หลังจากวางแผนเรียบร้อยแล้วก็ส่งคนให้ไปจัดการ แต่เพื่อป้องกันเื่ที่ไม่คาดคิด เขาจึงเตรียมแผนสองเอาไว้ โดยการให้องครักษ์เงาไปซ่อนตัวอยู่ที่ริมหน้าผา แผนนี้ลูกน้องข้างกายทั้งสี่คนของจี๋โม่หานต่างก็รู้ ซูิเยว่บอกแค่หนิงหยวนคนเดียว แม้แต่เสี่ยวอวี่ก็ยังไม่ได้บอก จะอย่างไรเสี่ยวอวี่ก็ยังค่อนข้างใสซื่อเกินไป สีหน้านางจึงเก็บซ่อนอะไรไม่ได้
ถึงแม้หนิงหยวนจะอายุยังน้อย แต่ความคิดละเอียดรอบคอบ อีกทั้งเขาเห็นซูิเยว่เป็เ้านายเพียงคนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นกับซูิเยว่จริงๆ ไม่แน่ว่าหนิงหยวนอาจจะทำอะไรที่เืร้อนเกินไป
พวกเขาต้องเตรียมตัวออกเดินทางในห้าวันหลังจากนี้ ดังนั้นคนที่เข้าร่วมจึงมารวมตัวที่หน้าประตูเมืองหลวงั้แ่เช้า
งานล่าสัตว์ในครั้งนี้อนุญาตให้ขุนนางเข้าร่วมได้ ดังนั้นคุณหนูคุณชายที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนต่างก็อยากจะเข้าร่วมกัน คนจึงเยอะมาก
ฮ่องเต้นั่งอยู่บนรถม้าหรูหราคันหนึ่ง ข้างกายซ้ายขวายังพาเฟยจื่อมาด้วยหลายคน ไม่เหมือนไปล่าสัตว์เลยสักนิด เหมือนไปสนุกสนานในงานเลี้ยงเสียมากกว่า
คนที่มาเข้าร่วมจากครอบครัวต่างๆ สามารถพาคนติดตามไปได้ ซูิเยว่พาหนิงหยวนกับเสี่ยวอวี่ไปสองคน ตอนที่มาถึงหน้าประตูเมืองยังเช้าอยู่ รออยู่ครู่หนึ่งรถม้าขององค์ชายสามก็มาถึง
ทุกคนต่างคิดไม่ถึงว่ารางวัลในปีนี้จะมากมายถึงขนาดนี้ อีกทั้งงานล่าสัตว์ปกติแล้วจะมีแค่คนในราชวงศ์เท่านั้นที่เข้าร่วมได้ ปีนี้คนที่เข้าร่วมก็เยอะมากขึ้น การแข่งขันจึงมากขึ้นตามไปด้วย
พวกคนที่ไม่ได้เป็พระญาติหากได้รับพระราชทานเมืองหนึ่งให้ เช่นนั้นก็คงจะเป็เกียรติยศสูงสุดอย่างหาที่สุดไม่ได้
ฮ่องเต้พอใจกับท่าทีของทุกคนมากจึงพูดต่อ “รางวัลที่สอง เจิ้นจะมอบทองให้หนึ่งหมื่นตำลึง ที่นาหนึ่งร้อยไร่ รางวัลที่สาม เงินหนึ่งหมื่นตำลึง ผ้าไหมหนึ่งร้อยชั่ง”
ถึงแม้รางวัลที่สองกับที่สามจะเทียบกับรางวัลที่หนึ่งไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว หนุ่มๆ ที่อยู่ในสนามต่างตื่นเต้นขึ้นมา
มีฮ่องเต้อยู่ งานล่าสัตว์ในปีนี้ก็ยิ่งครึกครื้นยิ่งกว่าปีก่อนๆ
ระหว่างที่ฮ่องเต้พูดอยู่นั้น จี๋โม่หานก็ได้ออกมาจากกระโจม วินาทีนั้นสายตาของทุกคนต่างถูกดึงดูดไป
จี๋โม่หานสวมชุดสีดำทั้งตัว กางเกงกับสาบเสื้อใช้ด้ายสีทองปักเป็ลายไผ่ เอวเล็ก ขาเรียวยาว ตัวสูงโปร่ง วันนี้เขามัดผมหางม้าขึ้นสูง ทำให้มีกลิ่นอายของเด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังออกมา
พูดกันตามความจริงแล้ว แค่หน้าตาของเขาก็มองไม่ออกแล้วว่าอายุเท่าไร หากให้เขาไปยืนอยู่กับเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปด คาดว่าคงจะคิดว่าอายุเท่ากัน
เพียงแต่บนตัวเขานั้นมีความมั่นคงกับความเ็าที่ไม่ให้ใครเข้าใกล้หนึ่งพันลี้
สายตาของฮ่องเต้กวาดมองไปยังตัวของจี๋โม่หาน แววตามีความไม่พอใจปรากฏขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
จี๋โม่หานไม่ได้สนใจเลยสักนิดที่ตัวเองออกมาเป็คนสุดท้าย เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างกายของซูิเยว่เหมือนคนที่ไม่ได้ตาบอด
ท่าทางเช่นนี้ของเขานั้นสะดุดตาจริงๆ หากไปอยู่ในหมู่คนแล้วก็จะเป็คนที่น่าสะดุดตามากที่สุด
สายตาของทุกคนต่างจ้องไปยังจี๋โม่หาน โดยเฉพาะแม่นางพวกนั้น สตรีวัยแรกแย้มอายุสิบห้าสิบหกกลุ่มนั้นจ้องจี๋โม่หานที่ไม่อาจละสายตาไปได้
ถึงแม้จี๋โม่หานจะตาบอด แต่กริยาท่าทางก็ยังดีมาก อีกทั้งจี๋โม่หานก็ยังเป็เทพาของเมืองหลวง ตอนนี้ขาหายดีแล้ว ทั้งยังมีรูปร่างเหมือนกับเมื่อตอนนั้นอยู่หลายส่วน
ฮ่องเต้กระแอมไอออกมาเบาๆ อย่างไม่พอใจ เขา้าดึงความสนใจของผู้คนกลับมา “งานล่าสัตว์ในครั้งนี้สามารถจับกลุ่มได้อย่างอิสระ ถึงตอนนั้นสัตว์ที่ล่าได้ทั้งหมดจะนับคะแนนตามรายคน เอาล่ะ เหล่าเด็กหนุ่มในเมืองหลวงทุกคน พวกเ้าออกเดินทางได้”
ประโยคสุดท้ายของฮ่องเต้จบลง เสียงก็ดังขึ้นมาทันที ฮ่องเต้บอกว่างานล่าสัตว์ครั้งนี้สามารถจับกลุ่มได้ ระหว่างทางพวกคุณหนูคุณชายต้องจับกลุ่มช่วยเหลือกันอยู่แล้ว
ถึงแม้คนจะเยอะแล้วนับคะแนนตามจำนวนคนจะน้อย แต่จำนวนสัตว์ที่ล่าได้นั้นก็จะเยอะตามไปด้วยแน่นอน
เหล่าสตรีนั้นเสียเปรียบในการล่าสัตว์ ดังนั้นพวกนางจึงต้องไปจับกลุ่มกับเหล่าคุณชายคนอื่นๆ
ส่วนเหล่าคุณชายพวกนั้นก็จะเลือกไปกับคนของราชวงศ์ ตอนนั้นองค์ชายสามกับองค์ชายคนอื่นๆ ก็กลายเป็ตัวเลือกที่น่าสนใจขึ้นมาทันที
ซูิเยว่กับจี๋โม่หานไม่ต้องพูดมาก ทั้งสองคนจะต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว
ในตอนนี้เอง เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดคนหนึ่งก็ถือคันธนูเดินเข้ามา มุมปากแต้มไปด้วยรอยยิ้ม เขาเดินมาประสานมือคำนับจี๋โม่หาน “กระหม่อมหลินอวี้เป็บุตรของสำนักฮั่นหลินพ่ะย่ะค่ะ ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสาม พระชายา”
จี๋โม่หานพยักหน้าน้อยๆ เอ่ยปากถามเสียงเรียบ “มีเื่อะไร?”
“ไม่ทราบว่ากระหม่อมจะโชคดีได้อยู่กลุ่มเดียวกับองค์ชายหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ซูิเยว่พิจารณาหลินอวี้คนนี้นิ่งๆ เขาพูดจาซื่อตรง ดูแล้วไม่ได้มีความคิดไม่ดีอะไร คงจะเป็คนที่อยากจะจับกลุ่มด้วยจริงๆ อีกทั้งตอนที่มองจี๋โม่หาน แววตายังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ไม่ล่ะ ข้ามีคนที่เลือกจะให้เข้ากลุ่มอยู่แล้ว”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววเสียดายออกมา แต่ก็ไม่ได้รั้น “เช่นนั้นกระหม่อมไม่รบกวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เด็กหนุ่มพูดจบก็เดินออกไป
ซูิเยว่กอดอกแล้วเลิกคิ้ว “หลินอวี้เป็เด็กหนุ่มที่หลงใหลเ้า”
จี๋โม่หานยกยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เขาไม่ได้อธิบายอะไรมาก “ไปเถิด พวกเราจะต้องออกเดินทางแล้ว”
ตอนที่ทั้งสองวางแผนจะกลับไปเอาธนูที่กระโจม ในตอนนี้เองก็มีสตรีคนหนึ่งดึงชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งเข้ามา ดวงตามองจี๋โม่หานอย่างหลงใหลแล้วพูดเสียงหวาน “องค์ชาย หม่อมฉันซูโหรวเป็บุตรสาวของบัณฑิต สามารถร่วมกลุ่มกับองค์ชายได้หรือไม่เพคะ?”
นางพูดไปก็ขยับตัวเข้าไปชิดกับจี๋โม่หาน ทั้งยังจงใจเอาหน้าอกไปเบียดด้วย
ซูิเยว่เลิกคิ้วขึ้นมองด้วยสีหน้ามองเื่สนุกโดยไม่ได้พูดอะไร
สีหน้าของจี๋โม่หานเ็าขึ้นทันที เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วดึงซูิเยว่เข้ามา จากนั้นก็เอ่ยปฏิเสธ “ข้ากับพระชายาสองคนก็เพียงพอแล้ว”
สีหน้าของสตรีคนนั้นแข็งขึ้นมาทันที แววตาฉายความไม่พอใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นางทำได้แค่กระทืบเท้าเดินจากไป
จี๋โม่หานจูงมือซูิเยว่กลับมาที่กระโจม นางเดินตามอยู่ด้านหลังพลางยิ้มแล้วกล่าว “แค่ท่านยืนขึ้นมาก็ดึงดูดสตรีมากมายให้มาชอบได้ถึงขนาดนี้เชียว หากดวงตาหายดีแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันไม่มีศัตรูหัวใจเป็กระบุงโกยเชียวหรือ”
จี๋โม่หานพูดอย่างเหนื่อยใจ “ไม่มีทางหรอก ข้ารักเ้าแค่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว”
หลิงชวนได้เตรียมธนูเอาไว้เรียบร้อยแล้วและส่งให้พวกเขา ก่อนจะกำชับ “องค์ชาย พระชายา ระวังตัวด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสองคนเตรียมตัวออกจากกระโจม หนิงหยวนกับเสี่ยวอวี่ก็มาหา สายตาของซูิเยว่สบเข้ากับสายตาของหนิงหยวน หัวใจของทั้งสองจึงวางใจได้
หนิงหยวนกล่าว “คุณหนูระวังตัวด้วยขอรับ”
“วางใจเถิด พวกเ้าก็เฝ้ากระโจมดีๆ”
คนในที่ตั้งกระโจมต่างเตรียมตัวที่จะออกเดินทางแล้ว ซูิเยว่กับจี๋โม่หานเองก็ขี่ม้าเริ่มออกเดินทาง แต่พวกเขาไม่ได้ขึ้นเขาตามกลุ่มคนล่าสัตว์จำนวนมาก แต่หากไปตามจุดบนแผนที่มุ่งหน้าไปทางหน้าผา
คนมากมายมองทิศทางที่ทั้งสองไปด้วยท่าทางไม่เข้าใจ “ทางด้านนั้นมีสัตว์อะไรให้ล่ากัน ถึงองค์ชายสามจะมองไม่เห็น แต่ซูิเยว่ก็ไม่รู้จักเตือนหน่อยหรือ”
อีกคนหนึ่งพูด “เ้าไปยุ่งอะไรกับเขา บางทีเขาอาจจะจงใจก็ได้ อีกฝ่ายเป็ถึงองค์ชาย จะไปสนใจรางวัลพวกนั้นหรือ ไม่แน่ว่าอาจจะมาเล่นเอาสนุกก็ได้ การที่พวกเรามีคู่แข่งน้อยลงไม่ดีหรือ”
