บทที่ 130 จัตุรัสอวี้เ้า
แต่ถึงกระนั้น จัตุรัสอวี้เ้าก็ไม่มีวี่แววว่าจะเงียบเหงาลงเลย นักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังรุมล้อมอยู่รอบๆ ป้ายสาดแสงหยกจารึกวิเศษ พวกเขาต่างกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่างอยู่ หลายคนมีสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจและดีใจ บางคนที่ขมวดคิ้ว ต่างตกอยู่ในอารมณ์ที่หลากหลาย
แม้ว่าสถานที่ต้อนรับที่ตระกูลลู่จัดตั้งขึ้นดูเหมือนจะมีจำนวนคนน้อยมาก แต่ทุกคนก็มีของวิเศษอยู่กับตัวทั้งสิ้น พวกเขาสามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็แต้มสะสมของตระกูลลู่ได้ ทั้งหมดก็เพื่อจะนำมาแลกกับยาอายุวัฒนะ หากไม่ได้ใช้ก็สามารถเก็บไว้หรือโอนย้ายเปลี่ยนมือกันได้ ถึงแม้จะมีคนเข้ามาในบริเวณสถานที่ต้อนรับน้อย แต่ก็มีคนให้ความสนใจที่นี่กันเยอะไม่น้อยเลยทีเดียว
เพราะเหตุแต้มสะสมสามารถโอนย้ายได้ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีของวิเศษอยู่ที่นี่ใช้เซียนหยกที่เก็บออมไว้หรือสิ่งของอื่นๆ มาแลกเปลี่ยนเป็แต้มสะสม จากนั้นก็ทำการเก็บสะสมหรือนำไปแลกเปลี่ยนของกับตระกูลลู่ หรือเปลี่ยนมือขายต่ออีกที สำหรับผู้สูงศักดิ์ของตระกูลใหญ่หรือสำนักหลักที่รีบเดินทางมา แม้ว่าราคาที่คนเหล่านี้เรียกเก็บจะมีราคาแพง แต่ก็ถือว่าประหยัดเวลาและแรงไม่น้อย อีกทั้งยังสะดวกนัก แต่จัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่เพิ่งจะสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน การสะสมแต้มค้าขายประเภทนี้เลยยังมีกิจการที่ไม่ใหญ่โตนัก แม้ว่าจะสามารถเก็บสะสมแต้มได้บ้าง แต่ก็มีปริมาณที่จำกัดอยู่ดี
แต่เป็ไปได้ว่า อาจเพราะมีแรงดึงดูดจากยาอายุวัฒนะของตระกูลลู่ ร่วมด้วยแรงหนุนช่วยจากป้ายสาดแสงหยกจารึกวิเศษจัตุรัสอวี้เ้านี้ ในภายภาคหน้าย่อมต้องครึกครื้นเป็อย่างมากแน่นอน อีกทั้งยังจะนำผลประโยชน์มากมายมาสู่ตระกูลลู่ด้วย
ถึงอย่างไรก็ตาม สำหรับประมุขจินชื่ออวิ๋นของวังเทพอัคคีแล้ว แม้ว่าจะเป็เื่ง่ายดายในการแลกยาอายุวัฒนะ แต่การจะคลายความตึงเครียดระหว่างความสัมพันธ์กับตระกูลลู่นั้น มันไม่สามารถทำได้ที่จัตุรัสอวี้เ้า นอกจากนี้เขาในฐานะประมุขของวังเทพอัคคี ซึ่งเป็หนึ่งในสี่สำนักใหญ่จะวิ่งไปขอแลกยาอายุวัฒนะที่จัตุรัสอวี้เ้า ทำให้เขาทนความอับอายนี้ไม่ได้จริงๆ แต่หากส่งศิษย์ในสำนักมาก็กลัวว่าตระกูลลู่จะทำให้เื่ยุ่งยากมากขึ้นอีก เขาปวดหัวกับทั้งสองเื่นี้ไม่น้อยเลย
อันที่จริง เขายังไม่รู้ว่าหากเขาไปแลกยาอายุวัฒนะ และต่อให้จะนำยาวิเศษไปด้วยมากพอ ที่นี่ก็แลกยาอายุวัฒนะไม่ได้ เพราะหน่วยงานภายในของตระกูลลู่ได้วางแผนรับมือกับกองกำลังต่างๆ ไว้แล้ว เช่นวังเทพอัคคีที่เคยเป็ศัตรูมีเื่ขุ่นข้องหมองใจกับตระกูลลู่มาก่อน แม้เื่ราวจะไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นนั้น แต่ฝั่งนั้นย่อมไม่มีทางขายอายุวัฒนะให้เขาแน่นอน
โชคดีที่เขาพอจะรู้ตัวเองอยู่บ้าง อีกทั้งยังรู้ว่าเื่นี้มีความเป็ไปได้สูงที่จะทำไม่สำเร็จ ดังนั้นจึงตรงไปทีู่เาเทียนฉยงของตระกูลลู่โดยตรง ครั้งก่อนผู้ที่เดินทางมาที่ตระกูลลู่คือจงไท่เหยียนผู้เฒ่าท่านหนึ่งจากวังเทพอัคคี แม้ว่าคนผู้นี้จะไม่ได้ทำให้ตระกูลลู่ขุ่นเคืองใจจนมองหน้ากันไม่ติด เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่พูดอะไร แต่เขากลับทำการเลือกข้างอย่างชัดเจน หากคิดที่จะเปลี่ยนก็คงไม่ง่าย ดังนั้นงานนี้จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะไม่ควรร่วมเดินทางมา
เพื่อแสดงความจริงใจ ครั้งนี้จินชื่ออวิ๋นจึงมาพร้อมกับผู้เฒ่าสองท่านที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนมาขอเข้าพบทีู่เาเทียนฉยงของตระกูลลู่ และคิดอยู่แล้วว่าจะถูกตระกูลลู่ตอกหน้ากลับมากสุดก็คงอับอายและสูญเสียทรัพย์สมบัติ แต่ก็ยังดีกว่าการกลับไปถูกผู้เฒ่าใหญ่เผาจนเป็เถ้าถ่าน
แม้ว่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูจะแปลกใจที่ประมุขวังเทพอัคคีเดินทางมาเยี่ยมตระกูลลู่ด้วยตนเอง เมื่อนึกถึงวังเทพอัคคีที่ได้ช่วยเขาหนิงชุยเฟิงก่อนหน้านี้ใส่ร้ายตระกูลลู่เื่ลอกเลียนแบบยาอายุวัฒนะ ทำให้ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่แสดงสีหน้ารับแขก หากไม่ใช่เพราะผู้เฒ่าสูงสุดพูดเพื่อแก้ไขบรรยากาศในตระกูล องครักษ์หลายคนในที่นี้อยากจะปล่อยประมุขของวังเทพอัคคีผู้นี้ไว้ตรงนี้เสียเลย
เมื่อลู่เหว่ยจุนรู้ว่าประมุขจินชื่ออวิ๋นของวังเทพอัคคีเดินทางมาถึง ก็เข้าใจโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใด นอกจากมาขอยาอายุวัฒนะแล้วคงไม่มีเื่อื่นแน่ๆ แต่เมื่อครั้งก่อนจงไท่เหยียนยืนอยู่ข้างเขาหนิงชุยเฟิง อีกทั้งยังให้การหนุนหลังเขาหนิงชุยเฟิง ก็ถือว่าได้ทำให้ตระกูลลู่ขุ่นเคืองใจแล้ว มาวันนี้ประมุขของวังเทพอัคคีเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่าต้องด้วยเื่ยาอายุวัฒนะ และความแข็งแกร่งที่ผงาดขึ้นมาของตระกูลลู่ เช่นนั้นก็คงจะมาขอคืนดีแน่นอน
แม้ว่าชื่อเสียงของตระกูลลู่จะไม่มีใครเทียบได้ หากนับในแง่ของความแข็งแกร่ง ก็ยังตามหลังเจ็ดตระกูลใหญ่อยู่ดี แต่เพราะกลายมาเป็ผู้ที่มีอิทธิพลเท่านั้น วังเทพอัคคีที่มองเห็นจุดนี้ จึงคิดที่จะมาขอคืนดีทันที เป็ลู่เหว่ยจุนเองที่ยังหาเหตุผลที่จะมาปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ
เื่ราวเมื่อครั้งก่อนถึงแม้มันจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็จะปล่อยไปง่ายๆ เช่นนี้ไม่ได้ มันต้องให้วังเทพอัคคีได้เืตกยางออกกันหน่อยเสียแล้ว เพราะจะว่าไปแล้ว วังเทพอัคคีก็สืบทอดต่อกันมานับพันปี อย่างไรเสียมันก็ต้องมีของดีๆ อยู่บ้างสิ หากได้ของมาไว้ในมือมันก็เป็เื่ที่ไม่เลวเลย อีกทั้งยังสามารถเพิ่มรากฐานให้กับตระกูลลู่ได้อีกด้วย ลู่เหว่ยจุนลอบวางแผนอยู่ภายในใจ
“ให้ผู้เฒ่าใหญ่พาแขกไปที่ห้องโถงรับแขก เดี๋ยวข้าจะตามไปในภายหลัง!” ในฐานะประมุขตระกูลลู่ หากบุคคลสำคัญของตระกูลหรือสำนักอื่นเดินทางมาถึง จะอย่างไรเขาก็ต้องมาต้อนรับด้วยตัวเอง แต่หากตอนนี้เขาออกไปทักทายก่อน ก็จะดูเหมือนว่าตระกูลลู่ใจดีเกินไป ถึงอย่างไรก็ต้องวางมาดไว้ก่อน
เขามาถึงห้องโถงรับแขกก่อน และในขณะที่กำลังนั่งลง ก็มีเสียงพูดคุยกันดังมาจากภายนอกรวดเร็วจนทำให้ลู่เหว่ยจุนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
เขาที่เพิ่งจะยืนขึ้นและเดินไปได้สองก้าว ก็มีเงาของร่างหนึ่งปรากฏที่หน้าประตู ผู้หนึ่งเป็บุรุษร่างใหญ่ที่สวมเสื้อคลุมสีแดงที่มีสัญลักษณ์เปลวไฟเจ็ดสีติดอยู่เดินเข้ามา
และยังไม่ทันที่ลู่เหว่ยจุนจะได้เอ่ยปากพูด บุรุษร่างใหญ่ผู้นั้นก็หัวเราะเสียงดัง กุมมือคารวะทำความเคารพ และพูดอย่างเป็ธรรมชาติว่า “คารวะประมุขตระกูลลู่ ก่อนหน้านี้ทำให้ขุ่นเคืองด้วยเหตุผลบางอย่าง ประมุขตระกูลลู่โปรดอภัยให้ด้วย เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์เลยทำให้ตาบอด ทำให้ประมุขลู่ หัวเราะเยาะแล้ว!”
ในฐานะประมุขของวังเทพอัคคีที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าตระกูลลู่นัก ยอมรับความผิดทันทีที่เดินเข้าประตูมา ทำให้ลู่เหว่ยจุนที่เตรียมการตอบโต้ไว้มากมายถึงกับพูดอะไรไม่ออก แม้ว่าการล่วงเกินกันของทั้งสองตระกูลไม่สามารถลบล้างด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคนี้ แต่อย่างน้อยหากดูผิวเผิน บรรยากาศก็มีความกลมกลืนกันมากขึ้น
“ประมุขจินเกรงใจเกินไปแล้ว ชื่อเสียงและความมั่งคั่งต่างๆ ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่หนีพ้น? จะว่าไปแล้วประมุขก็ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเพียงเพียงผู้เดียว ทุกคนเข้าใจดี เพราะสถานการณ์ต่างกัน มันก็เป็เื่ปกติจะทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น!” ลู่เหว่ยจุนหยุดไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะยิ้มจางๆ และสะสางปัญหาคาใจกันเื่นี้ ส่วนจะสะสางปัญหากันได้จริงหรือไม่นั้น มันก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจินชื่ออวิ๋นจะจัดการอย่างไรกับเื่ต่อจากนี้ อย่างไรเสียก็ใช่ว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้เพียงเพราะพูดคำดีๆ ไม่กี่ประโยค
ลู่เหว่ยจุนในเวลานี้ก็เปิดใจกว้าง เขายิ้มและพูดขึ้นว่า “เชิญ!”
เมื่อแขกและเ้าบ้านนั่งลง จินชื่ออวิ๋นรีบก็พูดเข้าประเด็นถึงเหตุผลที่มาทันที แม้ว่าผู้เฒ่าใหญ่จะบอกเขาว่าไม่จำเป็ไปสนใจเื่ความมั่งคั่งและสมบัติพวกนั้นแล้ว แต่เขาก็ยังหวังว่าจะลดการสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดลงได้
“คิดว่าประมุขตระกูลลู่น่าจะรู้จุดประสงค์ที่ข้าเดินทางมาครั้งนี้แล้ว ข้ายินดีที่จะซื้อยาวิเศษของตระกูลลู่ในราคาที่สูงกว่าหนึ่งเท่าตัวหรือเทียบเท่า เพื่อแลกกับยาชิง์น้อยสี่เม็ด สำหรับราคาที่สูงกว่าหนึ่งเท่าตัวนั้นถือซะว่าเป็คำขอไถ่โทษจากวังเทพอัคคีของเราแล้วกัน!”
ลู่เหว่ยจุนชักสีหน้าเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้พูดอะไร รู้อยู่แก่ใจว่า ที่วังเทพอัคคีมาซื้อยาชิง์น้อยครั้งนี้คืออีกเื่หนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือมาที่นี่เพื่อจะมาขอคืนดีกับตระกูลลู่
เวลานี้ คนรับใช้ก็นำน้ำชาวิเศษเข้ามาเสิร์ฟ ลู่เหว่ยจุนจึงไม่ได้ตอบกลับจินชื่ออวิ๋น และหลังจากที่ยกชาขึ้นจิบแล้ว ถึงได้กล่าวออกมา “ตระกูลลู่ของเราใช่ตระกูลที่ชอบเรียกร้องเอาผลประโยชน์ของผู้อื่นที่ไหนกัน ประมุขจินดูแคลนตระกูลลู่ต่ำเกินไปหน่อยแล้ว ที่จัตุรัสอวี้เ้าน่าจะยังมียาชิง์น้อยอยู่อีกหลายเม็ด หากส่งคนไปตอนนี้ น่าจะยังแลกมาได้อยู่ หากเพราะเื่เล็กน้อยนี้เท่านั้น แล้วประมุขจินต้องลำบากเดินทางมาไกล ตระกูลลู่ต้องขออภัยด้วยจริงๆ!”
จินชื่ออวิ๋นหัวเราะเบาๆ หากเป็ผู้อื่น เขาก็ไม่มีความจำเป็ต้องเดินทางที่นี่เพื่อพบกับประมุขตระกูลลู่เลย แต่มุ่งหน้าตรงไปที่จัตุรัสอวี้เ้าเพื่อแลกยาอายุวัฒนะกลับไปก็จบ แต่ตอนนี้เมื่อประมุขตระกูลลู่พูดเช่นนี้ หากเขาเชื่อก็ดูจะไร้เดียงสาเกินไป แม้ว่าครั้งก่อนจะไม่ได้ทำอะไรกับตระกูลลู่ แต่ก็มีความไม่เป็มิตรและมีผลประโยชน์มาเกี่ยวพัน ถึงได้ตัดสินใจหนุนหลังเขาหนิงชุยเฟิงเช่นนั้นไป แล้วจะซื้อยาอายุวัฒนะมาง่ายดายได้อย่างไร เชื่อเลยว่าแปดสิบส่วนหากตัวเองส่งคนไปถึงที่นั่น ยาชิง์น้อยคงขายหมดแล้วพอดี!
แต่ครั้งนี้ได้สาบานไว้ต่อหน้าผู้เฒ่าใหญ่ หากกลับไปมือเปล่า เช่นนั้นคงได้ซวยกันจริงๆ เวลานี้ แม้ว่าจะรู้ว่าตระกูลลู่้าราคาสูงลิบลิ่ว เขาก็คงต้องยอมกล้ำกลืนทนความลำบากและความเ็ป
“สามสิบส่วน!” จินชื่ออวิ๋นกัดฟันพูด แต่รู้สึกว่ามีเืหยดในใจแล้ว เพราะที่รู้กันยาชิง์น้อยของตระกูลลู่หนึ่งเม็ดมีมูลค่าอยู่ที่สิบแต้ม ในขณะที่หยดแดงหมื่นปีเพียงหยดเดียวมีมูลค่าเพียงแต้มเดียวเท่านั้น ที่เพิ่มมาให้สามสิบส่วนนั้นหมายความว่าผู้อื่นจ่ายที่สิบแต้มสำหรับยาชิง์น้อยหนึ่งเม็ด แต่ในขณะที่วังเทพอัคคีต้องจ่ายสิบสามแต้ม ต่อให้วังเทพอัคคีจะเป็ตระกูลที่ค่อนข้างจะร่ำรวย แต่นำสมบัติล้ำค่าออกมามากมายเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกปวดใจอยู่ไม่น้อย
“ประมุขจินหมายความว่าอย่างไร? ทรัพย์สมบัติที่วังเทพอัคคีมีคงไม่มาสนใจของวิเศษเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้หรอกนะ หากช้าไปสักพัก ยาชิง์น้อยในจัตุรัสอวี้เ้าคงหมดแน่!”
สำหรับคนอื่นๆ แล้วคำพูดเหล่านี้ฟังดูเหมือนกำลังคิดถึงตัวเอง แต่เมื่อจินชื่ออวิ๋นได้ยินกลับตีความไปว่า “วังเทพอัคคีของเราร่ำรวยถึงเพียงนี้ ก็เพียงของวิเศษน้อยนิดเท่านั้น ประมุขตระกูลลู่จะขี้เหนียวกันไปด้วยเหตุใด หากเ้านำออกมาให้ได้เพียงเท่านี้ ยาชิง์น้อยนี้เ้าคงหาซื้อไปไม่ได้แล้วแน่นอน!”
“ห้าสิบส่วน!” เวลานี้ จินชื่ออวิ๋นไม่ได้รู้สึกเืตกในแล้ว แต่แทบจะกระอักเืออกมาแล้ว
ลู่หงเซิ่งมีสีหน้าแปลกๆ เนื่องจากการเจรจาแปลกๆ เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าท่าทีตอนที่จินชื่ออวิ๋นเสนอขึ้นราคาทีละน้อย แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกปวดใจแทนจินชื่ออวิ๋น นี่มันไม่ใช่เงินทอง หรือเซียนหยก แต่มีสมบัติและของวิเศษทุกชนิดที่หายาก! การเก็บสะสมของพวกนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนหรือจำนวนเงินที่มี แต่อาศัยการสะสมเวลา สะสมทีละเล็กทีละน้อย ใช้เวลาทีละนิด
“อนิจจา กว่าตระกูลลู่หลอมยาชิง์น้อยออกมาได้สักเตาต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย ไม่แปลกใจเลยที่สหายจินจะไม่เข้าใจ เอาเช่นนี้แล้วกัน ข้ายังพอมีอยู่ในคลังที่นี่อีกหนึ่งเม็ด เพื่อเห็นแก่ความจริงใจของสหายจิน จะให้เ้าแลกแล้วกัน!” ลู่เหว่ยจุนวางถ้วยชาลงด้วยสีหน้าจำใจ
จินชื่ออวิ๋นมีสีหน้าที่แทบบึ้งตึงอยู่แล้ว ตัวเองขึ้นราคาให้จนถึงขั้นนี้แล้ว แต่ตระกูลลู่กลับขายให้ตัวเองเพียงเพียงเม็ดเดียว แต่เขา้าอย่างน้อยสี่เม็ดนะ! มาซื้อยาชิง์น้อยของตระกูลลู่ราคาแพงขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้เตรียมยาสำรองไว้ให้ตัวเองสักสองเม็ดหน่อยเลยหรืออย่างไร?
ใจของจินชื่ออวิ๋นที่คิดว่าจะโดนกดราคาตอนที่มาก็สงบลง หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็กลั้นใจต่อความโกรธที่จะตวาดด่าลู่เหว่ยจุนไว้และพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า “อย่างน้อยแปดเม็ดแล้วกัน ข้าให้เพิ่มได้อีกสองเท่า นี่เป็เส้นฟางสุดท้ายที่วังเทพอัคคีจะให้ได้แล้ว!”
“แปดเม็ดมันมากเกินไป หากห้าเม็ดข้าพอจะตัดสินใจเองได้ หลังจากเหตุการณ์นี้ความขัดแย้งใจกันระหว่างวังเทพอัคคีและตระกูลลู่ก็ถือว่าให้แล้วต่อกัน!” เวลานี้ลู่เหว่ยจุนเองก็ไม่แสร้งทำเป็พ่อค้าหน้าเือีกต่อไป แต่เขากลับพูดอย่างใจเย็น และตรงไปตรงมา
“งั้นก็หกเม็ดแล้วกัน คิดว่าสหายลู่คงใส่ใจกับยาหนึ่งเม็ดนี้แล้ว! มีผู้คนมากมายในเทียนตูมาแลกเปลี่ยนยาอายุวัฒนะกับตระกูลลู่ ในไม่ช้าตระกูลลู่ก็น่าจะรวบรวมยาวิเศษพอสำหรับยาชิง์น้อยเตาหลอมหนึ่งได้แล้ว!” จินชื่ออวิ๋นสูดลมหายใจยาว และในที่สุดก็รอจนกระทั่งลู่เหว่ยจุนยอมผ่อนปรน แม้ว่าจะยังรู้สึกเืกระอักอยู่แล้ว แต่ในที่สุดก็มีช่องว่างให้เขาได้หายใจเสียที
