บทที่ 129 เดิมพัน
เถาองุ่นในลานบ้านเต็มไปด้วยใบเขียวขจี กลิ่นหอมฝาดขององุ่นเขียวลอยเข้าจมูก
สวี่จือจือยืนใต้เถาองุ่นเงยหน้ามององุ่นที่หนาแน่น้าอย่างตั้งใจ “เมื่อวานเจอองุ่นใสลูกหนึ่ง หวานมาก ความจริงมีลูกที่สุกแล้วนะ”
ลู่จิ่งซานยิ้มจางๆ มองเธอ “งั้นลองหาดูอีก”
“จริงนะ” เด็กสาวมองเขาด้วยดวงตากลม “องุ่นนี่หวานมาก คุณไม่เชื่อก็ช่าง”
“ผมเชื่อ” ลู่จิ่งซานพูด
ฮึ่ม สวี่จือจือกลอกตา ตั้งใจหาองุ่นใสใต้เถา
“เจอแล้ว”
“อ๊า…”
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องดังมาจากหน้าประตู ทำสวี่จือจือใจนเผลอบีบองุ่นใสที่หายากในมือแตก
สวี่จือจือมองน้ำองุ่นในมืออย่างช่วยไม่ได้
ลู่จิ่งซานกำมือว่างไว้ที่ปาก กระแอมไอสองทีกลบรอยยิ้มที่มุมปาก
“อันฉินคนนี้เป็บ้าอะไรอีก!” สวี่จือจือโมโห
วินาทีต่อมาประตูบ้านก็ถูกผลักจากข้างนอก ลู่ซืออวี่ที่ปกติสุขุมวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น แล้วจับแขนสวี่จือจือ “พี่จือจือ ฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว!”
“จริงเหรอ?” สวี่จือจือได้ยินข่าวนี้ก็ดีใจ
พูดตามตรง ่นี้เธอรอข่าวนี้อยู่ตลอด บางทีอ่านหนังสืออยู่ก็ยังเสียสมาธิ
“คราวนี้พวกเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยกันได้แล้ว” ลู่ซืออวี่พูดด้วยความตื่นเต้น
พูดจบเสียงหัวเราะเยาะดังจากหน้าประตู
ประตูไม่ได้ปิด อันฉินกับยุวปัญญาชนหลายคนเดินผ่านได้ยินเสียงลู่ซืออวี่พอดี อันฉินยิ้มเยาะ “ได้ยินว่าบางคนยังเรียนไม่จบประถมด้วยซ้ำ จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ? คิดว่าเป็การเล่นขายของงั้นเหรอ?”
นั่นมันสอบมหาวิทยาลัยนะไม่ใช่ทำธุรกิจ คิดว่าพูดปากเปล่าก็สำเร็จเหรอ?
่นี้ร้านซาลาเปาของอันฉินกิจการดีขึ้น หลังเริ่มยืดตรง แถมโจวเป่าเฉิงไม่รู้ไปหาทีวีขาวดำมาจากไหน กลายเป็คนดังหมู่บ้านผานสือทันที
เที่ยงนี้ยุวปัญญาชนหลายคนมารวมตัวดูทีวีที่บ้านเธอแล้วเห็นข่าวฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในทีวี
ยุวปัญญาชนหลายคนกรีดร้องตื่นเต้นทันที
ทุกคนคิดจะรีบไปบอกคนอื่นๆ อันฉินก็ดีใจ ตามยุวปัญญาชนกลับศูนย์พักด้วยกัน ผลลัพธ์คือพอผ่านบ้านตระกูลลู่ได้ยินเสียงลู่ซืออวี่พอดี
ว่ากันว่าลู่ซืออวี่เรียนเก่ง เป็นักเรียนมัธยมปลาย สองปีนี้ก็ไม่ทิ้งหนังสือ
แต่ว่าสวี่จือจือคือใคร?
ตัวซวยที่เกือบฆ่าแม่ตัวเอง คนที่เรียนประถมแค่ไม่กี่วัน ยังอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
คิดว่ามหาวิทยาลัยเปิดให้อีกฝ่ายเหรอ?
สวี่จือจือกลอกตา ไม่สนใจอีกฝ่าย
“ทำไมสหายสวี่จะสอบไม่ได้?” เมิ่งไห่หยางที่อยู่ในกลุ่มยุวปัญญาชนวันนี้ได้ยินคำอันฉินก็โมโห “ถ้าสหายสวี่สอบมหาวิทยาลัยไม่ได้ ฉันบอกเลยว่าประชาคมชีหลี่ของพวกเราจะไม่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเลยสักคน”
โง่เขลา ไม่รู้จริง!
สมัยก่อนเขาก็คิดเหมือนคนพวกนี้ว่าสวี่จือจือเรียนไม่จบประถม ตอนแรกที่รู้ว่าเธอไปสอนหนังสือ ยังรู้สึกว่าเสียอนาคตเด็ก
ตอนอันฉินพูดแบบนั้นเขายังเห็นด้วย ไปประชาคมด้วยกัน
แต่หลังจากนั้นล่ะ? ถูกตบหน้าไม่หยุด
ตอนแรกเขาคิดว่าสวี่จือจือเก่งแค่ภาษาและคณิตศาสตร์ แต่ไม่นึกว่าวันนั้นเขาไปยืมหนังสือฟิสิกส์จากเธอเพราะปัญหาบางอย่าง
บันทึกในนั้นทำให้เมิ่งไห่หยางช็อก
เขาถือหนังสือเล่มนั้นเหมือนสมบัติล้ำค่า เขาอ่านอย่างระมัดระวัง แล้วจดบันทึกตาม
อาจเป็ของคนอื่น?
เขาเคยยืมหนังสือสวี่จือจือ เห็นลายมือเธอ บันทึกนั้นถ้าไม่ตาบอดก็รู้ว่าเธอเขียนเอง
แถมเธอยังเก่งสรุป
จุดยากๆ กลายเป็ง่ายในสรุปของเธอ บางจุดที่เขาไม่เข้าใจ พอดูบันทึกเธอก็เหมือนเข้าใจทันที
ความรู้เชื่อมโยงกัน เขาไม่ต้องถามก็รู้ว่าวิชาอื่นของสวี่จือจือต้องทำได้ดีแน่
สมัยก่อนเมิ่งไห่หยางคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ตอนนี้ถึงรู้ว่าตัวเองคับแคบแค่ไหน
“เมิ่งไห่หยาง” อันฉินไม่นึกว่าคนแรกที่ค้านจะไม่ใช่สวี่จือจือหรือคนตระกูลลู่ แต่เป็เมิ่งไห่หยางที่เคยชอบเธอ เธอรับไม่ได้ “นายรู้ไหมว่าพูดอะไรอยู่?”
“ถ้าคนที่เรียนประถมยังไม่จบอย่างหล่อนสอบติดมหาวิทยาลัยล่ะก็ ฉัน…ฉันจะ…”
“เธอจะยังไง?” มีคนพูดเสียงเรียบ
“ฉันจะแสดงกินอึต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน” อันฉินพูดด้วยความโมโห
พอกลับมามีสติถึงรู้ว่าคนพูดคือสวี่จือจือก็ยิ่งโมโห “ถ้าเธอสอบไม่ติดล่ะ?”
สวี่จือจือมองอีกฝ่ายเบาๆ เธอไม่ตอบ แต่เช็ดมืออย่างสง่างาม
“เฮอะ” อันฉินเห็นแบบนั้น รอยยิ้มเยาะแทบลอยขึ้นฟ้า “พูดใหญ่โตใครทำไม่เป็กัน? คิดว่าตัวเองเป็หัวหอมจริงๆ!” เธอพูดเบาๆ
“ไอ๊หยา” สวี่จือจือยิ้ม “ที่แท้เธอก็เป็หอมมาตลอดเหรอ? หอมใหญ่ หอมเล็ก หรือหอมฝรั่งล่ะ?”
อันฉิน “…”
“เดิมพันเหรอ?” เธอตบมือ “ฉันน่ะ กลัวบางคนมาเล่นอันธพาลอีก หนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามแขวนคอ ก็ไม่ใช่ไม่เคยทำ”
“ฉันไม่ทำ” อันฉินพูด “ฉันว่าเธอไม่กล้ามากกว่า”
“เธอไม่ทำ?” สวี่จือจือยิ้ม “คำโกหกเธอมีน้อยนักเหรอ?” เธอพูดจบก็โบกมือรำคาญ “ไปได้แล้ว อย่ามาจ้อกแจ้กจอแจที่นี่ น่ารำคาญแทบตายแล้ว”
อันฉินโมโหแทบตาย “ไปหาหัวหน้ากองงานและเลขาธิการ ให้ทุกคนมาเป็พยาน”
“ไปเร็ว” สวี่จือจือพูดรำคาญ
“สวี่จือจือ ฉันรู้ว่าเธอกลัว” อันฉินพูด
“ฉันกลัวอะไร?” สวี่จือจือพูด “แถมดูเธอกินอึ? อี๋ ไม่นึกว่าเธอจะมีรสนิยมแปลกๆ ฉันยังขยะแขยงเลย”
“เธอน่ะสิรสนิยมแปลก” อันฉินโมโหแทบะเิ “งั้นฉันเอาร้านซาลาเปามาเดิมพัน ถ้าเธอสอบติด ร้านซาลาเปาเป็ของเธอ ถ้าเธอสอบไม่ติด ร้านซาลาเปาเธอจะเป็ของฉัน”
“จุ๊ๆ…” สวี่จือจือยังคงส่ายหน้า “คิดว่าฉันโง่เหมือนเธอเหรอ? ร้านฉันกิจการดีแค่ไหน ร้านห่วยๆ ของเธอ ให้ฟรีฉันยังไม่เอาเลย”
“หน้าร้านฉันเป็ของฉันเอง” อันฉินพูด “ถึงตอนนั้นฉันให้ทั้งหน้าร้านด้วย”
“ฉันรู้ว่าร้านเธอเช่ามา” ไม่รอสวี่จือจือพูด เธอก็พูดต่อ
“อันนี้…” สวี่จือจือลำบากใจ “ถ้าฉันไม่ตกลง ก็ดูเหมือนว่าฉันกลัวเธอ ถ้าตกลง สหายยุวปัญญาชนทุกคนช่วยตัดสินให้หน่อยนะ เื่ในวันนี้ฉันถูกบังคับจนต้องรับปาก”
เหล่ายุวปัญญาชนพยักหน้า
แน่นอน พวกเขาตาไม่บอด ทุกหมดนี้อันฉินเป็ฝ่ายรบเร้า
“งั้นเซ็นสัญญาเลย ดีที่ทุกคนเป็คนมีการศึกษา ช่วยเป็พยานให้ด้วย” สวี่จือจือยิ้มพูด
“ตกลง” เมิ่งไห่หยางพูด
.............................