คนบางประเภท ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
เสิ่นม่านพาคนทั้งหมดมุ่งหน้าไปบ้านของตน เมื่อถึงหน้าประตูบ้าน คังเฟิ่งหยากลับเริ่มลังเลไม่อยากเข้าไป
“ข้า… ข้าไม่ค่อยสบาย วิงเวียนศีรษะ”
เสิ่นม่านอ่านบทละครตบตาของนางออกหมดทุกเม็ด จึงยิ้มอ่อน “พอดีเลย น้องสาวแซ่คัง บ้านข้ามียาสำหรับวิงเวียน เ้าสามารถเข้าไปดื่มที่บ้านข้าได้”
นางเอ่ยอย่างเชื่องช้าและมองอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน “หรือว่าเ้าไม่กล้าสอบถาม?”
สิ้นเสียง ประตูก็ถูกเปิดออก เด็กน้อยสามคนพากันวิ่งออกมา ท่าทางดีอกดีใจ “ท่านอา เหตุใดท่านจึงไปนาน…”
“เอ๋ เหตุใดทุกคนถึงมาที่บ้านเราล่ะ?”
เสิ่นม่านส่งสายตาให้เด็กทั้งหลาย “อืม เพราะน้าแซ่คังบอกว่าท่านลุงหนิงของพวกเ้าลวนลามนาง ตอนนี้จึงมาสอบถามเขาด้วยตัวเอง”
เด็กทั้งสาม “…”
ผู้หญิงชั่วร้ายอีกแล้ว!
ครั้นแล้วพวกเขาก็ะโกันอย่างพร้อมเพรียง “น้าแซ่คังกับน้าอาทั้งหลายเชิญเข้าบ้าน”
น้าแซ่คังที่อายุเพียงแค่สิบห้า “…”
ผู้หญิงคนนี้จงใจ!
“ใครมาหรือ?” เมื่อได้ยินเสียงข้างนอก ก็มีคนเดินออกมาจากห้องปีกตะวันออก เยี่ยนชีเห็นพวกนางก็รู้แล้วว่าคนเหล่านี้มาทำอะไร แต่เขาก็แสร้งถาม
ต้าเป่าหันกลับไป “น้าแซ่คังบอกว่าท่านลุงหนิงลวนลามนาง ท่านลุงเยี่ยนชี ท่านช่วยไปเรียกท่านลุงหนิงมาทีขอรับ”
“ลวนลามอะไรกัน?” ความประหลาดใจบนหน้าของเยี่ยนชีสมจริงยิ่งนัก “เสี่ยวหนิงของเราขาหักั้แ่เมื่อวาน ไม่ได้ออกไปไหนนี่นา เกรงว่าพวกเ้าคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ?”
คังเฟิ่งหยาโต้ตอบทันควัน “เ้าผายลม! เมื่อครู่เขายังอยู่ที่ตรอกด้านนอก เสื้อผ้าของข้าถูกเขากระชากออก พวกเ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือ?!”
เยี่ยนชีใบหน้าเคร่งขรึม มองพวกเขาอย่างจริงจัง “แม่นางคัง พูดปดจะถูกฟ้าผ่าเอาได้ เราทั้งครอบครัวเป็พยานได้ เสี่ยวหนิงนอนอยู่ที่บ้านทั้งวัน คนาเ็จะไปลวนลามเ้าได้อย่างไร?”
ผู้ชมที่ตั้งใจมาสอบถาม “…”
ในสายตาของพวกเขา เยี่ยนชีมีภาพลักษณ์ที่เถรตรงและซื่อสัตย์ คนประเภทนี้ไม่เหมือนคนที่จะพูดโกหกได้
คังเฟิ่งหยาโมโหจนกุมหน้าผากและกัดฟันกรอด “เช่นนั้นเ้าก็เรียกหนิงโม่ออกมา ข้าจะถามเขาด้วยตัวเอง!”
เยี่ยนชีส่ายหน้าและกลับเข้าห้อง จากนั้นออกมาพร้อมกับชายหนุ่มที่อ่อนระโหยโรยแรง ใบหน้าซีดขาว
เสิ่นม่าน “…” ไม่เจอกันครู่เดียว เหตุใดเ้าหมอนี่จึงดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขนาดนี้?
เอารางวัลออสการ์ไปเลย!
หนิงโม่เดินออกมาอย่างเชื่องช้า สีหน้าเบื่อหน่ายและเ็า เขาไอไม่กี่ครั้ง ดูอ่อนแออย่างยิ่ง จากนั้นถาม “ใครจะมาสอบถามข้า?”
ทุกคนมึนงง
นี่มัน… ป่วยจนถึงขั้นนี้ ไม่เหมือนคนที่จะมีแรงไปลวนลามใคร
คังเฟิ่งหยามีลางสังหรณ์ไม่ดี แต่นางไม่สนใจแล้ว! ขณะนี้คิดเพียงอยากทุ่มทุกอย่างเพื่อให้ได้แต่งงานกับหนิงโม่ แม้ว่าจะเป็อนุของเขาก็ยอม!
นางก้าวออกมาและแสดงสีหน้าโศกเศร้าจะขาดใจ “เ้านั่นแหละ หนิงโม่ เ้ามันคนป่าเถื่อน! เ้าเหยียบย่ำความบริสุทธิ์ของข้า”
หนิงโม่เลิกคิ้วอย่างไร้ความรู้สึก “เ้าคือใคร? ข้าจำไม่ได้ว่าเคยพบเ้า”
ดูสิ ผู้ชายใจร้ายไร้ความรู้สึก!
คังเฟิ่งหยายิ้มเยือกเย็นและช่วยเขาฟื้นความทรงจำ “เ้าจำข้าไม่ได้แล้วหรือ? คืนนั้นที่ค่ายโจร เ้าช่วยชีวิตข้า แล้วยังชมว่าข้าหน้าตาสะสวย บอกว่าจะสู่ขอข้า!”
หนิงโม่ไม่มีปฏิกิริยา เื่ที่เคยช่วยนางไว้คือเื่จริง ตอนนั้นเห็นนางกำลังถูกผู้ชายหลายคนย่ำยีน่าสงสาร ตอนที่ไปช่วยต้าเป่า จึงโยนเสื้อให้นางหนึ่งตัวก็เท่านั้น
ส่วนคำพูดหลังจากนั้น… คือเื่โกหก
หนิงโม่เกลียดชังผู้หญิงที่ตอแยไม่เลิกเช่นนี้ที่สุด โดยเฉพาะคนที่เสนอตัวมาถึงที่ “ขออภัย ข้าช่วยคนไว้มากมาย จำไม่ได้ว่ามีเ้าอยู่ด้วย นอกจากนี้ ข้าไม่เคยเอ่ยคำพูดเช่นนั้น”
นี่้าปฏิเสธความรู้จักระหว่างทั้งสองคนหรือ?
คังเฟิ่งหยาสำลักจนหมดคำพูด แต่นางยังไม่ยอมถอดใจ ยังคงอยากเข้าใกล้หนิงโม่ ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้ก็ถูกใครบางคนขวางไว้ก่อน
“แม่นางคังโปรดสำรวมด้วย หากเ้าคิดว่าตนเองถูกลวนลาม สามารถตรงไปฟ้องร้องกับทางการที่เกี่ยวข้องให้จัดการ และนำหลักฐานไปให้ใต้เท้าจางมอบความเป็ธรรมกับเ้าได้”
เวลาที่สติปัญญาของเยี่ยนชีกำลังทำงาน ท่าทางน่าเกรงขามไม่น้อย
“แน่นอน หากมีคนอยากอาศัยเื่ราวจอมปลอมเหล่านี้มาใส่ร้ายป้ายสีให้คนในครอบครัวข้าแปดเปื้อน เราก็ไม่มีทางปล่อยคนผู้นั้นไปง่ายๆ แน่!”
เยี่ยนชีจ้องนางด้วยใบหน้าตึงเครียด “เ้าว่าอย่างไร? แม่นางคัง จะให้เราช่วยแจ้งความหรือไม่?”
คังเฟิ่งหยารู้สึกเพียงขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เื่ราวบานปลายจนนางเริ่มควบคุมไม่อยู่
เสียงกระซิบกระซาบรอบข้างเริ่มดังขึ้น
มีคนสบถอย่างเ็า “เื่นี้นับว่าข้ามองได้กระจ่างสักที นังหนูแซ่คังนั่นชอบพออาจารย์หนิงและอยากเสนอตัวไปเป็เมีย มิเช่นนั้นจะจงใจป่าวประกาศเื่แบบนี้ต่อหน้าเราทำไมกัน?”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น สมัยก่อนไม่เคยเห็นเด็กนี่คิดได้ล้ำลึกเช่นนี้?”
“สกุลคังนั่น เ้าลืมแล้วหรือ? ทั้งครอบครัวมีแต่คนเ้าเล่ห์ ตาเฒ่าคังยังขายกระทั่งลูกชายกับสะใภ้ของตัวเองได้ลงคอ แล้วจะมีเื่อะไรที่ทำไม่ได้อีก?”
“ัให้กำเนิดั หงส์ให้กำเนิดหงส์ ลูกของหนูก็ย่อมต้องมุดรูเป็ พ่ออย่างตาเฒ่าคังนิสัยเป็เช่นนั้น แล้วคังเฟิ่งหยาจะดีไปได้อย่างไร?”
“จึ๊ๆๆ เราเกือบถูกคนใช้ประโยชน์แล้ว…”
เมื่อได้ยินคนรอบข้างวิจารณ์ คังเฟิ่งหยาแทบอยากจะมุดรูหนี!
“คังเฟิ่งหยา! เ้าหาเื่ให้ข้าอีกแล้วใช่ไหม?”
เสียงกร้าวของหญิงสาวดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน นางหยางที่ผูกผ้ากันเปื้อนเดินเท้าสะเอวเข้ามา จากนั้นด่าคังเฟิ่งหยาน้ำไหลไฟดับ
“ข้าให้เ้าไปเก็บฟืน เ้าวิ่งโร่มาบ้านสกุลเสิ่นทำอะไร? แล้วยังบอกว่าหนิงโม่ลวนลามเ้า? เ้าก็ไม่ดูตัวเองบ้างเลยหรือ!”
“ข้าเหลืออดกับเ้านัก พอไม่ทันระวังเ้าก็ออกมาสร้างปัญหา แล้วยังต้องมาช่วยเ้าเก็บกวาดเื่พวกนี้ น่าขายหน้าเหลือเกิน!”
นับั้แ่คืนนั้นที่บ้านสกุลเสิ่น นิสัยของนางหยางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้นางทำงานขยันขันแข็ง ต่อหน้าคนในหมู่บ้าน นางดูน่าเชื่อถือกว่าสมัยก่อนมากนัก
มีคนอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ยนางหยาง “นางหยาง เ้าต่อว่าน้องสาวสามีเช่นนี้ ไม่กลัวกลับไปจะถูกพ่อสามีด่าหรือ?”
นางหยางกลอกตามองบน “ข้าพูดจาเป็กลางไม่ได้เชียวหรือ?”
“ทางการหาคู่ครองที่กั้นโจวให้นางเด็กนี่ คนผู้นั้นนิสัยซื่อตรงใจดี ทั้งยังไม่เคยแต่งงาน นางรั้นจะบอกว่าอีกฝ่ายอัปลักษณ์ ไม่คู่ควรกับนาง พวกเ้าว่านางเด็กนี่คิดอะไรอยู่กันแน่ หืม?”
“อายุสิบหกแล้ว ยังเอาแต่ใฝ่สูง ตนเองมีคุณสมบัติเช่นไรไม่รู้ตัวเลยหรือ? อาจารย์หนิงคือคนที่เ้าจะเอื้อมคว้าได้หรือ? ลวนลามเ้าอะไรกัน รีบกลับไปทำงานเดี๋ยวนี้!”
คนในครอบครัวเดียวกันมาเปิดโปงนางขนาดนี้ ในที่สุดคังเฟิ่งหยาก็ทนแรงกดดันไม่ไหว สีหน้าซีดขาวไม่ส่งเสียง และหมดสติไปทั้งอย่างนั้น
นางหยางเอามือเท้าสะเอวด่าจนจบ เมื่อเห็นนางหมดสติก็ยิ่งอารมณ์เสียถึงขีดสุด
“ยังจะเพิ่มงานให้ข้าอีกหรือ? ได้ ในเมื่อหมดสติข้าก็จะลากเ้ากลับไป!”
นางหยางก่นด่าอีกหลายประโยค จากนั้นพยุงคังเฟิ่งหยาที่หมดสติบนพื้นและพาตัวไป
-----
