ความเงียบสงบค่อย ๆ กลับคืนมาอีกครั้ง เสียงสายฝนหายไป ความวุ่นวายก่อนหน้านี้หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เหลือเพียงลมเย็นยามค่ำคืนที่พัดผ่านคฤหาสน์เ้าเมืองอย่างแ่เบา
ชายชุดขาวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“เ้าลองบินขึ้นไปบนท้องฟ้าหน่อย”
คังห่าวสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เขาขยับตัวในทันที พลังนักบุญปะทุขึ้นใต้ฝ่าเท้า ร่างของเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
ลมกลางคืนพัดผ่านร่าง เสียงเสื้อผ้ากระพือดังซู่ ท้องฟ้ายามค่ำคืนเงียบสงัด ดาวระยิบระยับทอดยาวสุดสายตา ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ชายชุดขาวเงยหน้ามอง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“สูงขึ้นอีก”
คังห่าวสูดลมหายใจ พลังในร่างพลุ่งพล่าน เขาพุ่งตัวขึ้นไปอีกระดับจนเมืองเบื้องล่างกลายเป็เพียงจุดเล็ก ๆ
แต่ก็ยังคง…ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ชายชุดขาวพยักหน้าเล็กน้อย
“พอแล้ว ลงมาหาข้าหน่อย”
คังห่าวร่อนตัวลงสู่พื้นอย่างระมัดระวัง เมื่อเท้าแตะดิน ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ ทุกอย่างดูปกติดี
ในจังหวะนั้นเอง ชายชุดขาวสะบัดมือ หยดน้ำใสสี่หยดก่อตัวขึ้นทันที พวกมันลอยไปครอบร่างของเย่เฉิน มู่หลิง เย่ซิน และหวงหรานเอาไว้ กลายเป็ม่านพลังป้องกันอย่างแ่า เพื่อไม่ให้ทั้งสี่คนถูกแรงภายนอกกระทบหรือหายไปอย่างไม่คาดคิด
จากนั้นเขาหันมามองคังห่าวที่เพิ่งลงมาถึงพื้น
“อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวข้าจะพาเ้าไปที่แห่งหนึ่ง”
คังห่าวยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร
หยดน้ำหนึ่งหยดก็ขยายตัวออกอย่างฉับพลัน ห่อหุ้มร่างของชายชุดขาวและคังห่าวเอาไว้ ก่อนที่แสงจะบิดเบี้ยว
วูบ!
ทั้งสองวาร์ปหายออกไปในพริบตา
เมื่อภาพเบื้องหน้ากลับมาชัดเจนอีกครั้ง พวกเขาปรากฏตัวขึ้น ใจกลางภาคใต้ของทวีปลมดำ พื้นดินด้านล่างเป็ผาหินกว้างทอดยาวสุดสายตา ลมกรรโชกพัดกระหน่ำจนเสื้อผ้าสะบัดเสียงดังฟึ่บฟั่บ
ชายชุดขาวและคังห่าวก้าวออกจากหยดน้ำ ทุกอย่างดูเงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจถัดมา
ครืนนนน!!!
เมฆบนท้องฟ้าเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามของท้องฟ้าดังะเื แผ่นดินใต้เท้าสั่นไหวรุนแรง รอยแตกกระจายออกไปทุกทิศทาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังจะะเิออกจากกัน
แรงกดดันมหาศาลถาโถมลงมาในพริบตา
คังห่าวหน้าซีดเผือด หัวใจเหมือนถูกบีบอัดจนแทบหยุดเต้น ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นจากกระดูกสันหลังขึ้นสู่สมอง สัญชาตญาณร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งว่า หากยังอยู่ที่นี่ต่อไป เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน
ชายชุดขาวก็กำหมัดยกมือขึ้น หยดน้ำรอบตัวสั่นะเื แสงบิดเบี้ยวอีกครั้ง
วูบ!
ทั้งสองร่างหายไปจากขอบทวีปในเสี้ยววินาที ก่อนจะปรากฏกลับมายังเมืองดาบ์ ณ จุดเดิมที่จากมา
คังห่าวทรุดตัวลงคุกเข่าทันที ลมหายใจหอบหนัก ร่างกายสั่นไม่หยุด เหงื่อไหลอาบทั่วทั้งตัว หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
เมื่อครู่นี้…เขาเหมือนยืนอยู่ตรงหน้าความตายจริง ๆ
ชายชุดขาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ตั้งสติเอาไว้ ตอนนี้เ้าปลอดภัยแล้ว”
คังห่าวพยายามพยุงตัว แต่สุดท้ายก็ล้มลงนอนหงายกับพื้น หายใจหอบหนักก่อนจะฝืนถามออกมา
“เมื่อกี้…มันคืออะไรกัน…”
ชายชุดขาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่อารมณ์
“มันน่าจะเป็สิ่งที่เรียกว่าเต๋า์”
คังห่าวเบิกตากว้าง
ชายชุดขาวกล่าวต่ออย่างสงบนิ่ง
“ตอนนี้เ้าและข้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือกำลังถูกเต๋า์จับตามอง บางทีอาจเรียกได้ว่า…ถูกตามล่า”
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
“แต่ไม่ต้องกังวลนัก เต๋า์ของโลกใบเล็กนี้ยังไม่น่ากลัวเท่าไร หากเ้าก้าวถึงระดับจักรพรรดินักบุญ เ้าก็สามารถต่อต้านมันได้ระดับหนึ่งแล้ว”
คังห่าวหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่ร่างยังสั่น
“ศักยภาพของข้ามันหมดลงแล้ว ข้าไม่มีร่างกายพิเศษ ไม่มีสายเืพิเศษใด ๆ การที่ข้าก้าวมาถึงระดับนักบุญได้นี้ก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองชายชุดขาว สายตานิ่งสงบ
“แต่…ความรู้สึกของข้าบอกว่า หากข้าเดินตามหลังเ้าไป จักรพรรดินักบุญอาจจะไม่ใช่จุดจบของข้า”
ชายชุดขาวเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาภายใต้หน้ากากฉายแววประหลาด ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เอาละ ตอนนี้เ้าปลอดภัยแล้ว”
เขาไปดึงร่างของทั้งสี่คนที่มีโชคสีทองที่ตอนนี้ถูกหยดน้ำคุมเอาไว้เข้ามาในแหวนมิติของเขาเอง ก่อนที่ชายชุดขาวจะโยนแหวนอีกวงให้คังห่าวพร้อมกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ดูแลความเรียบร้อยของเมืองให้ดีและหาคนที่เ้าเชื่อใจได้ไว้ ข้าจะกลับมาอีกครู่หนึ่ง แล้วแหวนวงนั้นใช้ติดต่อกันระหว่างเ้ากับข้าหากมีปัญหาอะไรให้ใช้แหวนติดต่อมา”
เมื่อพูดจบ ร่างของเขาก็บิดเบี้ยวและวาร์ปหายไปในทันที เหลือเพียงคังห่าวที่นอนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด
….
….
….
ณ ภาคเหนือของทวีปลมดำ ภายในหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทาดำตลอดทั้งปี มีถ้ำลึกลับแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ลึกสุดสายตา ปากถ้ำถูกผนึกด้วยค่ายกลซ้อนทับนับสิบชั้น หากไม่รู้ตำแหน่งที่แท้จริง ต่อให้เป็ผู้บ่มเพาะระดับสูงก็ไม่มีวันค้นพบ
ภายในถ้ำ แสงสลัวจากผลึกิญญาส่องสะท้อนผนังหินที่เปื้อนคราบเืแห้งกรัง กลิ่นคาวหนาแน่นอบอวลจนแทบหายใจไม่ออก เศษอาวุธหัก กระดูกมนุษย์ และคราบเืที่ซึมลึกเข้าไปในพื้นหินบอกเล่าถึงจำนวนชีวิตที่สูญสิ้น ณ ที่แห่งนี้
กลางถ้ำ มีประตูมิติขนาดเล็กตั้งตระหง่านอยู่ ลวดลายสีดำผสมม่วง ราวกับปากของปีศาจที่กลืนกินผู้คนเข้าไปทีละคน
เสียงะโแหบพร่าดังสะท้อนออกมาจากด้านใน
“ฆ่า… ฆ่า…!”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนเพียงคนเดียว หากเป็เสียงรวมของผู้ฝึกนับร้อยที่ะโพร้อมกัน เสียงเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง ความเ็ป และความมุ่งมั่นที่ถูกบีบคั้นจนบิดเบี้ยว
ที่นี่คือสถานที่ลับของหน่วยลับอีกาดำ หน่วยลับที่ถูกสร้างขึ้นโดยตระกูลจาง
สถานที่ซึ่งไม่มีเกียรติยศ ไม่มีความเมตตา และไม่มีที่ให้กับคนที่อ่อนแอ
ผู้ที่ถูกนำมาที่นี่ ล้วนเป็คนไร้พร์ ไม่มีร่างกายพิเศษ ไม่มีความเข้าใจระดับสูง ไม่มีสายเือันทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็ลูกหลานตระกูลจางที่ถูกทอดทิ้ง หรือเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครเหลียวแล
สำหรับผู้ที่จิตใจอ่อนแอ ที่นี่ไม่ต่างจากนรก
เสียงกรีดร้องยามค่ำคืน การฝึกที่จบลงด้วยชีวิต และบทลงโทษที่โเี้เกินจินตนาการ สามารถทำลายคนธรรมดาให้พังทลายได้ในเวลาไม่กี่วัน
แต่สำหรับคนที่แสวงหาพลัง ที่นี่คือ์
หน่วยลับอีกาดำสอนทุกสิ่งที่จำเป็ต่อการเอาชีวิตรอด การต่อสู้ระยะประชิด การลอบสังหาร การเคลื่อนไหวไร้เสียง เทคนิคการซ่อนกลิ่น การทำลายศพ การผสมยาพิษ การรักษาาแพื้นฐาน และอื่นๆ
พวกเขาถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นักฆ่าที่สมบูรณ์แบบ
ทว่าทุกพลังย่อมมีราคา
ผู้ฝึกหน่วยลับอีกาดำทุกคน ล้วนฝึกฝนเทคนิคแห่งความตายซึ่งมีเงื่อนไขเพียงหนึ่งเดียว
ต้องรับใช้ผู้นำตระกูลจางเท่านั้น
หากขัดคำสั่ง มีเพียงความตายเป็บทลงโทษ ไม่มีการยกเว้น ไม่มีข้ออ้าง และไม่มีโอกาสให้แก้ตัว
ภายในอาคารสูงสีดำสนิทที่ตั้งอยู่ใจกลางประตูมิติ ซึ่งเป็สถานที่บัญชาการของหน่วยลับอีกาดำ เสียงคำรามด้วยโทสะดังก้องขึ้นอย่างรุนแรง
“พวกเ้าโง่รึไงกัน! ฟังคำสั่งข้าสิ! ฟังคำสั่งของข้า! ไอ้พวกขี้ข้า!”
ปึง!
โต๊ะหินขนาดใหญ่แตกกระจายเป็ผง เศษหินปลิวกระแทกผนังดังสนั่น
ชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเศษซาก ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ พลังอันน่าหวาดกลัวแผ่ออกมาจนผู้ใต้บังคับบัญชารอบข้างต้องก้มหน้าลงทันที
เขาคือ จางลู่ ผู้าุโสูงสุดของตระกูลจาง ผู้บ่มเพาะระดับถ้ำ์ขั้นสูงสุด
ในเวลานี้ ตระกูลจางตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผู้นำตระกูล จางหลิงเยว่ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
อัจฉริยะทั้งสองคนซึ่งเคยเป็ความหวังสูงสุดของตระกูล กลับไม่อยู่ในการควบคุมของพวกเขาได้อีกต่อไป
จางหลิน ถูกยืนยันเพียงว่าอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล แต่พวกเขาไม่กล้าติดต่อไปแม้แต่น้อย
ส่วนจางเหวิน…หายสาบสูญราวกับไม่เคยมีตัวตน
ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้าหน่วยลับอีกาดำคนก่อน รวมถึงอีกาดำทั้งเจ็ดลำดับแรก ต่างเสียชีวิตลงทั้งหมด รวมถึงสมาชิกส่วนใหญ่ที่ถูกจางหลิงเยว่ส่งออกไปตามล่าจางหลินและจางเหวิน ก็เสียชีวิตเกือบหมดเหลือรอดมาได้ 2 คนแต่ก็พิการไปแล้ว
หน่วยลับที่เคยเป็พลังหลักของตระกูล บัดนี้สูญเสียแกนหลักจนเกือบพิการ
ในสถานการณ์เช่นนี้ จางลู่้าเข้าควบคุมอำนาจทั้งหมดของตระกูล และเหนือสิ่งอื่นใด เขา้าพลังของหน่วยลับอีกาดำ เพื่อสร้างกองกำลังขึ้นมา
ทว่า คำตอบที่จางลู่ได้รับกลับมานั้นเป็สิ่งที่เขาไม่สามารถยอมรับได้
“หน่วยลับอีกาดำ ฟังคำสั่งเฉพาะผู้นำตระกูลเท่านั้น ถ้าหากว่าท่าน้าออกคำสั่งกรุณาไปทำบททดสอบของผู้นำตระกูลจางให้สำเร็จ”
คำพูดนั้นเ็า ไร้อารมณ์ และเด็ดขาดราวคมมีด การที่จะขึ้นเป็ผู้นำของตระกูลจางนั้นวัดกันที่ความสามารถล้วนๆ พวกเขาต้องผ่านบททดสอบพิเศษของตระกูลเสียก่อนถึงจะมีสิทธิได้ท้าชิงตำแหน่งผู้นำ
ทันใดนั้นเอง
กึก… กึก…
เสียงก้าวเดินดังขึ้นจากความว่างเปล่า ชัดเจน หนักแน่น และหนาวเย็น
ร่างของจางลู่และผู้นำคนปัจจุบันของหน่วยลับอีกาดำสะดุ้งสุดตัว ขนทั่วร่างลุกซู่ ความรู้สึกหนาวเย็นแล่นขึ้นจากปลายเท้าสู่กระหม่อม ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ทั้งสองคนััได้ถึงแรงกดดันที่ไม่อาจอธิบาย
ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น
น้ำเสียงนั้นบิดเบี้ยว แหลมต่ำปะปนกัน แยกไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิง สูงหรือทุ้ม
“ถ้าเป็ข้าละ…พวกเ้าจะฟังหรือไม่”
ผู้นำหน่วยลับอีกาดำที่มีใบหน้าซีดเผือด เขาฝืนยกมือขึ้นประสาน ร่างกายก้มต่ำพร้อมเปล่งเสียงสั่นสะท้านอย่างสุดชีวิต
“คารวะ…นายน้อย…จางเหวิน…”
