันไปมองกู้ซิ่วไฉอย่างรอคอยคำตอบว่าจะจัดการเช่นไร หากจัดการอย่างไม่ยุติธรรมก็พร้อมจะด่าทอออกมาทันที
กู้ซิ่วไฉรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่เกิดเห็นดีเห็นงามกับคำพูดของเจินเจินก่อนหน้านี้ เพราะหากต้องทำโทษเจินเจินด้วย เขายอมถูกคนเหล่านี้เอามีดมาแทงยังจะดีเสียกว่า ตนจะทำใจลงมือตีเจินเจินได้อย่างไร แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยอะไรออกไป เจินเจินกลับเปล่งวาจาออกมาเสียก่อนว่า “ข้าไม่ได้ทะเลาะ ข้าแค่ตีเขา แต่ในเมื่อเขาไม่สู้กลับนั่นไม่เรียกว่าทะเลาะ พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าคำว่าทะเลาะเขียนอย่างไร”
บรรดามารดาท่านย่าท่านยายของเด็กจากหมู่บ้านข้างเคียงต่างหันไปมองบุตรหลานของตนเอง ทว่าเด็กๆ เหล่านี้กลับส่ายศีรษะ
“อักษร้าคือคำว่าเพิ่ม ด้านล่างคือคำว่าคนสองคน รู้หรือไม่ว่ามันหมายความว่าอย่างไร นั่นก็หมายความว่าต้องมีคนสองคนตีกัน เ้าตีข้า ข้าตีเ้า ถึงจะเรียกว่าทะเลาะ” เจินเจินอธิบาย
กู้ซิ่วไฉฟังแล้วก็คิดตาม แท้จริงแล้วอักษรด้านล่างคือคำว่ามู่ที่แปลว่าท่อนไม้ แต่เนื่องจากมันเขียนคล้ายกับคำว่าเหรินที่แปลว่าคน จึงพอกล้อมแกล้มมองว่าเป็ตัวอักษรที่แปลว่าสองคนได้จริงๆ เจินเจินนี่ช่างฉลาดนัก
บรรดาผู้ปกครองของเด็กเ่าั้หันมามองกู้ซิ่วไฉเป็สายตาเดียว เขาจึงต้องวางเจินเจินลงแล้วหยิบแท่งไม้มาเขียนให้ดูพร้อมกับอธิบายไปพลาง ปริศนาโคมไฟเคยถามว่า ตัวอักษรที่แปลว่าคนสองคนมารวมกันจะกลายเป็คำว่าอะไร ก็จะกลายเป็คำว่าเจี้ยที่มาจากคำว่าทะเลาะกันอย่างไรเล่า!
“ดีจริงๆ ที่บ้านต้องประหยัดทั้งค่ากินทั้งค่าใช้จ่ายเพื่อเอาเงินมาให้เ้าเรียนหนังสือ แต่เ้ากลับเรียนไม่ได้อะไรเลย ขนาดเด็กสี่ขวบยังรู้มากกว่าเสียด้วยซ้ำ เ้าคิดจะให้ข้ากับพ่อของเ้าเสียเงินไปเปล่าๆ ใช่หรือไม่!” มารดาของเด็กคนหนึ่งเอ่ยอย่างเดือดดาล ก่อนจะจับตัวบุตรชายของตนเอาไว้แล้วใช้มือฟาดลงไปอย่างแรง
การกระทำของมารดาผู้นี้ประหนึ่งกับปลดสลัก ทำให้มารดาของเด็กคนอื่นต่างหันไปสั่งสอนบุตรหลานสุดที่รักของตนกันถ้วนทั่ว
เจินเจินมองภาพตรงหน้าอย่างสนุกสนาน ผิดกับเด็กๆ จากหมู่บ้านข้างเคียงที่ถูกผู้ใหญ่ในบ้านทำโทษด้วยน้ำตานองหน้า
รอจนมารดาท่านย่าและท่านยายเหล่านี้จัดการบุตรหลานของตนเสร็จแล้ว เจินเจินจึงเดินเข้าไปหาเด็กกลุ่มนั้นแล้วถามออกไป “ต่อไปจะกล้าทะเลาะกันอีกหรือไม่”
เด็กๆ เหล่านี้ต่างส่ายหน้า “ไม่…ไม่ทะเลาะแล้ว!”
เจินเจินมองพวกเขาอย่างพึงพอใจ จากนั้นวิ่งเข้าไปกอดขากู้ซิ่วไฉ “ท่านพ่อ พวกเขาสำนึกผิดแล้ว ไม่ต้องตีลงโทษเถอะนะเ้าคะ”
กู้ซิ่วไฉพยักหน้า “ได้ ตีละเว้นได้ แต่โทษอื่นละเว้นไม่ได้ เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ให้แต่ละคนคัดคำว่า ‘อันมนุษย์แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีนิสัยดี’ คนละห้าเที่ยว คนใดที่ไม่มีกระดาษกับพู่กันก็ฝึกเขียนจนมั่นใจเสียก่อนแล้วค่อยมารับกระดาษจากข้า แต่หากเขียนผิดจะต้องคัดตัวนั้นเพิ่มอีกหนึ่งเที่ยว”
เด็กที่ไม่มีกระดาษคือเด็กที่ทางบ้านฐานะไม่ค่อยดี จึงไม่มีเงินจะซื้อหามาได้ เมื่อได้ยินประโยคนี้ของกู้ซิ่วไฉ ในใจของพวกผู้ปกครองต่างก็รู้สึกผิดขึ้นมา เงินที่ให้แก่อาจารย์ตอนเข้าเรียนก็ไม่ได้มากมาย ยามนี้อาจารย์ยังจะให้กระดาษซึ่งมีราคาแพงแก่ลูกหลานพวกเขาอีก
แต่ถึงกระนั้นก็มีบางคนที่สองตาหมุนคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มอย่างเ้าเล่ห์เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ท่านต้องตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่าเทียมกัน[1] สิ หากจะให้กระดาษก็ต้องให้ทุกคน ทุกคนล้วนคือเด็กนักเรียนของท่าน จะให้แค่บางคนได้อย่างไร”
ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางยอมเสียเปรียบ เหตุใดถึงให้แค่เด็กบางคน ไม่ใช่ทุกคน
“ใช่ๆ ถ้าจะให้ก็ต้องให้ทั้งหมด”
กู้ซิ่วไฉมองเหล่าคนที่พูดสนับสนุนกันและกัน พร้อมกับลอบถอนหายใจ ‘ทำดีช่างยากเย็นเหลือเกิน’
“เงินที่พวกท่านให้มาไม่ได้มาก อีกทั้งข้ายังไม่ใช่คนที่มีเงินทองมากมาย หากต้องแจกกระดาษกับพู่กันเด็กทุกคนคงจะเป็ไปไม่ได้ ข้าให้ได้แต่เด็กที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีเท่านั้น แต่ในเมื่อทุกคนบอกว่าข้าต้องตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่าเทียมกัน เช่นนั้นครั้งนี้ข้าจะแจกกระดาษให้เด็กทุกคน คนละห้าแผ่น แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวไม่มีครั้งหน้า ต่อไปพวกเ้าต้องเป็คนเตรียมกระดาษและพู่กันมาเอง ข้าจะไม่เตรียมให้อีกแล้ว”
กู้ซิ่วไฉกล่าวจบก็เชิญบรรดาผู้ปกครองของเด็กๆ ให้กลับบ้าน ส่วนเด็กๆ จะได้กลับห้องเรียนไปคัดอักษรต่อ
ครั้นบรรดาผู้ปกครองหันหลังเดินจากไปได้ไม่ไกล เจินเจินวิ่งตามไปดูตรงประตูและเห็นว่า เขาเ่าั้ได้หันมาทะเลาะกันเอง
“พวกเ้าแย่มาก ทั้งที่ไม่ได้ขาดแคลนกระดาษแต่กลับมาขอกระดาษด้วย เป็เพราะพวกเ้า ต่อไปบุตรหลานของข้าเลยไม่ได้กระดาษอีก เมื่อเป็เช่นนี้ข้าจะขอสู้ตาย!”
เจินเจินเบ้ปากอย่างดูแคลน ตอนที่ท่านพ่อกู้ถูกกดดันก็ไม่เห็นจะมีผู้ใดออกหน้าช่วย ยามนี้ยังมาทะเลาะกันเองอีก ช่างหน้าไม่อายเหลือเกิน!
[1] ตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่าเทียมกัน หมายถึง ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
