มีคนสิบสองคนอยู่เหนือชั้นห้าของเจดีย์ หากไม่รวมอสูรสามเศียรก็ยังเหลืออีกสิบเอ็ดคน แต่มีกุญแจเพียงสิบดอกเท่านั้น
เมื่อเป็เช่นนี้จะต้องมีคนหนึ่งที่ไม่สามารถคว้ากุญแจมาได้ และทำได้เพียงขโมยกุญแจของผู้อื่นได้เท่านั้น
หนิงเทียนเจอเื่เช่นนี้ทันทีที่ก้าวมาถึงชั้นห้า รู้สึกว่าตนเองโชคไม่ดีจริงๆ
ต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างกะทันหัน ทว่ากลับมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเคร่งขรึมของหนิงเทียน
“กุญแจ? คือสิ่งใด?”
เมื่อไหล่ของเขาทรุดลง และร่างกายบิดเบี้ยว หนิงเทียนเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงพลังอันรุนแรงนั้น
“หยุดแสร้งทำเป็สับสน แล้วส่งกุญแจมาเดี๋ยวนี้”
หร่วนซิ่งหลินจ้องหนิงเทียนด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่ง
หากไม่มีกุญแจก็ไม่สามารถจากโลกนี้ไปได้ และจะต้องตายที่นี่ ใครเล่าจะไม่เป็กังวล?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกคนได้รับกุญแจแล้ว เขาเป็คนเดียวที่ไม่มีกุญแจ ซึ่งทำให้เขาสงบสติอารมณ์ได้ยากยิ่งขึ้น
หนิงเทียนมองหร่วนซิ่งหลิน เขาเป็ยอดฝีมือหยวนซิวที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสามของขอบเขตเปลี่ยนผ่านแล้ว เขาดูอายุประมาณสามสิบปี และใบหน้ายามนี้เต็มไปด้วยความกังวล
“กุญแจแห่งโชคลาภนั้นถูกกำหนดโดยโชคชะตาว่าจะต้องได้รับมา ั้แ่มาถึงที่นี่ ก็หมายความว่าเ้าถูกลิขิตมาให้เป็คนที่มีโชคชะตาแล้ว ทำไมจึงไม่ได้รับกุญแจเล่า?”
หร่วนซิงหลินพูดด้วยความโกรธ “หยุดพูดเื่ไร้สาระได้แล้วมอบกุญแจมาเร็วเข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเ้า”
หนิงเทียนฮึมฮัม “เ้าไม่ได้รับกุญแจ แล้วทำไมถึงคิดว่าข้าได้กุญแจล่ะ? ใครบอกเ้าว่าใครก็ตามที่เข้ามาจะต้องได้กุญแจอย่างแน่นอน ถ้าเป็เช่นนั้น ทำไมเ้าถึงไม่ได้รับกุญแจ?”
หร่วนซิงหลินแสดงท่าทีสงสัยเมื่อได้ยินเช่นนี้ เพราะคำพูดของหนิงเทียนนั้นไม่ได้ไร้เหตุผล
ภาพวาดสามภาพบนชั้นสี่บอกเพียงว่ามีโอกาสและโชคลาภอันยิ่งใหญ่สิบประการ และหากเ้าถูกกำหนดให้ได้รับมัน เ้าจึงจะรับมาได้ มันไม่ได้บอกว่าจะได้รับกุญแจอย่างแน่นอนเสียหน่อย
“เ้าไม่สามารถโกหกข้าได้ ข้าจำได้แม่นมาก เ้าต้องได้อะไรจากการเดินจากชั้นหกถึงชั้นเจ็ดเป็แน่”
“บรรดาผู้อยู่ชั้นเจ็ดที่ได้รับพรโดยบังเอิญล้วนอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ?”
หนิงเทียนหันไปมองแล้วชี้ยอดฝีมือที่อยู่บนแท่นทรงกลม
หร่วนซิงหลินพูดว่า “จะเป็อย่างไรถ้าเ้าไปถึงชั้นแปด?”
หนิงเทียนมองเห็นสถานการณ์บนแท่นทรงกลมได้อย่างชัดเจน แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “สองคนนั้นที่อยู่ชั้นแปดก็อยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ? เ้าฉลาดมาก เ้าควรจะสามารถคิดอะไรบางอย่างได้จากการกระจายโครงสร้างของสิ่งนี้ได้ แท่นกลมสิบแท่นมีสี่แท่นในวงกลมด้านนอกสุด ตรงกับมหาโชคลาภทั้งสี่บนชั้นหก เ้าควรจะคุ้นเคยกับคนข้างบน เพราะเ้าได้เห็นพวกเขาได้รับโชคลาภโดยบังเอิญจากบนชั้นหก ถูกหรือไม่?”
หร่วนซิ่งหลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างหดหู่เล็กน้อย
“ดูวงกลมที่สอง มีแท่นกลมสามแท่น ตรงกับโชคที่ยิ่งใหญ่สามประการบนชั้นเจ็ด ตอนนี้มีคนยืนอยู่ที่นั่น หมายความว่าพวกเขาได้รับโชคลาภบนชั้นเจ็ด เมื่อมองเข้าไปด้านในจะพบว่ามีอีกสองแท่นกลมซึ่งตรงกับโชคที่ยิ่งใหญ่สองประการบนชั้นแปด ซึ่งถูกแล้วเช่นกัน ขณะนี้เหลือเพียงแท่นวงกลมตรงกลางซึ่งตรงกับการโอกาสบนชั้นเก้าของเจดีย์ ไม่ใช่ว่าเ้ากำลังคิดว่าความแข็งแกร่งของข้าสูงกว่าทุกคนในที่นี้ และสามารถปีนขึ้นไปถึงชั้นเก้าได้หรอกนะ?”
หร่วนซิงหลินตะคอก “นั่นยากที่จะพูด”
หนิงเทียนยิ้มและพูดว่า “เ้าเชื่อในตัวข้าถึงเพียงนี้ ระวังพวกเขาจะทุบตีเ้าจนตาย”
เว่ยซูเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อเห็นหนิงเทียน โชคดีที่นางสวมผ้าคลุมหน้าและไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าของนาง
ชิวซานอวิ๋นมองหนิงเทียนด้วยความโกรธที่แผดเผาในดวงตา รอยยิ้มอันโหดร้ายเผยขึ้นบนริมฝีปากของเขา ตอนนี้เป็่เวลาที่ดีที่สุดในการฆ่าหนิงเทียนแล้ว
เยวี่ยซิงเหอรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับหนิงเทียน เขาเป็เพียงมดจื๋อซิว และเขาอยากสังหารมันั้แ่เมื่อครั้งที่อยู่บนชั้นแปด ทว่าเว่ยซูเสวี่ยกลับหยุดเขาไว้ และเกือบทุบตีเขาจนตาย
ผู้ที่ไม่ยอมตอบโต้ไม่ใช่สุภาพบุรุษ เยวี่ยซิงเหอไม่สามารถเอาชนะเว่ยซูเสวี่ยได้ในตอนแรก แต่ตอนนี้เขาได้รับพรมาโดยบังเอิญ และได้มาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นเก้าแล้ว เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าตนเองสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทั้งหมดที่มีอยู่ได้
“ไม่ว่าเ้าจะพูดอะไรข้าก็ไม่เชื่อ แม้เ้าจะไม่ได้รับกุญแจมา ข้าก็จะฆ่าเ้าเช่นเดิม”
“อย่าหุนหันพลันแล่น ไม่ใช่ว่าเ้า้าแค่กุญแจหรือ? นี่เป็เื่ง่ายมาก เ้าเห็นชิวซานอวิ๋นหรือไม่? ชายผู้นั้นมีความแค้นกับข้า เขาถูกข้าทุบตีจนเกือบตายและต้องหลบหนีด้วยความสิ้นหวังสองครั้ง สภาพของเขาอนาถไม่ต่างจากสุนัขเลย บัดนี้เขาได้รับโอกาสอันดีแล้ว ระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นเขาย่อมอยากสังหารข้าเป็แน่ ข้าจะไปพาเขามา จากนั้นเ้าก็ฉวยโอกาสลอบโจมตีระหว่างที่ข้าสู้กับเขา เช่นนี้กุญแจจะไม่ใช่ของเ้าหรือ?”
หร่วนซิงหลินถามว่า “ถ้าเ้าพูดเช่นนี้ในที่สาธารณะ เขาจะโดนหลอกได้อย่างไร?”
หนิงเทียนพูดด้วยรอยยิ้ม “อย่าคิดว่าเขาฉลาดนักเลย อันที่จริงตัวเขาไม่ต่างอะไรกับหมูโง่!”
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ชิวซานอวิ๋น หนิงเทียนเรียกเขาว่าหมูโง่ต่อหน้าทุกคน นี่คือการถากถางอย่างไม่ปิดบัง
“หนิงเทียน เ้าเหนื่อยกับการใช้ชีวิตแล้วหรือ?”
ชิวซานอวิ๋นโกรธมาก
หนิงเทียนยิ้มและพูดว่า “ดูสิ ข้าตั้งใจยั่วเขา และเขาก็โกรธมาก เขาดูเหมือนหมูโง่เลยไม่ใช่หรือ?”
หร่วนซิงหลินพูดอย่างลังเลว่า “เขาดูเหมือนหมูโง่จริงๆ”
มีคนหัวเราะและขบขัน
ใบหน้าของชิวซานอวิ๋นกลายเป็สีซีด เขาโกรธแทบเป็บ้า
กล้าเรียกเขาว่าหมู นี่เป็สิ่งที่ยกโทษให้ไม่ได้เด็ดขาด
“หนิงเทียน คราวนี้เ้าไม่รอดแน่!”
“หมูโง่ มาฆ่าข้าสิ”
หนิงเทียนยั่วยุ เขาอยากทำให้ชิวซานอวิ๋นโกรธ จึงบีบให้อีกฝ่ายลงมือก่อน เพื่อตนเองจะได้ใช้โอกาสนี้สังหารอีกฝ่าย
ในฐานะอัจฉริยะของสำนักอินทนิล ชิวซานอวิ๋นไม่ใช่คนหุนหันพลันแล่น แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหนิงเทียน เขาจะโกรธและกระวนกระวายใจอยู่เสมอ
“อะไร เ้าไม่กล้าหรือ? ข้าจะผูกมือข้างหนึ่งและต่อสู้กับเ้าด้วยมืออีกข้างดีหรือไม่? เ้าจะได้ไม่ต้องกลัว”
นี่เป็การดูถูกเหยียดหยามอย่างไร้ยางอาย และมันเจ็บมากกว่าคำด่า
ไม่ว่าอย่างไรชิวซานอวิ๋นก็ยังเป็องค์ชายสาม ซึ่งเป็อัจฉริยะของสำนักอินทนิล และตอนนี้เขาได้มาถึงขั้นสามของขอบเขตเปลี่ยนผ่านแล้ว
การเผชิญหน้ากับมดจื๋อซิวในขอบเขตผนึกดารา ถ้าเขาไม่ตอบสนองต่อการยั่วยุดังกล่าว จะไม่ถูกดูถูกหรือ?
ในบรรดาสิบเอ็ดคนที่อยู่นั้น จื๋อซิวมีเพียงหนิงเทียนผู้เดียวเท่านั้น
ที่แห่งนี้มีซิงซิวสามคน และที่เหลืออีกเจ็ดคนคือหยวนซิว
เมื่อเผชิญหน้ากับการยั่วยุของหนิงเทียน ไม่เพียงแต่ชิวซานอวิ๋นเท่านั้นที่โกรธแค้น แต่หยวนซิวทุกคนล้วนโกรธเช่นกัน
“เ้าเป็เพียงจื๋อซิว กล้าดีอย่างไรมาทำท่าอวดดีถึงเพียงนี้? สมควรตาย!”
ผู้พูดคือหวังเยี่ยซึ่งเป็สมาชิกของสำนักชื่อหยวนปัง แท่นทรงกลมที่เขาอยู่นั้นตั้งอยู่ที่วงกลมด้านนอกสุดใกล้กับชิวซานอวิ๋น
สำนักชื่อหยวนปังมีความขุ่นเคืองกับสำนักร้อยบุปผา หรือพูดให้ถูกคือหนิงเทียน ดังนั้นจึงเป็เื่ปกติที่หวังเยี่ยจะเป็ศัตรูกับหนิงเทียน
เจียงซั่งอีแห่งตำหนักหยวนนภายืนอยู่บนหนึ่งในสามแท่นทรงกลมในวงที่สอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาได้เข้าไปในชั้นเจ็ดของเจดีย์ และได้รับโอกาสที่ดีกว่าชิวซานอวิ๋นและหวังเยี่ยมาก
เจียงซั่งอีเหลือบมองชิวซานอวิ๋น แล้วพูดอย่างเ็า “เช่นนั้น เ้าจงไปฆ่าเขาเสีย”
เยวี่ยซิงเหอจากศาลาดารา์เยาะเย้ย “กลุ่มหยวนซิวถูกจื๋อซิวเยาะเย้ย แต่กลับไม่กล้าลงมือทำ ช่างน่าอายจริงๆ”
“ไม่แน่ว่าเขาอาจมีเงาในจิตใจ ถึงอย่างไรก็เคยถูกทรมานสองครั้งติดต่อกัน ทั้งยังเป็ความพ่ายแพ้อย่างขี้ขลาด การไม่เกิดเหตุร้ายนับว่ามีโชคแล้ว”
บนแท่นทรงกลมถัดจากเจียงซั่งอีมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ในชุดหรูหรา เข็มขัดสีเงินแวววาวของเขากลายเป็ชุดเกราะอ่อน มันเป็อาวุธิญญาเฉพาะของซิงซิวซึ่งบ่งชี้ว่าชายคนนี้คือซิงซิว
เยวี่ยซิงเหอหัวเราะและพูดว่า “นั่นก็สมเหตุสมผลดี คนขอบเขตสูงถูกคนขอบเขตต่ำข่มเหงถึงสองครั้ง การที่ยังมีชีวิตอยู่ได้นับว่าผิวหนาพอสมควร”
ชิวซานอวิ๋นโกรธจัด การยั่วยุของหนิงเทียนก็เพียงพอแล้วที่จะตบหน้าเขา แต่ตอนนี้เขาถูกซิงซิวเยาะเย้ย นี่มันน่าอายจริงๆ
เจียงซั่งอีและหวังเยี่ยต่างก็ไม่พอใจอย่างมาก พวกเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการเยาะเย้ยต่อหยวนซิวในคำพูดของเยวี่ยซิงเหอและหลงจิ้งกั๋ว
นี่ไม่ได้เป็เพียงการหัวเราะเยาะชิวซานอวิ๋นเท่านั้น แต่เป็หยวนซิวทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ด้วย
เว่ยซูเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เยวี่ยซิงเหอพ่นไฟเช่นนี้ นั่นเพราะเขา้าใช้มือของหยวนซิวกำจัดหนิงเทียนด้วยเจตนาชั่วร้าย
ตัวตนของหนิงเทียนนั้นอ่อนไหว เขาเป็ที่รู้จักในฐานะผู้บำเพ็ญจื๋อซิวที่มีความสามารถมากที่สุดในดินแดนหยวนซิง แม้ขอบเขตของเขาจะไม่สูง แต่เขาก็มีศักยภาพที่ยอดเยี่ยม ทั้งซิงซิวและหยวนซิวต่างอยากกำจัดเขาก่อนได้เติบโต
ตอนนี้หนิงเทียนอยู่ที่นี่เพียงลำพัง นี่เป็เวลาที่ดีที่สุดที่จะฆ่าเขา แต่ใครจะเป็ผู้ลงมือเล่า?
ทุกคนรู้ดีว่าหนิงเทียนมียอดฝีมือที่ทรงพลัง
หากใครฆ่าหนิงเทียน ทันทีที่มีข่าวรั่วไหล ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก
ดังนั้นหากสามารถยืมมีดฆ่าคนได้ คนผู้นั้นย่อมไม่มีวันลงมือเองแน่
หากไม่มีบุคคลภายนอกอยู่ก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
จิตใจของหนิงเทียนสามารถััได้ถึงความเกลียดชังและเจตนาฆ่าของผู้คนที่พุ่งเข้าหาเขาอย่างชัดเจน ในบรรดาเก้าคนที่อยู่บนแท่นทรงกลม นอกจากเว่ยซูเสวี่ยแล้วมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่มีเจตนาฆ่าหนิงเทียน
ทั้งสองคนนี้เป็หยวนซิว แต่พวกเขาไม่ได้มาจากสี่แดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขารู้ที่มาของหนิงเทียนและไม่้ายั่วยุอาจารย์ของหนิงเทียน
เยวี่ยซิงเหอจากศาลาดารา์ หลงจิ้งกั๋วจากสำนักดาราทมิฬ เจียงซั่งอีจากตำหนักหยวนนภา อู่ชิวหงจากโถงหยวนปฐี ชิวซานอวิ๋นจากสำนักอินทนิล และหวังเยี่ยจากสำนักชื่อหยวนปังต่างปรารถนาให้หนิงเทียนตายที่นี่
ในยามนี้ทุกคนล้วนมองชิวซานอวิ๋น โดย้าใช้มือของเขาเพื่อทำลายหนิงเทียน
หากเขาสามารถบรรลุความปรารถนาได้ แม้เยี่ยหลิงหลานจะมาเยือนในอนาคต เขาก็ยังมีสำนักอินทนิลคอยสนับสนุน
ถ้าเยี่ยหลิงหลานบ้าคลั่ง และสำนักอินทนิลประสบความสูญเสียอย่างหนัก มันก็จะเป็เื่ดีสำหรับผู้อื่นเช่นกัน
“เ้าหนู ดูเหมือนว่าวันนี้คงยากสำหรับเ้าที่จะออกจากที่นี่ทั้งที่ยังมีชีวิตแล้ว”
หร่วนซิงหลินไม่ใช่คนโง่ เขาเห็นเบาะแสบางอย่างแล้ว
หนิงเทียนกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่เ้า้าหรอกหรือ? ชิวซานอวิ๋นลงมือ เรามารวมพลังกัน เ้ารับกุญแจไป ส่วนข้าได้แก้แค้น ทุกคนมีความสุขและไม่มีใครต้องกังวล”
หร่วนซิงหลินยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ข้าแค่อยากออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิต”
“การดำรงชีวิตมักต้องแลกมาด้วยราคา หากไม่คว้ากุญแจของเขามาเ้าก็ต้องตายที่นี่ ขณะนี้มีคนไม่มากที่เหมาะต่อการให้เ้าปล้นชิง”
หนิงเทียนตรวจสอบทุกคน และในหมู่พวกเขา ชิวซานอวิ๋นเป็คนที่มีระดับต่ำสุดแล้ว
ทันใดนั้น แท่นทรงกลมสองแท่นก็สั่นะเื ยอดฝีมือหยวนซิวสองคนที่ไม่้ายั่วยุหนิงเทียนได้เปิดใช้งานกุญแจเพื่อเปิดแท่นเคลื่อนย้ายมวลสาร ทันใดนั้นร่างของพวกเขาก็จมลงในแสงสว่างและหายไป
“พวกเขาฉลาดมาก และเพิ่งวิ่งหนีไป”
“ฉลาดจริงๆ การอยู่ที่นี่ไม่เพียงแต่มีความเสี่ยง แต่ยังก่อให้เกิดภัยพิบัติได้ง่ายอีกด้วย”
หร่วนซิงหลินยิ้มอย่างขมขื่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา
หลังจากที่แท่นหินเคลื่อนย้ายทั้งสองเปิดออก ก็มีรอยแตกร้าวทั่วพื้นผิว จากนั้นก็พังทลายลง
นี่คือแท่นหินเคลื่อนย้ายที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ซึ่งมีหน้าที่ส่งคนที่ถูกลิขิตไปจากที่นี่เท่านั้น
“ชิวซานอวิ๋น เ้าคิดมานานแล้ว ใบหน้าของเ้ามีรอยย่นเหมือนผิวมะระ เ้ายังตัดสินใจไม่ได้อีกหรือ ถ้าเ้าไม่มา ข้าจะไปเองแล้วนะ”
หนิงเทียนหันกลับมา พยายามบังคับให้ชิวซานอวิ๋นลงมือ
“วันนี้เ้าจะได้ออกไปเช่นนั้นหรือ?”
ชิวซานอวิ๋นคำราม ความอัปยศอดสูทั้งหมดของเขามาจากหนิงเทียน และมีเพียงการฆ่าหนิงเทียนด้วยมือตนเองเท่านั้นที่เขาจะสามารถล้างความอัปยศนี้ได้
“เ้าจะลงมือหรือ? เร็วเข้า เรายังคงรอที่จะรวมพลังเพื่อฆ่าเ้าและแย่งกุญแจมา”
หนิงเทียนหัวเราะเบาๆ ซึ่งทำให้ชิวซานอวิ๋นนึกสงสัย เขาจ้องหร่วนซิ่งหลินด้วยความลังเลโดยไม่รู้ตัว
เยวี่ยซิงเหอตะคอก “เศษขยะ คำพูดเล็กๆ น้อยๆ จากคนอื่นยังสามารถทำให้เ้ากลัวได้อีก...”
“หากเ้ามีความสามารถก็ลุยเลย!”
ชิวซานอวิ๋นโกรธมาก และตอบโต้โดยตรง
ซิงซิวน่าทึ่งมาก หากเ้ามีความกล้าก็อย่าร้องเจี๊ยกๆ แล้วลงมือเองเลยสิ
