ความคิดที่ดี?
หานอวิ๋นซีตะลึงเล็กน้อย นางรู้ดีว่าการต่อสู้ขั้นพื้นฐานที่สุดระหว่างสตรีคือการเล่นพิณ หมากรุก การเขียนพู่กัน วาดภาพ ท่องกวีนิพนธ์ เพียงแต่สตรีกลุ่มนี้ต่อสู้กันมาั้แ่เด็ก ไม่เบื่อกันบ้างหรือไร?
นางอ่านนิยายต่อสู้ในราชสำนักจนเบื่อไปหมดแล้ว ความคิดนี้มันดีตรงไหนกัน?
ความสนใจของหานอวิ๋นซีที่ลดลง แต่ความตื่นเต้นของทุกคนที่อยู่ที่นั่นกลับถูกจุดขึ้นมา และพวกนางทั้งหมดต่างตื่นเต้น
“บทกวีหย่งเหมยเหมาะสมกับบรรยากาศในตอนนี้มาก ชื่นชมความงามของสวนนี้”
“ข้าเองก็จะพูดอยู่เหมือนกันว่าให้ทุกคนมาแต่งกลอน แล้วให้องค์หญิงเลือกกลอนดีๆ สักสองสามกลอน จัดทำเป็เล่มแล้วส่งกลับไปให้ฮองเฮา”
“ดีๆๆ นั่นเป็ความคิดที่ดีสุดๆ!”
…
พวกสตรีกลุ่มนี้รอคอยโอกาสนี้มาั้แ่ต้น ไม่ว่าจะเป็หย่งเหมย วาดภาพ หรือการเล่นพิณ พวกนางเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว มันจะไปยากอะไรสำหรับพวกนางล่ะ?
อย่างไรก็ตาม หานอวิ๋นซีเป็บุตรสาวไร้ค่าที่ถูกทอดทิ้งั้แ่เด็ก นางจะไปรู้อะไร? เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมและคำพูดตามปกติของนางแล้ว เป็ที่รู้กันว่าเป็คนหยาบคาย
ท่าทางของนาง ทำให้ผู้คนต่างรอคอย!
องค์หญิงฉางผิงมองหานอวิ๋นซีด้วยรอยยิ้ม “ฉินหวังเฟย ท่านคิดว่าหย่งเหมยเป็อย่างไร?”
หานอวิ๋นซีกระตุกมุมปาก ยังไม่ทันที่จะได้ตอบ ทุกคนในสถานที่นั้นกลับพูดคุยกันขึ้นมา
“เรายังไม่เคยเห็นฉินหวังเฟยแต่งกลอนมาก่อนเลยใช่หรือไม่? วันนี้ทุกคนโชคดีจริงๆ!”
“ฉินหวังเฟย ได้ยินมาว่าท่านเป็สตรีที่มีความสามารถ ฉินอ๋องยังชื่นชมความสามารถของท่านมากที่สุด”
“หวังเฟย วันนี้ท่านอย่าซ่อนมันไว้เลย ต้องทำให้ทุกคนเปิดตาและให้ทุกคนเห็นว่าพร์และความสามารถแบบไหนที่จะอยู่ในสายตาของฉินอ๋อง!”
…
เสียงนี้ฟังดูเหมือนคำเยินยอ แต่จริงๆ แล้วเป็การเยาะเย้ย ถากถาง และประจบสอพลอ!
หานอวิ๋นซีมองความอิจฉาริษยาของทุกคน ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยให้พวกนางอิจฉาริษยาต่อไป อย่างไรก็ทำอะไรนางไม่ได้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ ตวนมู่เหยาข้างนางไม่สามารถนั่งนิ่งได้อีกต่อไป ยิ้มและพูดว่า “ข้ากำลังสงสัยว่าหวังเฟยอภิเษกเข้าจวนฉินอ๋องได้อย่างไร ที่แท้ก็เป็เพราะความสามารถของหวังเฟยนี่เองที่ไปสะดุดตาฉินอ๋อง มัน...ไม่น่าเชื่อจริงๆ เช่นนั้น ทำไมหวังเฟยไม่ลองเขียนกลอนออกมาสักบทล่ะ?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ผู้คนที่คุยกันเจื้อยแจ้วก็เงียบลงเล็กน้อย คำพูดของตวนมู่เหยาจริงใจและรุนแรง ทุกคนต่างรู้เกี่ยวกับการอภิเษกของหานอวิ๋นซีกับฉินอ๋อง แต่นางกลับพูดออกมาอย่างนั้น เรียกได้ว่าเป็การตบหน้าหานอวิ๋นซีอย่างแรง
ใครจะรู้ ในขณะเดียวกันองค์หญิงฉางผิงก็มาเติมเชื้อไฟและความริษยาเข้าไปอีก ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความใ “เอ๋อ...เสด็จอาหญิงฉิน เป็เพราะความสามารถของท่านถึงได้อภิเษกกับเสด็จอาฉินอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่เห็นรู้มาก่อนเลย! ใช่เื่จริงหรือไม่?”
หานอวิ๋นซีควรตอบอย่างไร?
ถ้านางตอบว่าใช่ และนางไม่สามารถพิสูจน์ความสามารถของนางได้ จะไม่ถูกหัวเราะเยาะหรือไร?
ถ้านางตอบว่าไม่ ตวนมู่เหยาและองค์หญิงฉางผิงจะใช้การหมั้นหมายของนางและความจริงเื่ที่นางเข้าไปในจวนฉินอ๋องด้วยตนเอง เพื่อทำให้นางขายหน้าอย่างแน่นอน
ทันทีที่พูดจบ ทุกสายตาก็หันไปหาหานอวิ๋นซีอย่างรวดเร็ว รอคำตอบของนางอย่างยินดีปรีดาบนความทุกข์ของนาง
“หรือว่าไม่ใช่? หวังเฟย โปรดบอกข้าด้วย” ตวนมู่เหยาพูดอย่างเย้ยหยัน
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอดูหานอวิ๋นซีที่จะทำอะไรไม่ถูก แต่หานอวิ๋นซีกลับยิ้มจางๆ นางดูดีและมีความมั่นใจมาก นางพูดช้าๆ ว่า “ความสามารถก็ถือว่าเป็หนึ่งในเหตุผลกระมัง”
สตรีผู้นี้มีน้ำเสียงที่จริงจัง!
“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าทุกคนจะเดาถูก พร์ของเสด็จอาหญิงฉินไม่ธรรมดา เช่นนั้นวันนี้ทุกคนรอดูกันได้เลย!" น้ำเสียงขององค์หญิงฉางผิงเปลี่ยนไป
ใบหน้าของตวนมู่เหยาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “เช่นนั้นเชิญฉินหวังเฟยกล่าวบทกวีหย่งเหมยก่อนสักท่อนดีหรือไม่?”
“ใช่แล้ว ต้องกล่าวออกมาก่อน! เร็วเข้า!” องค์หญิงฉางผิงเร่งเร้าอย่างกระวนกระวาย
ตื่นเต้นเหลือเกิน!
สายตาของทุกคนไม่เคยละจากหานอวิ๋นซี แม้แต่ชายหนุ่มหลายคนที่อยู่ตรงนั้น รวมทั้งหลงเทียนโม่เองก็มองมาเช่นกัน
หานอวิ๋นซีต้องตกที่นั่งลำบากแน่ๆ พูดมาเสียขนาดนั้น มาดูกันว่าตอนนี้นางจะมีจุดจบอย่างไร
แต่ใครจะรู้ หานอวิ๋นซีกลับถามอย่างจริงจังว่า “องค์หญิงฉางผิง เ้าแน่ใจหรือว่า้าให้ข้าท่องก่อน?”
องค์หญิงฉางผิงตกตะลึง จากนั้นพยักหน้า “ต้องมีอะไรไม่แน่ใจด้วยหรือไร เสด็จอาหญิงฉินอย่าอืดอาดยืดยาดเลย ถ้าท่านไม่มีความสามารถ จะมัวอืดอยาดยืดยาดอะไรกัน? ไม่เห็นหรือไรว่าทุกคนรออยู่? ตั้งตารออย่างมาก”
ตวนมู่เหยายิ้มอย่างภาคภูมิใจ “หวังเฟย อย่า...ถ่อมตัวเลย! มาเริ่มกันเถอะ”
หานอวิ๋นซี วันนี้ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมเ้าถึงได้พูดออกมาเช่นนี้!
ผู้ชมเงียบลง ทุกคนกำลังรอคอย ความตึงเครียดในอากาศก็ค่อยๆ หายไป...
อย่างไรก็ตาม หานอวิ๋นซีมองไปที่ตวนมู่เหยาอีกครั้ง “องค์หญิงหรงเล่อเป็แขก ให้นางเริ่มก่อนจะดีกว่า”
ข้ออ้าง! เล่นลิ้นเหลือเกิน!
หานอวิ๋นซี เ้าจบเห่แน่ รู้อยู่แล้วว่าเ้าทำไม่ได้หรอก!
ก่อนที่ตวนมู่เหยาจะได้ตอบ องค์หญิงฉางผิงก็พูดว่า “เสด็จอาหญิงฉิน ท่านนี่ล้อเล่นเก่งจริงๆ องค์หญิงหรงเล่อเป็กวีหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในแผ่นดินใหญ่หยุนคง ได้ตีพิมพ์บทกวีหลายชุด ในหนังสือเรียนของราชบัณฑิตยสถานของเรา รวมไปถึงบทกวีของนาง พวกเราต่างท่องจำได้กันหลายบท แน่นอนว่านางต้องเป็คนสุดท้าย จะให้กล่าวก่อนได้อย่างไร!”
ใบหน้าตวนมู่เหยาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ และไม่ได้ปฏิเสธกับคำพูดเกินจริงขององค์หญิงฉางผิง
หานอวิ๋นซียิ้มแต่ก็เหมือนไม่ยิ้ม ทำไมองค์หญิงฉางผิงถึงไม่บอกว่านางโตมากับการอ่านบทกวีของตวนมู่เหยาล่ะ?
“ไม่เช่นนั้น คุณหนูสวี่เป็คนแรกดีหรือไม่?” หานอวิ๋นซีปฏิเสธอีกครั้งและมองไปที่สวี่หยุนหรง
องค์หญิงฉางผิงรีบพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “เสด็จอาหญิงฉิน นางมีบทกวีเพียงห้าหรือหกบทเท่านั้นที่สามารถรวมอยู่ในกวีนิพนธ์ประจำปี ดังนั้นอย่าให้นางแสดงฝีมือเลย พวกเราไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน”
“เช่นนั้นพวกเ้าใครเริ่มก่อนได้บ้างล่ะ?” หานอวิ๋นซีถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด
องค์หญิงฉางผิงที่มีความสุข นางรู้ว่าหานอวิ๋นซีกำลังร้อนรน จึงแนะนำอย่างใจเย็นว่า “เสด็จอาหญิงฉิน ท่านนั้นคือซางกวนชิง บุตรสาวของซ่างชูกระทรวงพิธี แต่งกลอนได้ั้แ่อายุสามขวบ และอายุเจ็ดขวบมีชื่อเสียงไปทั่วเมืองหลวง ท่านนั้นคือซูอิงเสวี่ย คุณหนูเจ็ดแห่งจวนกั๋วกง บทกวีของนางเป็ที่คุ้นเคยของคนทั่วไปในเมืองหลวง และต้องบอกว่าบทกวีของนาง แม้แต่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังรู้สึกด้อยค่า...”
องค์หญิงฉางผิงเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด “แน่นอน ไม่มีใครสามารถดึงดูดสายตาของฉินอ๋องได้ ไม่ดีเหมือนท่าน ดังนั้นท่านอย่าปฏิเสธ มาท่องบทกวีกันเถอะ!”
หานอวิ๋นซีรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะมีปรมาจารย์มากมายขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม หากองค์หญิงฉางผิงใช้วิธีนี้เพื่อยกระดับตัวเอง และทำให้นางตกต่ำลง เช่นนั้นมันคงเป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่แล้วล่ะ!
นางบิดเอวอย่างเกียจคร้าน กวาดสายตามองทุกคนและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฉางผิง เ้าหมายความว่าพวกนางไม่เก่งเท่าข้า ให้ข้าเริ่มก่อน เพราะพวกนางจะได้ไม่ต้องเสียเวลาใช่หรือไม่?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ทุกคนที่ฟังอยู่ก็ตกตะลึง องค์หญิงฉางผิงถึงกับอ้าปากค้าง หานอวิ๋นซีหมายความว่าอย่างไร? น้ำเสียงเมื่อครู่ก็เสียงดังขึ้น!
“ฉางผิง ใช่หรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอีกครั้ง
องค์หญิงฉางผิงที่ไม่อยากจะเชื่อ แต่นางก็ยังพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “ใช่!”
หานอวิ๋นซี ในเมื่อท่านอยากตาย เช่นนั้นข้าก็จะให้ท่านได้ตายอย่างน่าสมเพชก็แล้วกัน!
หานอวิ๋นซีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นางไม่อยากฟังสตรีมากมายเขียนบทกวีที่นี่จริงๆ
ในเวลานี้ ตวนมู่เหยาไม่สามารถทนได้อีกต่อไปและถามว่า “ที่หวังเฟยหมายถึง คือ้าแข่งขันกับข้าเพียงลำพังอย่างนั้นหรือ?”
ราวกับกลัวว่าหานอวิ๋นซีจะไม่ตอบ นางจึงเลียนแบบน้ำเสียงของหานอวิ๋นซีที่ถามองค์หญิงฉางผิงเมื่อครู่ และถามอีกครั้งว่า “ใช่หรือไม่?”
ใครจะไปรู้ หานอวิ๋นซีไม่ได้คิดด้วยซ้ำ และตอบตรงๆ ว่า “แน่นอน”
นี่มัน…
ตวนมู่เหยาที่ไม่คาดคิด ก็พูดขึ้นทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้า เริ่มเลย!”
อย่างไรก็ตาม หานอวิ๋นซีถอนหายใจเบาๆ และพูดว่า “เฮ้อ ข้าเกรงว่าบทกวีที่ข้าเขียนจะดีมากจนเ้าอายที่จะเขียนมันออกมา ดังนั้นข้าให้โอกาสเ้าเริ่มก่อนได้เลย”
เสียงของนางไม่ดัง แต่ทุกคนได้ยินนางชัดเจน!
สตรีผู้นี้ อวดดีเหลือเกิน!
เรียกได้ว่าเป็ความอวดดีจนถึงขั้นโง่เขลา คิดไม่ถึงว่าจะกล้ายั่วโมโหองค์หญิงหรงเล่อผู้ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็สตรีผู้มีความสามารถได้อย่างไร?
ตวนมู่เหยายืนขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธ จ้องมองหานอวิ๋นซีอย่างเ็าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง สตรีผู้นี้ไม่รู้จักนางเสียแล้ว!
นางทนไม่ได้อีกต่อไปและเรียกชื่อออกไปตรงๆ ว่า “หานอวิ๋นซี วันนี้ถ้าเ้าสามารถเอาชนะข้าได้ ั้แ่นี้เป็ต้นไปข้าจะไม่แต่งบทกวีใดๆ อีก!”
อย่างไรก็ตาม หานอวิ๋นซียังคงตอบโดยไม่ต้องคิดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีปัญหา!”
“เ้า!” ตวนมู่เหยาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อมองไปยังแววตาที่ไร้ความกลัวในดวงตาของหานอวิ๋นซี จู่ๆ นางก็รู้สึกกลัวอย่างอธิบายไม่ได้ แต่นางก็เพิกเฉยมันอย่างรวดเร็ว อย่าว่าแต่เื่ที่สตรีผู้นี้ไม่มีการศึกษาอะไรเลย นางแต่งบทกวีไม่ได้ด้วยซ้ำ แม้ว่าจะทำได้ แต่ก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะนางได้!
“หากเ้าแพ้ ก็ออกจากจวนฉินอ๋องเสีย!” ตวนมู่เหยาพูดทุกคำอย่างเน้นย้ำอย่างมาก ดังก้องไปทั่วผู้ชม
“ตกลง” หานอวิ๋นซีพูดอย่างเฉยเมย ถึงน้ำเสียงจะเบาอย่างมาก แต่ก็ทำให้ทุกคนใอย่างอธิบายไม่ได้
“เ้าเริ่มได้เลย!” ตวนมู่เหยากดดันอย่างหนัก
ครั้งนี้ หานอวิ๋นซีไม่ปฏิเสธ นางจิบชา จากนั้นก็ค่อยๆ ท่องบทประพันธ์ของเหมาเจ๋อตง
“สายลมและสายฝนพัดพาฤดูใบไม้ผลิออกไป และหิมะก็พัดพาฤดูใบไม้ผลิกลับมาอีกครา หน้าผาถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งสูงชัน ทว่าดอกเหมยก็ยังผลิบานอย่างสวยงาม...”
เมื่อท่องมาถึงจุดนี้ ผู้ฟังก็ตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนต่างทึ่งราวกับร่างที่ถูกิญญาพรากออกไป ตั้งใจฟังและรอให้หานอวิ๋นซีพูดต่อ องค์หญิงฉางผิงและตวนมู่เหยามองหน้ากัน พร้อมกับสีหน้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป
หานอวิ๋นซีหยุดชั่วขณะ จากนั้นยิ้มแล้วพูดต่อ “แม้ดอกเหมยจะงดงาม แต่ก็ไม่ได้ประชันความงามกับต้นท้อและต้นพลัม เพียงนำข่าวคราวของฤดูใบไม้ผลิมาให้เท่านั้น เมื่อดอกไม้บนูเาบานสะพรั่ง นางกลับหัวเราะอยู่ใน...พุ่มไม้!”
ทันทีที่นางท่องจบ องค์หญิงฉางผิงก็ตกตะลึง แต่สำหรับตวนมู่เหยา นางรู้สึกเพียงว่าโลกทั้งใบเงียบลงหลังจากคำพูดสุดท้ายของหานอวิ๋นซี “หัวเราะอยู่ในพุ่มไม้” เงียบเสียจนนางได้ยินเสียงเต้นหัวใจของตัวเอง “ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!”
พระเ้า!
นาง...นางหูฝาดไปหรือไม่? นาง...กำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่?
มีกลอนดีๆ แบบนี้อยู่ในโลกได้อย่างไร?
ดีมาก แม้ว่ามันจะมาจากปากของหานอวิ๋นซี นางก็ต้องยอมรับว่ามันดีจริงๆ มันวิเศษมาก!
หย่งเหมย นอกเหนือจากการยกย่องลักษณะของดอกเหมยแล้ว ส่วนใหญ่จะแสดงออกถึงความสูงส่งของกวีและชื่นชมตนเอง อย่างไรก็ตาม บทกวีของหานอวิ๋นซีนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง บรรทัด “เมื่อดอกไม้บนูเาบานสะพรั่ง นางกลับหัวเราะอยู่ในพุ่มไม้” เรียกได้ว่าฆ่าผลงานชิ้นเอกทั้งหมดในไม่กี่วินาที มันแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ความละเอียดอ่อนและความใจกว้าง!
ตวนมู่เหยามองไปที่หานอวิ๋นซีด้วยความไม่เชื่อ และนั่งลงอย่างอ่อนแรงด้วยใบหน้าซีดเซียว
ในขณะนี้ ผู้คนยังคงรู้สึกได้ถึงกวีสองบทนั้นของหานอวิ๋นซี พวกเขาประหลาดใจและใอย่างมาก!
หลังจากเงียบไปนาน ทันใดนั้นหลงเทียนโม่ก็ปรบมือเสียงดัง “ดี! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม! เสด็จอาหญิงฉิน ท่านซ่อนเอาไว้จริงๆ ด้วย ในที่สุดวันนี้ท่านก็ทำให้ทุกคนได้เห็นแล้ว!”
หลงเทียนโม่รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก แม้แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้งบทกวีเมื่อครู่!
คำพูดก็เหมือนคน และบทกวีก็เหมือนคน
สตรีผู้นี้หยิ่งยโสจริงๆ แต่นางก็มีคุณสมบัติพอที่จะหยิ่งยโส
นางเป็สตรีที่แปลกจริงๆ นางยังมีอะไรที่ไม่ได้แสดงออกมาอีกหรือไม่?
