จากความล้มเหลวในการเค้นข้อมูลด้วยการทรมานนักโทษ ทำให้พัศดีโอเลเกร์ที่เคยเชื่อมั่นใน ‘วิธี’ การทรมานของตัวเองต้องรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก แต่ต่อมา มันก็เป็แรงกระตุ้นที่ทำให้พัศดีโอเลเกร์ฮึดสู้ เขาเริ่มเจาะลึกวิธีการทรมานด้วยรูปแบบต่างๆ มากมาย เพื่อจะนำมารับใช้าาของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
แต่สำหรับซุนเฟยแล้วเื่นี้ไม่สำคัญอีกต่อไป
เพราะในตอนเช้ามืดก่อนจะออกเดินทาง ผู้ดูแลเรดแนปป์ได้ให้ลูกสาวของตัวเองนำหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งมามอบให้แก่เขา ในหนังสือเล่มนั้นได้จดบันทึกเกี่ยวกับการกระจายอำนาจของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตในเมืองหลวง จำนวนยอดฝีมือ ชื่อและระดับความแข็งแกร่งของยอดฝีมือแต่ละคนอย่างละเอียด...ด้วยอำนาจของกลุ่มการค้าโซรอสแล้ว การจัดหาข้อมูลพวกนี้เป็เื่ที่ง่ายดายสำหรับพวกเขามาก อีกทั้งในความเป็จริงแล้ว เื่พวกนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็ความลับอะไร ถ้าตั้งใจจะค้นหาข้อมูลพวกนี้จริงๆ ก็สามารถสืบหาได้ง่ายๆ ในเมืองหลวง เรดแนปป์ก็แค่ฉวยโอกาสในการซื้อใจซุนเฟยเท่านั้นเอง!
ในที่สุด กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็ได้ออกจากอาณาเขตของเมืองแบล็กสโตนใน่บ่ายวันนี้
“าาแซมบอร์ด พวกเรากำลังจะเข้าสู่อาณาเขตของอาณาจักรเธรซ ข้าได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านและอาณาจักรเธรซไม่ค่อยดีเท่าไรนัก!” เรดแนปป์กระตุ้นม้าของตัวเองเข้ามาใกล้ๆ แต่ก็ไม่มากนัก เพราะสุนัขั์สีดำค่อนข้างดุร้าย ทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้เท่าไร ได้แต่ยิ้มแห้งๆ อยู่ไกลๆ
“ฮ่าๆๆ แน่นอนว่าไม่มีทางดีกันได้หรอก าาเธรซเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับาาแบล็กสโตน ดังนั้นมันก็ถือเป็ศัตรูกับเมืองแซมบอร์ดด้วยเช่นกัน อีกอย่างในวันงานาาภิเษกของข้า มันส่งองค์ชายโอบินนาและยอดฝีมือในอาณาจักรของมันที่ชื่อว่าฮาซึงจินมาลอบสังหารข้าบนยอดเขาตะวันออกอีก ฮึ แต่สุดท้ายพวกมันก็ต้องมาตายใต้คมดาบของข้าอยู่ดี!” ซุนเฟยหัวเราะลั่นอย่างสะใจ
“ในเมื่อเป็แบบนี้ การที่เราเดินทางเข้าสู่อาณาเขตของอาณาจักรเธรซก็ถือเป็อันตรายมาก ฝ่าาจะต้องระวังด้วยนะขอรับ!”
“ระวังอันใดเล่า? ข้ายังหวังว่าาาอาณาจักรเธรซจะใจกล้าหน้าด้านเหมือนาาแบล็กสโตน ให้มันกล้านำกองทัพของมันมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าอยู่เลย หากเป็เช่นนั้นจริงนับว่าประหยัดเวลาข้าได้มากทีเดียว!” สายลมยามบ่ายพัดโชยมา นำความอุ่นร้อนมาสู่ทุกคน และในที่สุดพวกเขาก็สามารถเดินทางออกจากเทือกเขาอาทิตย์ที่แสนมืดมิด ด้านหน้าเป็ทุ่งราบที่กว้างใหญ่ไพศาล ซุนเฟยพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาชั่วขณะ ซุนเฟยยืดอกตัวตรงประหนึ่งวีรบุรุษผู้พิชิต
เรดแนปป์ยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไรต่อ
ั้แ่เช้าแล้วที่เขาแอบลอบสังเกตทุกคำพูดทุกการกระทำของซุนเฟยอย่างเงียบๆ ในรายงานที่ทางสำนักงานใหญ่ได้รับมาก่อนหน้านี้ไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับาาแซมบอร์ด ในเมื่อคิดที่จะเกลี้ยกล่อมให้เบื้องบนเห็นด้วยกับแผนการที่ตัวเองวางไว้ เขาจำเป็จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า าาแซมบอร์ดคุ้มค่าที่กลุ่มการค้าของเขาจะร่วมลงทุนหรือไม่ จากข้อสังเกตในปัจจุบัน เขายังไม่มีข้อสรุปใดๆ ที่แม่นยำเกี่ยวกับตัวตนของาาเมืองแซมบอร์ด าาหนุ่มตรงหน้า บางครั้งก็สุภาพเหมือนคนชั้นสูง บางครั้งก็ดูเหลวไหลยโสโอหัง บางครั้งก็ดูเป็ผู้ใหญ่ แต่บางครั้งก็ดูเหมือนเด็กซนๆ ตัวเรดแนปป์ก็เคยเห็นพวกวีรบุรุษมานักต่อนักแล้ว และยังสามารถอ่านนิสัยใจคอของเขาได้ แต่ตอนนี้เขากลับมองาาหนุ่มแซมบอร์ดไม่ออกจริงๆ
“าาหนุ่มคนนี้เหมือนผ้าที่พับหลายทบจนเข้าใจได้ยาก” เรดแนปป์ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ
……
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจก็คือ แม้ทางอาณาจักรเธรซจะทราบถึงการมาเยือนของกองทัพเมืองแซมบอร์ด แต่าาอาณาจักรเธรซกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ไม่แม้แต่จะส่งหน่วยลาดตระเวนมาแอบติดตามพวกเขาเหมือนาาแบล็กสโตน ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาปล่อยให้กองทัพเมืองแซมบอร์ดข้ามพรมแดนไปอย่างง่ายๆ
ในตอนเย็น กองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานพ่อค้าต่างพากันพักแรมอยู่ข้างน้ำตก
“ที่นี่เป็สถานที่ที่พวกสัตว์อสูรชอบมาบ่อยๆ ว่ากันว่ามีกลุ่มหมาป่าขนาดใหญ่ที่ชื่อหมาป่าสายลม สัตว์อสูรระดับสามที่ชอบมาที่นี่เป็ประจำ...” ผู้เฒ่าโซล่าแนะนำให้ซุนเฟยเปลี่ยนสถานที่พักแรม แต่จากการรายงานของหน่วยลาดตระเวน นอกจากบริเวณริมน้ำตกนี้แล้ว ไม่มีสถานที่ใดเหมาะแก่การตั้งค่ายสักนิด ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีของสัตว์อสูร
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านผู้เฒ่าโซล่าพูดถูกจริงๆ
เที่ยงคืนตรง บริเวณรอบๆ ค่ายก็ปรากฏเสียงหอนของหมาป่าลอยมาแต่ไกล
“เวรเอ๊ย เป็กลุ่มหมาป่าสายลมจริงๆ หรือเนี่ย...” เรดแนปป์ได้ยินเสียงหอนนั่นก็รีบร้อนสวมเสื้อผ้าแล้วพุ่งออกมาจากเต็นท์ตัวเอง ก่อนจะะโขึ้นไปบนก้อนหินเพื่อสังเกตการณ์รอบๆ ฉับพลันสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป “สมควรตาย นั่นเป็กลุ่มหมาป่าสายลมจริงๆ นี่ ฟังจากเสียงหอนของมันแล้วน่าจะมีไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดร้อยตัว...แปลกแฮะ ทำไมมันถึงได้มามากมายขนาดนี้?”
บนแผ่นดินอาเซรอท สัตว์อสูรหมาป่าสายลมระดับสาม ถึงแม้ว่ามันจะเป็สัตว์อสูรระดับต่ำทั่วไป ถ้าเป็พลังเพียงตัวเดียวก็ไม่ถือว่าแข็งแกร่งอะไรมากนัก แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่พวกมันชอบอยู่รวมกันเป็ฝูง และเป็ฝูงใหญ่เสียด้วย เมื่อไรก็ตามที่พวกมันได้พบเหยื่อ พวกมันจะเรียกพวกที่อยู่ใกล้ๆ มาช่วยรุม เหมือนเป็กระแสน้ำป่าที่ทะลักเข้ามา และที่สำคัญพวกมันไม่กลัวตาย ทั้งยังบ้าคลั่งอีกด้วย พวกมันไม่หยุดจนกว่าเหยื่อจะตาย...หมาป่าชนิดนี้ แม้แต่พวกกองทัพก็ขยาดที่จะได้เจอพวกมัน เพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่ประมาท นั่นเท่ากับว่ากองทัพได้ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
“นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว ทำไมมันมาเยอะขนาดนี้เล่า?” ดูเหมือนว่าเรดแนปป์จะพบสิ่งแปลกๆ เชอร์ลี่ย์และนักดาบชุดขาวเองก็ปรากฏตัวอยู่ข้างกายเขา สีหน้าทั้งสองคนดูเคร่งขรึมปนกังวล
“เตรียมตัว...เร็วๆๆๆ พลธนู ยิงมัน...อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้พวกเราเด็ดขาด!”
“ไอ้ลูกหมา รีบสวมเสื้อผ้าและไสก้นของเ้าไปหยิบดาบมาเสีย พวกเราจะโดนหมาป่างาบหัวอยู่แล้ว ยังจะมาโอ้เอ้อะไรอยู่อีก?”
“สมควรตาย ทำไมมันเยอะขนาดนี้?”
“ก่อกองไฟให้ใหญ่ขึ้น พวกหมาป่าสายลมมันกลัวไฟ ฟืนอยู่ไหน...เอามาเร็ว รีบก่อไฟเร็วเข้า!”
เหล่าผู้คุ้มกันของกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสต่างมีประสบการณ์โชกโชน ปฏิกิริยาตอบสนองฉับไวมาก ไม่ถึงสามนาทีพวกเขาสี่สิบกว่าคนก็ประจำตำแหน่งป้องกันของตัวเอง พวกเขาก่อไฟในค่ายให้ใหญ่ขึ้นจนท้องฟ้าเป็สีแดงอมส้ม แต่ละคนชักดาบออกมาถือ บางคนก็กำหอกเอาไว้แน่น พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพวกมัน
ในทางตรงกันข้าม กองทัพเมืองแซมบอร์ดกลับดูเงียบสงบมาก
ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ าาเมืองแซมบอร์ดก็ยังไม่ออกมาจากเต็นท์ หลังจากที่พวกสัตว์อสูรหมาป่าปรากฏขึ้นมา ในค่ายทหารก็เกิดความวุ่นวายเล็กน้อย แต่เหมือนจะได้รับคำสั่งให้ทหารนอนพักผ่อนต่อ ส่วนทหารยามก็ลาดตระเวนรอบๆ ต่อไป ราวกับว่าเสียงหอนของฝูงหมาป่าหลายร้อยตัวไม่มีผลกระทบใดๆ กับพวกเขา
ตอนนี้เองก็ปรากฏเงาร่างขนาดใหญ่ของคนสองคนขึ้นตรงก้อนหินริมน้ำตก
เงาร่างแรกเป็ร่างของคนที่สูงประมาณสองเมตร ร่างอ้วนๆ ที่มาพร้อมรอยบากบนใบหน้า บนร่างของเขามีกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ออกมาจางๆ เต็มไปด้วยความกดดัน ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว ส่วนอีกคนก็เป็ชายหนุ่มผมสีทองรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ในมือของเขากำคันธนูไว้แน่น ด้านหลังสะพายกระบอกธนูที่ใส่ลูกธนูไว้หนึ่งร้อยดอก ท่าทางของเขาดูสง่างามประหนึ่งองค์ชายเอลฟ์
เรดแนปป์จำสองคนนั้นได้
คนหนึ่งคือพัศดีโอเลเกร์ ส่วนอีกคนเป็ราชองครักษ์ของาาแซมบอร์ด
ที่ทำให้เรดแนปป์รู้สึกสงสัยก็คือ ใน่วิกฤตเช่นนี้ ทำไมาาแซมบอร์ดจึงไม่ออกมา อีกทั้งยังส่งคนออกมาแค่สองคนเนี่ยนะ หรือเขาเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของผู้ใต้บังคับบัญชาของทั้งสอง หรือเขาคิดว่าคนแค่สองคนจะสามารถต้านทานหมาป่าเป็ฝูงได้? าาแซมบอร์ดช่างทระนงตัวเกินไปแล้ว นี่เขาไม่รู้จักความน่ากลัวของกลุ่มหมาป่าสายลมอย่างงั้นหรือ?
ผู้ดูแลคิดว่าเหตุผลน่าจะเป็อย่างหลังมากกว่า
เรดแนปป์มีประสบการณ์โชกโชนและเคยพบเห็นเื่ราวแปลกๆ มานับไม่ถ้วน ตอนนี้เขามั่นใจว่าการปรากฏตัวของหมาป่าฝูงนี้จะแฝงไปด้วยกลิ่นอายอุบายเล่ห์กลบางอย่างจางๆ สัญชาตญาณได้บอกเขาว่า บางทีเื่นี้อาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มันจะต้องมีใครบางคนจงใจหลอกล่อให้หมาป่าฝูงนี้มาที่นี่อย่างแน่นอน
ไม่มีเวลาให้เขาได้วิเคราะห์ เสียงหอนยาวดังระงมขึ้นมา ไม่ช้าก็มีคลื่นฝูงหมาป่าพากันพุ่งเข้ามาทางพวกเขาประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก ท่ามกลางความมืด ดวงตาสีแดงก่ำของพวกมันไม่ต่างอะไรกับปีศาจร้ายกระหายเื กำลังกระโจนเข้ามาหาพวกเขา
เรดแนปป์ที่ยืนอยู่บนก้อนหินั์ก็เริ่มสถบสาปแช่งไอ้ตัวการที่อยู่เื้ัเื่นี้
ข้างกายของเขามีผู้คุ้มกันและยอดฝีมือของกลุ่มการค้าโซรอสที่อยู่ในสภาพพร้อมรบยืนกระจายอยู่ในตำแหน่งต่างๆ บางคนกำอาวุธในมือตัวเองแน่นด้วยความตึงเครียด เหงื่อเริ่มไหลท่วมตัวไม่หยุด...
ในขณะเดียวกัน บนก้อนหินั์ที่อยู่ห่างออกไปนั้น
โอเลเกร์ที่กำลังกัดก้านหญ้าอยู่ในปากก็เริ่มตบตูดตัวเองแล้วนั่งลงกับก้อนหิน ราวกับกำลังคอยชมเื่สนุกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เขายกมือกอดอกตัวเองไว้ ไม่ได้มีท่าทีจะลงมือใดๆ ส่วนองค์ชายเอลฟ์ผมทองผู้สง่างามก็หยิบลูกธนูออกจากกระบอกที่สะพายด้านหลัง ก่อนจะเริ่มง้างคันธนู
……
……
“อะไรนะ นี่เ้าส่งคนไปทำแบบนั้นจริงๆ หรือ?” ในเต็นท์ั์ที่หรูหรา เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปีในชุดเกราะสีทองพลันถามออกมาอย่างเดือดดาล “อัลฟ่า ใครอนุญาตให้เ้าทำเื่โง่เขลาเช่นนี้กัน?”
ด้วยท่าทางโมโหของเด็กหนุ่มเกราะทองทำให้ทุกคนในเต็นท์พากันเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาสักคำ มีเพียงชายชราผมเทาคนหนึ่งที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง รองรับอารมณ์โกรธของเด็กหนุ่มตรงหน้า เขาตอบกลับมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ฝ่าา ข้าไม่คิดว่าสิ่งที่ข้าทำเป็เื่โง่เขลา พวกเราควรเด็ดปีกของมัน ในยามที่ฝ่าาสังหารมันด้วยมือของท่านเอง จะได้มีปัญหาน้อยลง”
“หุบปากไปเสีย! ถ้าข้าอยากสังหารมันก็ทำได้ง่ายดายยิ่ง แล้วจะมีปัญหาได้อย่างไร? นี่เ้ากล้าไม่เชื่อใจข้าหรือ?” เด็กหนุ่มคนนั้นยังคงหงุดหงิด เขาแสยะยิ้มออกมา “อัลฟ่า ข้าสั่งให้เ้าหยุดเื่ที่โง่เง่านี้เสีย ข้าจะรอการมาถึงของาาแซมบอร์ดผู้ชั่วช้าอยู่ที่นี่ และจะจัดการมันด้วยมือของข้าเอง!”
ชายชราก้มหน้าลง ไม่พูดสิ่งใดออกมา
ด้านหลังของเขามีาาเมืองแบล็กสโตน าาอาณาจักรเธรซ าาอาณาจักรชื่อสุ่ยและบรรดาาาคนอื่นๆ ที่เคยถูกซุนเฟยจับเรียกค่าไถ่มาก่อนยืนอยู่ด้วยกัน ที่น่าแปลกใจก็คือ คนเหล่านี้ที่เคยทำตัวหยิ่งยโสโอหัง ไม่เห็นหัวใคร แต่กลับทำท่าหวาดกลัวเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีทองตรงหน้าประหนึ่งหนูเห็นแมว ไม่มีใครกล้าไม่เชื่อฟังเด็กหนุ่มคนนี้
หลังจากเด็กหนุ่มเกราะทองระบายอารมณ์เสร็จ เขาก็หันมาสั่งการอีกสักสองสามประโยคก่อนจะเดินจากไป
“ท่านอัลฟ่า แผนการของพวกเรายังจะดำเนินต่อไปไหม? ดูเหมือนว่าฝ่าาจะไม่พอพระทัยอย่างมากเลยนะ?” ทันทีที่เด็กหนุ่มเดินจากไป าาเมืองแบล็กสโตนก็เป็คนแรกที่เปิดปากถาม
“ใช่ ถ้าฝ่าามาทราบเื่พวกนี้ทีหลัง อาจถูกลงโทษก็ได้...” าาอาณาจักรชื่อสุ่ยเริ่มลังเล
หลายๆ คนพากันมองไปที่ชายชราที่มีนามว่าอัลฟ่าด้วยท่าทางเชื่องๆ เห็นได้ชัดว่าชายชราคนนี้มีตำแหน่งไม่ธรรมดา
ชายชราผมเทาที่ชื่ออัลฟ่าคนนี้ไม่ได้เป็นักรบที่เก่งกาจ เขาเป็คนสนิทของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีทองเท่านั้น แต่ร่างกายผอมแห้งของชายคนนี้กลับค่อยๆ เผยกลิ่นอายที่น่ากลัวบางอย่างออกมา หากได้รู้จักชายคนนี้จริงๆ พวกเขาจะรู้ว่าชายชราคนนี้น่ากลัวมากเพียงใด
------------------------------------
