บทที่ 35 โอกาสได้รับลิขิตชะตาครั้งที่สาม
ข่าวเื่เจียงจ้าวเซี่ยและหลี่ซื่อเฟิงเดินทางไปเข้าร่วมงานชุมนุมชาวยุทธสร้างความตื่นเต้นให้แก่เหล่าศิษย์สำนักชิงเซียวถ้วนหน้า นอกเหนือจากการทำงานตามหน้าที่แล้ว ความกระตือรือร้นในการฝึกยุทธของเหล่าศิษย์ก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก
หยางเจวี๋ยติ่งรู้สึกเสียดายนักที่มิได้ไปร่วมงานชุมนุมด้วย เขาจึงระบายความฮึกเหิมนั้นลงไปที่การเคี่ยวกรำเจ็ดบุตรชิงเซียวแทน
ในฐานะศิษย์รุ่นแรกเริ่มที่มีาุโสูงสุด ไม่ว่าจะเป็หลี่ชิงชิวหรือหยางเจวี๋ยติ่ง ต่างก็หวังว่าคนกลุ่มนี้จะเติบโตขึ้นเป็เสาหลักของสำนัก และสามารถแบกรับภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการได้ในอนาคต
สาเหตุที่ไม่ส่งหยางเจวี๋ยติ่งไปร่วมงานชุมนุม เป็เพราะต้องพิจารณาถึงภัยคุกคามจากนิกายชิง อีกทั้งเจียงจ้าวเซี่ยเองก็มิใช่เพิ่งเคยลงเขาครั้งแรก เขามีประสบการณ์พอตัว และนี่นับเป็โอกาสอันดีที่จะใช้ขัดเกลาตัวเขาด้วย
ใน่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่ไร้เงาของหลี่ซื่อเฟิง หลี่ชิงชิวกลับรู้สึกว่าสำนักดูเงียบเหงาไปบ้าง ทั้งที่จำนวนศิษย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแท้ๆ
ในทุกๆ เดือน จางยวี่ชุนจะลงเขาหนึ่งครั้ง นอกจากการรับศิษย์ใหม่มาเพิ่มทีละไม่กี่คนแล้ว เขายังเชิญช่างฝีมือขึ้นเขามาด้วย เขาวางแผนจะสร้างตำหนักใหญ่ขึ้นมาสักหลัง เพื่อใช้เป็ที่รวมตัวของศิษย์ทุกคนในอนาคต ซึ่งหลี่ชิงชิวก็มิได้ขัดขวาง เพราะสิ่งปลูกสร้างของสำนักจำเป็ต้องได้รับการยกระดับจริงๆ
ทองแท่งที่หลี่อางทิ้งไว้ให้นั้นมิใช่ของธรรมดา มันเป็ของล้ำค่าจากหลินชวน แม้จะมิใช่ทองบริสุทธิ์ทว่ากลับถูกหลอมสร้างอย่างประณีต จางยวี่ชุนนำแท่งหนึ่งลงไปขายในเมือง ได้เงินมาถึงสามร้อยกว้าน เมื่อรวมกับเงินที่เหลืออยู่ของสำนัก การจะสร้างตำหนักใหญ่สักหลังจึงมิใช่เื่ยากเย็นนัก อย่างไรเสียพวกเขาก็มิได้เน้นความหรูหราอลังการเกินจำเป็
ในระหว่างกระบวนการนี้ จางยวี่ชุนยังพบเจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง ทว่าโชคดีที่มีหยางเจวี๋ยติ่งคอยติดตามไปด้วย
ในราชวงศ์ต้าหลี เงินหนึ่งกว้านเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ (เหรียญทองแดง) เงินเพียงสามสิบอีแปะก็เพียงพอจะซื้อข้าวสารได้หนึ่งโต่ว (ประมาณ 6 กิโลกรัม)
เมื่อรวมกับทรัพย์สินและเสบียงที่ตระกูลฉินส่งมาให้ทุกปี ปัจจุบันสำนักชิงเซียวหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วยังคงมีเงินเหลือเฟือ ทว่าสำนักยังมิได้มีกิจการหรือรายได้ที่มั่นคงเป็ของตนเอง รายได้หลักจึงยังไม่เพียงพอนัก แต่นี่ก็นับว่าช่วยไม่ได้ เพราะศิษย์ส่วนใหญ่ยังเยาว์วัยและอยู่ใน่ฝึกยุทธ ยังมิอาจสร้างรายได้ให้สำนักได้ การที่พวกเขาสามารถช่วยงานไร่นาหรือออกแรงกายสร้างสำนักได้นั้น หลี่ชิงชิวก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว
ต่อให้เป็สำนักยุทธ ก็จำต้องแสวงหาเงินทอง เพราะคนต้องกินข้าว อาวุธต้องใช้เงิน และการฝึกยุทธยิ่งต้องใช้เงินมหาศาล
วันหนึ่งใน่ฤดูร้อน หลี่ชิงชิวและหลี่สื่อจิ่นกำลังฝึกตนอยู่ภายในทะเลสาบิญญาใต้พิภพ
หลี่ชิงชิวนั่งขัดสมาธิอยู่ริมฝั่งน้ำ ส่วนฝั่งตรงข้ามมีทุ่งหญ้าผืนหนึ่ง ซึ่งหลี่สื่อจิ่นกำลังพินิจสังเกตทุ่งหญ้านั้นอย่างละเอียด
ทุ่งหญ้าแห่งนี้มิใช่ทุ่งหญ้าธรรมดา ทว่ามันถูกปลูกไว้ด้วยสมุนไพร หลี่ชิงชิวอยากจะลองดูว่าปราณิญญาจากทะเลสาบใต้ดินจะสามารถส่งผลให้สมุนไพรเหล่านี้วิวัฒนาการกลายเป็ ‘พืชิญญา’ (หลิงจื๋อ) หรือพืชที่เปี่ยมไปด้วยปราณิญญาได้หรือไม่ และงานนี้เขาได้มอบหมายให้หลี่สื่อจิ่นเป็ผู้ดูแล
“ศิษย์พี่ สำเร็จแล้วเ้าค่ะ!”
หลี่สื่อจิ่นร้องะโด้วยความดีใจ ทำให้หลี่ชิงชิวต้องลืมตาขึ้น เขาผุดลุกขึ้นทันที ทะยานข้ามผิวน้ำไปร่อนลงข้างกายหลี่สื่อจิ่น
หลี่สื่อจิ่นนั่งยองๆ อยู่หน้าสมุนไพรต้นหนึ่งพลางกล่าวอย่างตื่นเต้น “ศิษย์พี่ ท่านลองััดูสิเ้าคะ ในตัวมันมีปราณิญญาอยู่ ทั้งยังแผ่ปราณเบาบางออกมาด้วย แบบนี้ใช่อย่างที่ท่านเรียกว่าพืชิญญารึเปล่าเ้าคะ?”
หลี่ชิงชิวคุกเข่าลง ััอย่างละเอียด และพบว่าเป็เช่นนั้นจริงๆ สิ่งนี้ทำให้เขาตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง
ในอนาคตยามที่สำนักชิงเซียวเปลี่ยนผ่านเป็สำนักบำเพ็ญเซียน เงินทองและเงินตราทางโลกย่อมต้องถูกคัดออกไป หินิญญาและพืชิญญาจะกลายเป็สกุลเงินที่สำคัญที่สุด เพราะเหล่าศิษย์สามารถอาศัยพวกมันในการฝึกตนได้ ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกพืชิญญามาก
“ยอดเยี่ยมมากสื่อจิ่น เ้าทำสำเร็จแล้ว นี่คือความชอบครั้งใหญ่ของสำนัก!”
หลี่ชิงชิวเอ่ยชม นับแต่่ตรุษจีนเป็ต้นมา นอกจากการศึกษาคัมภีร์ยันต์พสุธาแล้ว เวลาที่เหลือหลี่สื่อจิ่นก็ทุ่มเทให้กับการเพาะปลูกพืชิญญา ซึ่งกระบวนการราบรื่นและรวดเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก
เขาสังเกตเห็นได้ทันทีว่า... การสืบทอดอาคม แท้จริงแล้วมิใช่กุญแจสำคัญของการพัฒนาสำนัก แต่ ‘วาสนาและทรัพยากร’ ต่างหากที่เป็กุญแจหลัก
ลำพังทะเลสาบิญญาใต้ดินแห่งเดียวก็สร้างรากฐานให้สำนักชิงเซียวในปัจจุบันได้ถึงเพียงนี้ หากมีเพิ่มอีกสักสองสามแห่ง สำนักชิงเซียวมิพุ่งทะยานสู่ฟ้าเลยรึ?
เทือกเขาไท่คุนกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมสมบูรณ์ บางทีอาจจะยังมีทะเลสาบิญญาแห่งอื่นซ่อนอยู่อีกก็เป็ได้
“จริงรึเ้าคะ? งั้นข้าจะจำไว้เลยนะ วันหน้าข้าต้องได้เป็าุโ!” หลี่สื่อจิ่นยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจ นางััได้ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และพลันรู้สึกว่าการปลูกต้นไม้มันมิได้น่าเบื่อเลย กลับมีความหมายยิ่งนัก
หลี่ชิงชิวกล่าวอย่างหนักแน่น “หากทำเื่นี้ให้ดี รวมกับวิชายันต์ของเ้า วันหน้าเ้าจะเป็คนที่สำคัญที่สุดในสำนักชิงเซียว”
“เฮะๆ พูดเกินไปแล้วเ้าค่ะ ศิษย์พี่นั่นแหละสำคัญที่สุด สำนักชิงเซียวขาดใครก็ได้ แต่ขาดท่านไม่ได้เด็ดขาด”
“ฮ่าๆๆ ควรจะบอกว่าขาดพวกเราทั้งเจ็ดคนไม่ได้มากกว่า”
ทั้งคู่เริ่มกล่าวเยินยอกันไปมาอย่างอารมณ์ดี หลังจากสนทนากันอีกสองสามคำ พวกเขาก็ช่วยกันตรวจสอบสมุนไพรต้นอื่นๆ ว่ามีต้นที่สองที่กลายเป็พืชิญญาหรือไม่
ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีต้นอื่นอีก แต่พวกเขาก็มิได้ผิดหวัง ขอเพียงมีต้นแรกย่อมพิสูจน์ได้ว่าหนทางนี้มาถูกทางแล้ว
เื่การเพาะปลูกพืชิญญาสำเร็จมิได้ถูกแพร่งพรายออกไปในสำนัก ทว่าอารมณ์ของหลี่ชิงชิวกลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายวันต่อมาเขาพบเจอใครก็ยิ้มแย้มทักทาย ทำเอาเหล่าศิษย์รู้สึกเกร็งและแปลกใจไปตามๆ กัน มิรู้ว่าท่านเ้าสำนักไปพบเจอเื่มงคลอันใดมา
วันนี้ในยามเที่ยง อากาศเริ่มทวีความร้อนแรง
หลี่ชิงชิวยืนอยู่ในป่า เฝ้ามองเหล่าศิษย์ฝึกซ้อม เบื้องหน้าในพื้นที่ว่างกลางป่ามีเสาไม้สูงต่ำตั้งเรียงรายกันอยู่นับสิบต้น เฉิงชางไห่กำลังเหยียบย่ำบนเสาไม้เ่าั้ ะโทะยานไปมาด้วยท่วงท่าที่คล่องแคล่วว่องไว ทำเอาศิษย์แปดคนที่ยืนรอคู่อยู่ด้านล่างต้องอุทานออกมาเป็ระยะ
ที่นี่คือสถานที่ฝึกวิชาตัวเบาที่เฉิงชางไห่ลงมือสร้างขึ้นเองกับมือ เขารับหน้าที่สอนวิชาตัวเบาให้แก่เหล่าศิษย์ และนี่คือคาบเรียนแรกของเขา ซึ่งหลี่ชิงชิวมาเฝ้าดูด้วยตนเอง และจากที่เห็นในตอนนี้ ผลลัพธ์นับว่าดีเยี่ยมทีเดียว
าาหัวขโมยคนนี้ยังมีฝีมืออยู่จริงๆ
หลังจากเฉิงชางไห่พลาดโอกาสในวันล่าสัตว์ขององค์รัชทายาท เขาก็ละทิ้งความคิดนั้นไป ประกอบกับความสงสัยใคร่รู้ในสำนักชิงเซียวที่มีอยู่อย่างแรงกล้า เขาจึงตัดสินใจกราบเข้าสำนักชิงเซียวอย่างเต็มตัว
พร์และความเข้าใจของเขานับว่าไม่เลว อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ทว่าไม่มีลิขิตชะตาพิเศษใดๆ
การที่พร์ถึงระดับนี้ แสดงว่าเฉิงชางไห่มีคุณสมบัติพอที่จะบำเพ็ญเซียนได้ เพียงแต่ยามนี้หลี่ชิงชิวยังคงอยู่ใน่ทดสอบเขาอยู่
เฉิงชางไห่ภายนอกดูมั่นใจเต็มเปี่ยม ทว่าในใจกลับประหม่ายิ่งนัก การเข้าร่วมสำนักชิงเซียวเขาย่อมมีความทะเยอทะยาน เขาปรารถนาจะก้าวขึ้นมาเป็ผู้มีอำนาจในสำนักในระดับเดียวกับหยางเจวี๋ยติ่ง ดังนั้นเขาจึงมิได้หมกเม็ดวิชา ทุ่มเทสอนสั่งศิษย์อย่างสุดกำลัง
หลังจากสาธิตให้ดูหลายรอบ เฉิงชางไห่ก็ให้เหล่าศิษย์ขึ้นไปลองทีละคน โดยเขายืนคอยคุมอยู่ด้านล่าง พร้อมจะรับตัวหากใครพลาดท่าตกลงมา
ท่าทีเช่นนี้ทำให้หลี่ชิงชิวอดมิได้ที่จะพยักหน้าเห็นชอบ และหางตาของเฉิงชางไห่ก็เหลือบมาเห็นภาพนั้นพอดี ความมั่นใจของเขาจึงพุ่งทะยานขึ้นทันที
ในวินาทีนั้นเอง...
แถวข้อความแจ้งเตือนพลันเด้งขึ้นตรงหน้าหลี่ชิงชิว:
[เนื่องจากสำนักชิงเซียวภายใต้การนำของท่านมีชื่อเสียงขจรไกลในยุทธภพเป็ครั้งแรก และได้สร้างเส้นทางแห่งเกียรติภูมิให้แก่มรดกเต๋า ท่านได้รับโอกาส ‘เลือกรับลิขิตชะตา’ 1 ครั้ง]
หืม? เจียงจ้าวเซี่ยกับหลี่ซื่อเฟิงทำสำเร็จแล้วรึ?
หลี่ชิงชิวเผยรอยยิ้มออกมา ดูท่าการส่งศิษย์ออกไปเผชิญโลกจะเป็หนทางที่ถูกต้อง การเอาแต่หลบซ่อนตัวเพียงอย่างเดียวกลับจะกลายเป็การจำกัดการพัฒนาของมรดกเต๋าเสียมากกว่า
ในครั้งนี้เขาได้รับรางวัลเป็ ‘การเลือกรับลิขิตชะตา’ ซึ่งเป็สิ่งที่เขาปรารถนาที่สุด และเขาได้ตัดสินใจไว้นานแล้ว... โอกาสครั้งนี้จะมอบให้แก่ ‘หยวนหลี่’ น้อย
คำว่า ‘กายาะไร้พ่าย’ เพียงได้ยินก็ทำให้ใจสั่นด้วยความตื่นเต้น และศิษย์คนอื่นๆ ก็ยังไม่มีลิขิตชะตาที่โดดเด่นนัก ส่วนเื่ ‘กายกำยำพละกำลังคชสาร’ ของอู๋หมานเอ๋อร์นั้น เขามิได้นึกสนใจเท่าไหร่
อู๋หมานเอ๋อร์ในยามนี้แม้จะร้ายกาจ ทว่าหากต้องต่อสู้เสี่ยงตายกันจริงๆ หลี่ชิงชิวสามารถใช้เข็มิญญาผีบอกคืนชีพสังหารคู่ต่อสู้เช่นนี้ได้ในพริบตา
หลี่ชิงชิวพยักหน้ายิ้มให้เฉิงชางไห่ทีหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป ท่าทีของเขาสร้างแรงผลักดันให้เฉิงชางไห่มีไฟในการทำงานมากขึ้นมหาศาล
หลังจากตรวจดูการสอนของเฉิงชางไห่เสร็จ หลี่ชิงชิวก็ต้องไปตรวจดูสถานการณ์ที่ลานฝึกยุทธแห่งอื่น รวมถึงพื้นที่พัฒนาบ่อปลา คอกม้า และแปลงนาที่รอเขาอยู่
มนุษย์ย่อมมีความเฉื่อยชา ในฐานะเ้าสำนัก การที่หลี่ชิงชิวปรากฏตัวมิเพียงเป็การคุมเข้มลูกศิษย์ ทว่ายังเป็การสร้างขวัญกำลังใจ ให้พวกเขารับรู้ว่าความทุ่มเทของตนอยู่ในสายตาของท่านเ้าสำนักเสมอ
ยิ่งศิษย์มากขึ้น หลี่ชิงชิวก็พบว่าตนเองยิ่งยุ่งขึ้น ค่าความภักดีของศิษย์ต่อเขาและสำนักจะขึ้นๆ ลงๆ เสมอ และการปรากฏตัวของเขาจะส่งผลต่อค่าเหล่านี้โดยตรง สิ่งนี้ทำให้เขาเริ่มสนใจใน ‘วิถีแห่งการปกครองคน’ มากขึ้น
จากสถานการณ์ปัจจุบัน สำนักชิงเซียวโดยภาพรวมถือว่ากำลังรุ่งเรืองประดุจอาทิตย์อุทัย ไร้ซึ่งปัญหาใหญ่โตใดๆ
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน จนกระทั่งถึง่ปลายฤดูร้อน
เจียงจ้าวเซี่ยและหลี่ซื่อเฟิงในที่สุดก็กลับมาถึง ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยกลับได้รับาเ็สาหัส เขาถูกหามขึ้นเขามาด้วยเปลไม้โดยมีหลี่ซื่อเฟิงและสตรีในชุดเหลืองคนหนึ่งช่วยกันประคอง
เมื่อหลี่ชิงชิวมาถึงลานเรือน หลีตงเยว่กำลังใช้เข็มิญญาผีบอกคืนชีพรักษาเจียงจ้าวเซี่ยอยู่
เห็นสีหน้าของหลี่ชิงชิวที่เย็นเยียบลง เหล่าศิษย์ต่างพากันหลีกทางให้ด้วยความเกรงกลัว
หลี่ซื่อเฟิงหันมามองหลี่ชิงชิว ใบหน้าเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจจนขอบตาแดงก่ำ
“เกิดอะไรขึ้น?” หลี่ชิงชิวถามเสียงเรียบ
เจียงจ้าวเซี่ยมีตบะถึงขั้นบำรุงปราณระดับที่ 3 ไฉนถึงได้าเ็สาหัสจนหมดสติเช่นนี้? หรือถูกรุมล้อมโจมตีอีกแล้ว?
หลี่ซื่อเฟิงกัดฟันเล่า “ระหว่างทางขากลับ พวกเราถูกคนของ ‘สำนักเทียนเตา’ (สำนักดาบ์) ลอบจู่โจมขอรับ เ้าสำนักเทียนเตาพ่ายแพ้ให้แก่ศิษย์พี่สามจึงเกิดความเคียดแค้น มันจึงรวมพลสาวกจำนวนมากมาดักซุ่มโจมตีพวกเราที่เทือกเขาไท่คุนขอรับ”
สำนักเทียนเตารึ?
หลี่ชิงชิวเหลือบมองหยางเจวี๋ยติ่ง เมื่อหยางเจวี๋ยติ่งได้ยินชื่อสำนักเทียนเตา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
หยางเจวี๋ยติ่งรีบอธิบาย “สำนักเทียนเตาคือหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งแคว้นกูโจว มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงสองร้อยปี สุดยอดวิชา ‘เทียนเตา’ (ดาบ์) ของพวกมันนับว่าเป็เพลงดาบที่มีจิตสังหารรุนแรงที่สุดในยุคนี้ สำนักเทียนเตามีอิทธิพลแฝงอยู่ในหมู่ราษฎร ตามหัวเมืองรอบลุ่มน้ำล้วนมีจุดพักของพวกมัน จำนวนศิษย์นั้นยากจะคาดเดา พวกมันเข่นฆ่ากับสำนักอื่นอยู่เป็นิจ นิสัยดุดันโอหังยิ่งกว่าพันธมิตรเจ็ดบรรพตเสียอีก”
“เดี๋ยวก่อน... เมื่อครู่เ้าบอกว่าเ้าหนูเจียงเอาชนะเ้าสำนักเทียนเตาได้รึ?”
หยางเจวี๋ยติ่งหันไปถามหลี่ซื่อเฟิงด้วยความตกตะลึงจนตาแทบถลน
เฉิงชางไห่ที่ยืนอยู่วงนอกก็ลอบขวัญผวาในใจ แม้แต่เ้าสำนักเทียนเตายังไม่ใช่คู่มือของเจียงจ้าวเซี่ยเชียวรึ?
อย่าเห็นว่าเขาเป็าาหัวขโมย สำหรับเขาแล้ว เ้าสำนักเทียนเตาคือตัวตนระดับตำนานที่ไม่ควรไปตอแยด้วยเป็อย่างยิ่ง
หลี่ซื่อเฟิงเชิดหน้าตอบ “ย่อมแน่นอนขอรับ ศิษย์พี่สามเอาชนะเ้าสำนักเทียนเตาได้ภายในสามสิบกระบวนท่า ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังชนะยอดฝีมือในยุทธภพอีกนับสิบคน ทว่ากลับพ่ายแพ้อย่างเฉียดฉิวให้แก่อันดับหนึ่งแห่งงานชุมนุม หากมิใช่เพราะท่านต้องสู้ศึกต่อเนื่องจนปราณภายในร่อยหรอ ท่านอาจจะไม่แพ้อันดับหนึ่งคนนั้นก็ได้ ทว่าถึงกระนั้น ศิษย์พี่สามก็ได้สร้างชื่อเสียงให้พวกเราแล้ว ตอนนี้สำนักมากมายต่างมาขอผูกมิตรกับเรา พวกเราได้รู้จักยอดฝีมือเยอะแยะเลยขอรับ”
หยางเจวี๋ยติ่งถามต่อ “แล้วใครได้เป็อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ?”
“ตาแก่คนหนึ่งชื่อว่า อวี๋จืออี้ ขอรับ”
“ที่แท้ก็คือท่านาุโอวี๋... นึกไม่ถึงว่าท่านจะยอมออกจากเขา มิน่าเล่า”
หยางเจวี๋ยติ่งพยักหน้าเข้าใจ สีหน้าฉายแววความเคารพเลื่อมใส
หลี่ชิงชิวััได้ว่าลมหายใจของเจียงจ้าวเซี่ยยังมั่นคงอยู่ มิได้เป็อันตรายถึงชีวิต เขาขมวดคิ้วจ้องมองหลี่ซื่อเฟิงแล้วถามว่า “อย่ามาเปลี่ยนประเด็น... าเ็ขนาดนี้ได้อย่างไรกันแน่?”
ขนาดเ้าสำนักเทียนเตายังมิใช่คู่มือของเจียงจ้าวเซี่ย เื่นี้ต้องมีเงื่อนงำแน่นอน
หลี่ซื่อเฟิงอึกอัก ลังเลว่าจะพูดความจริงดีหรือไม่
ในตอนนั้นเอง หญิงสาวชุดเหลืองที่ติดตามพวกเขาขึ้นเขามาก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าโศก “เป็เพราะข้าเองค่ะ เขาถึงต้องาเ็ เฒ่าชั่วตระกูลเฉิงจับตัวน้องชายข้าไปเป็ตัวประกัน บีบบังคับให้ข้าหาโอกาสวางยาพิษใส่เขา พวกสำนักเทียนเตาถึงได้มีโอกาสลงมือ... ข้าไร้ทางเลือก ข้าเป็เพียงสตรีธรรมดาที่ไร้วรยุทธ คอยช่วยท่านพ่อเปิดโรงเตี๊ยม หลังจากท่านพ่อสิ้นใจก็เหลือน้องชายเพียงคนเดียวที่อยู่ด้วยกัน บัดนี้... น้องชายข้าถูกตาแก่เฉิงฆ่าตายไปแล้ว ข้าไม่มีหน้าจะอยู่ต่อไป และไม่มีแก่ใจจะอยู่บนโลกนี้อีกแล้วค่ะ”
กล่าวจบ นางก็หมุนตัววิ่งเข้าหาเสาเรือนเื้ั หมายจะปลิดชีวิตตนเอง
