ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เมื่อใกล้ถึงเวลาต้องเข้าประชุม เจียงหยวนไม่ลืมเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้น ในยามค่ำคืนที่ผ่านมาต่อบิดาและมารดา ก่อนจะบอกกับมารดาว่าอวี้จิ่นคงจะตื่นสาย เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ทำให้นางกลับมาถึงจวนปลายยามอิ๋นแล้วนั่นเอง
จางฮูหยินเข้าใจในสิ่งที่บุตรชายบอกกับตน หลังจากยืนส่งสามีและบุตรชายออกจากจวน จึงไม่ลืมกำชับมู่เสียให้ดูแลเื่สำรับอาหาร เตือนแม่ครัวว่าสำรับของอวี้จิ่นต้องอุ่นอยู่เสมอ
ด้านใต้เท้าถงก็กลับถึงจวนเกือบถึงยามเหม่าเช่นกัน ภายหลังรับตัวคนร้ายอย่างเจิงจิ้นสือกับไช่จิงซือขังคุกไว้ ตัวของใต้เท้าถงจึงจัดการเื่หลักฐาน และการสรุปเื่ราวที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมถวายต่อฮ่องเต้ยังท้องพระโรงกับการประชุมในวันนี้
ขุนนางทุกตำแหน่งที่เคยขาดถูกแต่งตั้งจากฮ่องเต้ โดยผ่านการพิจารณาคัดกรองจากฟู่กั๋วกง ที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัย และยามนี้มีขุนนางบางคนกำลังพยายามอย่างมาก กับการคิดหาข้อแก้ต่างต่อเื่ที่จะถูกพูดถึง ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมที่ตนเป็ผู้รับผิดชอบ
“วันนี้นอกจากเจิ้นจะรับฟังปัญหาจากพวกท่านแล้ว ยังมีเื่สำคัญอีกหนึ่งเื่ที่ต้องบอกให้พวกท่านได้ทราบ อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้จะมีคณะทูตจากแคว้นต้าเหลียนมาเยือน”
เื่นี้ฮ่องเต้เพิ่งจะทรงทราบเมื่อไม่กี่วันก่อน จากเ้ากรมการทูตของแคว้นจ้าว นอกจากต้องเตรียมการต้อนรับ ยังต้องระมัดระวังว่าแคว้นต้าเหลียนจะมีแผนการอันใดซุกซ่อนไว้หรือไม่
“ฝ่าา แคว้นต้าเหลียนและแคว้นจ้าวทำสัญญาสงบศึกไว้สิบปี หรือเป็เพราะใกล้จะครบเวลาตามสัญญา แคว้นต้าเหลียนอาจมีแผนการบางอย่างมาด้วยแน่พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เจียงมีความคิดเห็นคล้ายฮ่องเต้ในเื่นี้
“เื่นั้นเจิ้นเองก็คิดว่ามีความเป็ไปได้เช่นกัน ความเคลื่อนไหวของแคว้นต้าเหลียนยามนี้ไม่อาจมองข้ามได้ รบกวนแม่ทัพใหญ่สั่งแม่ทัพนายกองที่ประจำอยู่ชายแดน ช่วยระแวดระวังมีการตรวจตราที่เข้มงวดเพิ่มด้วยก็แล้วกัน” หากไม่มีเื่ภัยาก็แล้วไป อย่างน้อยการเฝ้าระวังไว้ก่อนย่อมเป็เื่สมควรทำ
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” แม้ยังไม่แน่ใจแต่แม่ทัพใหญ่เชื่อเกินครึ่ง ว่าแคว้นต้าเหลียนไม่ได้มาดีแน่
“อืม ส่วนเื่การเตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับครั้งนี้ มอบให้กรมพิธีการเป็ผู้รับผิดชอบ อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาดได้ เรือนรับรองควรส่งคนไปทำความสะอาดได้แล้ว ที่สำคัญเื่อาหารให้พ่อครัวแม่ครัวในวังหลวง ช่วยกันรังสรรค์รายการอาหารใหม่ ๆ ออกมาเพื่อใช้ในงานนี้สักสองสามรายการ” มีแต่อาหารเดิม ๆ ฮ่องเต้เองก็ทรงเบื่อไม่ต่างกัน
“กระหม่อมฟางซือเค่อรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” เื่เก่ายังไม่ได้พูดถึง เื่ใหม่ตกลงบนศีรษะอีกเื่หนึ่งแล้ว
“หึ ใต้เท้าถง” ฮ่องเต้ตรัสด้วยเสียงเรียบนิ่ง แต่ทุกคำที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยอำนาจ
“เจิ้น้ารู้เื่ราวของการลอบสังหารตระกูลเหลียง ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานนี้มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่”
ใต้เท้าถงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมด้วยความเคารพ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่น
“ทู่ลฝ่าา เื่ที่ตระกูลเหลียงถูกลอบสังหารในยามวิกาล มีเป้าหมายคือการทำลายทุกชีวิตที่อยู่ในจวน เหตุเกิดจากบุตรสาวคนรองของอดีตผู้ช่วยกรมขุนนางฉือไป่หาน นางหลงรักรองเ้ากรมอาญาเหลียงครั้งยังเป็บัณฑิต และไม่สมหวังในรักแม้จะร้องขอเป็เพียงอนุภรรยา รองเ้ากรมเหลียงก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ด้วยไม่้าให้องค์หญิงสามต้องเสียพระทัย คุณหนูรองฉือหายไปจากเมืองหลวงสามปี และกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ในงานครบรอบวันเกิดของคุณชายน้อยเหลียงเื่ราวต่อจากนั้น ก็เป็ดั่งที่พระองค์ทรงทราบว่าเกิดอุบัติเหตุ กับคุณชายน้อยเหลียงจนนอนเป็เ้าชายนิทราอยู่เกือบครึ่งปี กระทั่งได้รับการช่วยเหลือจากคุณหนูเจียงบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ คุณชายน้อยจึงฟื้นกลับมาได้อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงเงียบพระเนตรคมเข้มจับจ้องมองตรงไปยังใต้เท้าถง พระองค์ครุ่นคิดก่อนที่จะตรัสต่อไป
“แล้วเหตุใดถึง้าฆ่าล้างตระกูลเหลียง?”
ใต้เท้าถงสบตากับฮ่องเต้สั้น ๆ ก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง และเป็เหลียงจือเจินก้าวออกมาตอบกับฮ่องเต้แทนใต้เท้าถง
“ทูลฝ่าา สาเหตุของเื่นี้เป็เพราะคุณหนูรองฉือ มีความมั่นใจว่าสิ่งที่นางแสดงออกทุกครั้ง ที่ได้เจอบุตรชายของกระหม่อม จะทำให้ตกหลุมรักนางได้ไม่ยาก แต่ไม่ว่าอย่างไรบุตรชายของกระหม่อม มิเคยมีใจให้นางแม้แต่น้อย ดังนั้นความรู้สึกผิดหวังที่ถาโถมและความอิจฉาริษยา นางไม่้าให้คนที่ทั้งรักทั้งเกลียดมีความสุข จึงได้ทำให้ครอบครัวหนึ่งต้องเ็ปด้วยการทำร้ายเด็กตัวเล็ก ๆ ให้นอนรอความตายอยู่ทุกวี่วัน ครั้นได้คุณหนูเจียงช่วยเหลือ จนหลานชาย
ของกระหม่อมฟื้นจากการหลับใหล ซึ่งใต้เท้าฟู่รวมถึงใต้เท้าถงและใต้เท้ากวนได้คาดการณ์ไว้ว่า เมื่อนางรู้ว่าหลานชายกระหม่อมฟื้นขึ้นมา ไม่มีทางที่นางจะยอมรามือ เหตุการณ์ลอบสังจึงเกิดขึ้นดังที่พระองค์ทรงทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ เป็แค่บุตรสาวขุนนางขั้นห้า แต่การกระทำช่างมองข้ามอำนาจของเจิ้นเสียจริง?” ฮ่องเต้ตรัสอย่างแ่เบาก่อนจะหันสายตาไปยังขุนนางอื่น ๆ ที่ยืนอยู่
“ยามนี้จับตัวนางได้หรือยัง แล้วครอบครัวของนางเล่าได้จัดการอย่างไรไปบ้าง?”
เสียงกระซิบดังขึ้นในท้องพระโรง ขุนนางหลายคนหันไปปรึกษาด้วยความใ พวกเขาไม่คิดว่าฉือตานถิงจะมีความกล้า สร้างเื่เลวร้ายในเมืองหลวงได้ถึงเพียงนี้ ขณะที่ใต้เท้าถงและใต้เท้ากวนยังคงยืนอยู่ในท่าทางสงบเช่นเดิม
“ใต้เท้าถง” ฮ่องเต้ทรงเรียกอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงของพระองค์แฝงความเยือกเย็นที่น่าหวาดกลัว
“ทูลฝ่าา กระหม่อมได้นำเ้าหน้าที่ไปจับกุมตัวคุณหนูรองฉือ ภายหลังได้รับการรายงานที่จวนตระกูลฉือ และนำตัวกลับมาลงโทษปะาชีวิตทันที ในส่วนของครอบครัวตระกูลฉือ ทุกคนที่รับราชการเป็ขุนนาง ถูกปลดเป็สามัญชนตามพระกระแสรับสั่ง ที่ฝ่าาได้ทรงมอบไว้ให้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” การตอบฮ่องเต้ครั้งนี้ของใต้เท้าถงยิ่งทำให้เกิดเสียงฮือฮา ยิ่งกว่าการรู้สาเหตุของการลอบสังหารเสียอีก
“ดีมาก เมืองหลวงมิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะมาแสดงอำนาจได้ เป็ขุนนางอย่าได้นำอำนาจไปใช้ในทางที่ผิด เมื่อใดที่เจิ้นได้รับรายงานจะมีการตรวจสอบทันที หากพบว่ามีความผิดจริงมีโทษปะาสถานเดียว เข้าใจหรือไม่!” ฮ่องเต้กล่าวเตือนกับขุนนางทั้งหลายที่ยืนอยู่หน้าพระพักตร์ด้วยเสียงที่ทรงพลัง
“พวกกระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้กวาดสายตามองขุนนางที่โค้งตัวคำนับ รับพระกระแสรับสั่งด้วยสายพระเนตรที่ไม่เชื่อกับการตอบรับนี้
“ยังมีเื่อื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
ครานี้เป็ฟู่หลงเหยียนที่ก้าวออกไป เพื่อถวายรายงานเื่ของสำนักพยากรณ์ รวมถึงรายงานจำนวนเงินที่คนของตนนับจนถึงเช้า เมื่อใต้เท้าฟางเห็นฟู่หลงเหยียนก้าวออกไปใจก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว
“ฝ่าากระหม่อมฟู่หลงเหยียนหัวหน้าสำนักตรวจสอบ มีเื่สำคัญต้องกราบทูลถวายรายงานต่อพระองค์ เพื่อพิจารณาลงโทษขุนนางที่กระทำผิดอย่างร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม ใต้เท้าฟู่เ้า้ารายงานความผิดของผู้ใดรึ เ้ามิได้แจ้งไว้กับเจิ้นก่อนลงมือใช่หรือไม่?” เื่นี้ฮ่องเต้ไม่ทรงทราบจริง ๆ
“พ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากเื่นี้เกี่ยวเนื่องมาจากคดีลอบสังหารตระกูลเหลียง ซึ่งสำนักพยากรณ์ภายใต้การดูแลของใต้เท้าเจิง ร่วมมือกับคุณหนูรองฉือ เื่การหลอกลวงทำนายดวงชะตา เมื่อคุณหนูเจียงซึ่งมีความสามารถด้านนี้เช่นกัน ได้ทำนายดวงชะตาของคุณชายน้อย กลับแตกต่างจากสำนักพยากรณ์โดยสิ้นเชิง เมื่อรู้เช่นนี้ใต้เท้าเจิงเกรงว่าชาวบ้านจะหมดศรัทธา จึงส่งลูกน้องคนสนิทไปลอบสังหารคุณหนูเจียงเช่นเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้เท้าฟู่เ้าคงไม่ได้หมายความว่า แม้แต่การทำนายหรือทำพิธีอันเป็มงคลต่าง ๆ เจิ้นก็ถูกสำนักพยากรณ์หลอกลวงด้วยเช่นนั้นรึ” ฮ่องเต้ทรงนึกถึงเื่ที่เคยมอบหมายให้สำนักพยากรณ์ ทำพิธีขอความเมตตาจาก์เพื่อประทานให้เกิดฝนตก แต่จนป่านนี้ทางทิศประจิมยังคงแห้งแล้งอยู่เช่นเดิม
“เป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” ฟู่หลงเหยียนไม่จำเป็ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา
“ปัง!! บัดซบ!! สำนักพยากรณ์ก่อตั้งมานานเหตุใดถึงเป็เช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าฟู่เ้าจงเล่ามาเจิ้น้ารู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด”
“เพราะใต้เท้าเจิงมองเห็นลู่ทางในการหาเงิน จึงร่วมมือกับไช่จิงซือผู้ได้ชื่อว่าเรียนรู้การทำนายดวงชะตา จากบรรดานักพรตเต๋า และเป็ใต้เท้าเจิงที่เชิญคนผู้นี้มาทำงาน หลังจากนั้นทั้งสองคนใช้ความศรัทธาของชาวบ้าน รวมถึงขุนนางและคหบดีเรียกรับเงินจำนวนมาก เพื่อแสร้งทำนายเื่ร้าย ๆ ซึ่งกระหม่อมเองได้คุณหนูเจียงช่วยเหลือ จนพบช่องลับที่มีตำลึงทองนับหมื่นซุกซ่อนอยู่ ยามนี้ได้เก็บเงินทั้งหมดมาตรวจนับลงสมุดบัญชี ก่อนจะนำส่งให้กับกรมการคลังต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
“แม้แต่เจิ้นพวกมันยังกล้าหลอกลวงเชียวรึ!! ใต้เท้าถงนักโทษพวกนี้ ฐานหลอกลวงเบื้องสูงรวมถึงราษฎรของเจิ้น มีโทษปะาชีวิตทั้งตระกูล ประกาศความผิดให้ทั่วจะได้ไม่มีใครกล้าเอาเป็เยี่ยงอย่างอีก”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้เท้าฟางในเมื่อเ้ารับผิดชอบดูแลสำนักพยากรณ์ จงเขียนอธิบายเหตุผลทั้งหมดให้เจิ้นภายในเจ็ดวัน หากทำไม่ได้ถือว่าเ้ามีส่วนรู้เห็นต้องได้รับโทษเช่นกัน” ฮ่องเต้ไม่ปล่อยให้คนที่อยู่ในกรมพิธีการ หลบหลีกเื่นี้ไปได้อย่างแน่นอน
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าฟางเริ่มกลัดกลุ้มเื่ที่จะต้องเขียนในฎีกา ตอนนี้รู้สึกคล้ายกับว่าตนเองกำลังจะหมดแรง
“จากนี้ไปปิดตายสำนักพยากรณ์ จนกว่าจะคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เจิ้นจะพิจารณาให้เปิดสำนักพยากรณ์ได้อีกครั้ง พวกท่านจงทำหน้าที่ของตนให้ดี และเตรียมตัวต้อนรับคณะทูตจากต้าเหลียน เลิกประชุม!!” ฮ่องเต้เสด็จออกไปด้วยพระอารมณ์ขุ่นมัว ยามนี้ไม่ว่าผู้ใดก็เข้าหน้าไม่ติด
“น้อมส่งเสด็จฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อจบเื่ราวที่เกิดขึ้นกับตระกูลขุนนางใหญ่ บางคนก็มิได้สนใจอีกและหันไปให้ความสำคัญ เื่งานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากต้าเหลียนแทน มีเพียงฝ่ายฟู่กั๋วกงและแม่ทัพใหญ่ที่รู้ดีว่าเื่นี้ไม่อาจวางใจได้ คงต้องมีการนัดหมายเพื่อพูดคุยหารือวางแนวทางรับมือ หากแคว้นต้าเหลียนมีเจตนาร้ายแอบแฝง และยังมีเื่การข่าวจากชายแดนของแคว้น ที่ต้องส่งจดหมายไปสอบถามความเคลื่อนไหวโดยเร็ว
ด้านแม่หมอผู้มีชื่อเสียงเพียงชั่วข้ามคืน ที่ผู้คนต่างกล่าวถึงความสามารถของนางอย่างอวี้จิ่น ที่ยามนี้รีบวิ่งเข้าไปด้านในตำหนักดูดวงของตนอย่างเร็วรี่ เนื่องจากนางตื่นสายด้วยความเหนื่อยล้า จากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ ระหว่างเร่งฝีเท้าเข้าตำหนักก็ขอโทษขอโพยชาวบ้าน ผู้ที่ถือป้ายลำดับตามที่ตงลู่ประกาศเอาไว้มายืนต่อแถวรอ
แม้ว่าแม่หมอจะมาถึงช้าแต่ไม่มีใครโวยวาย เพราะความแม่นยำในการทำนายของนางจึงไม่มีเื่ให้ลำบากใจ เพียงแต่วันนี้กลับมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายของอวี้จิ่นเกิดขึ้น ด้วยมีบุรุษวัยกลางคนปลอมตัวเป็พ่อค้าเร่ เมื่อได้ยินว่าที่เมืองหลวงแคว้นจ้าวยามนี้ มีหมอดูชื่อดังและทำนายดวงชะตาได้แม่นยำ จึงอยากทดสอบสักเล็กน้อยเพราะตัวของคนผู้นี้ ไม่มีความเชื่อเื่การดูดวงชะตามาแต่ไหนแต่ไร
“เฮ้อ นั่งนาน ๆ ก็รู้สึกเมื่อยได้เหมือนกันนะ”
“คุณหนูจะพักก่อนหรือไม่เ้าคะ ั้แ่มาถึงท่านก็ทำนายดวงชะตาให้ชาวบ้าน จนผ่านมาเกือบสามชั่วยามแล้วและท่านยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง หากนายท่านรู้เข้าจะโดนดุเอาได้นะเ้าคะ” เฟยอินเอ่ยทักท้วงกับอวี้จิ่นที่เล่นดูดวงติดต่อกันไม่ยอมพัก
“ไม่เป็หรอกเ้าค่ะพี่เฟยอิน อีกครึ่งชั่วยามก็ถึงเวลาปิดตำหนัก ไว้พวกเราค่อยกลับไปทำของอร่อยทานกันที่จวนนะเ้าคะ”
“เหตุใดถึงได้ดื้อนักเ้าคะ” เฟยอินบ่นได้เพียงเท่านี้จริง ๆ
“คิ คิ คิ น้าตงลู่ยังมีลูกค้าอีกกี่คนที่รออยู่หรือเ้าคะ พาเข้ามาพบข้าเถิดอย่าปล่อยให้พวกเขารอนานเ้าค่ะ” อวี้จิ่นถามตงลู่เสียงดังเล็กน้อยเมื่ออยู่คนละมุม
“เหลือเพียงคนเดียวแล้วขอรับคุณหนู ประเดี๋ยวข้าน้อยจะพาเข้าไปพบท่านนะขอรับ” ตงลู่ที่ยืนสังเกตลูกค้าคนสุดท้ายอย่างเงียบ ๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้สึกตัว เพราะท่าทางมิได้มีความกังวลแล้วจะมาหาอวี้จิ่นด้วยเหตุใด
สื่อฉงฟางนั่งรออยู่นานจนเกือบจะหลับ เมื่อได้ยินว่าเหลือตนเพียงคนเดียวจึงตื่นเต็มตาทันที
“น้องชายถึงตาข้าแล้วใช่ไหม?”
“ใช่แล้วพี่ชายท่านเป็คนสุดท้ายของวันนี้แล้ว เชิญพบคุณหนูของข้าด้านในได้เลยขอรับ เพียงแต่ว่าผู้ติดตามของท่านต้องรออยู่ด้านนอกเท่านั้น” ตงลู่รีบพูดเมื่อเห็นว่าผู้ติดตามที่ไม่ยอมห่างลูกค้าผู้นี้ ทำทีจะเดินเข้าไปด้านในห้องทำพิธีกับเ้านาย
“อ้อ ขอโทษที ๆ พวกข้ามาจากต่างเมืองยังไม่รู้กฎของที่นี่ หูมู่เ้ารออยู่หน้าห้องก็พอที่นี่ไม่ได้มีอันตรายอันใด” สื่อฉงฟางหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม
“ขอรับ” หูมู่มิได้ยืนอยู่เฉย ๆ เขาลอบสังเกตตงลู่อยู่เช่นกัน และคาดว่าวรยุทธ์ของตงลู่ น่าจะดีกว่าตนไม่ต่างชั้นกันมากนัก
อวี้จิ่นเมื่อเห็นลูกค้าก็กล่าวเชิญนั่งฝั่งตรงข้าม ซึ่งมีผ้าม่านสีเข้มเป็ฉากกั้นเอาไว้เพื่อมิให้เกิดเื่เสื่อมเสีย
“เชิญนั่งเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านลุง้าให้ข้าทำนายเื่อันใดหรือเ้าคะ” อวี้จิ่นสอบถามอย่างเป็กันเอง
“ข้าอยากรู้ว่าภารกิจที่ได้รับมาจะสำเร็จหรือไม่ หากมีอุปสรรคจะมีหนทางแก้ไขได้อย่างไร” สื่อฉงฟางไม่ใช้เื่อื่นในการให้อวี้จิ่นทำนาย เนื่องจากเชื่อว่าอย่างไรเสียนางก็ทำนายไม่ถูกอยู่ดี
“อ้อ เช่นนั้นรบกวนท่านลุงวางมือของท่านบนโต๊ะ ข้าจะช่วยดูให้ท่านอย่างละเอียดเกี่ยวกับเื่ที่ท่าน้าเ้าค่ะ”
อวี้จิ่นนั้นตั้งใจทุกครั้งที่ดูการทำนายดวงชะตา ยามที่มองเห็นเื่ราวจะได้ช่วยชี้จุดที่ควรแก้ไข และครั้งนี้ก็เช่นกันแต่สิ่งที่เห็นทำเอานางอยากจะปล่อยมือออกทันที แต่ในเมื่อมีส่วนเกี่ยวกับข้องกับแคว้นของนางจำต้องดูให้จบ
“แปะ วูบบ!”
‘สื่อฉงฟางเ้าจงล่วงหน้าไปเมืองหลวงแคว้นจ้าว สืบข่าวเกี่ยวกับภายในราชสำนักมาให้ได้มากที่สุด หากได้ข้อมูลเกี่ยวกับแม่ทัพใหญ่เจียงยิ่งเป็เื่ดี ส่วนขุนนางคนไหนที่ซื้อตัวได้ง่ายจงใช้เงินที่มอบให้ไป รวมถึงยาพิษสั่งตายที่เตรียมไว้จงรักษาไว้ให้ดี เปิ่นหวาง้าใช้มันกับฮ่องเต้แคว้นจ้าวในวันจัดงานเลี้ยง’
‘ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะทำภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จพ่ะย่ะค่ะ’
‘แม่ทัพเจี่ยนวันที่ไปถึงเมืองหลวงแคว้นจ้าว อย่าลืมส่งข่าวไปให้แม่ทัพใหญ่เคลื่อนกองทัพประชิดชายแดนเล่า หึ เปิ่นหวางอยากจะรู้นักหากเจียงซื่อกุ่ยยกทัพไปไม่ทัน จะถูกผู้คนตราหน้าว่าไร้ความสามารถหรือไม่ ฮ่า ๆ ๆ ครั้งนี้แคว้นจ้าวต้องเป็เมืองขึ้นของต้าเหลียน’
‘กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ’
อวี้จิ่นไม่สนใจอดีตของสื่อฉงฟางแม้แต่เื่เดียว แต่นางให้ความสนใจเื่ปัจจุบัน ที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นานมากกว่า ถือว่าโชคดีที่มีฉากกั้นเอาไว้ สื่อฉงฟางจึงไม่เห็นสีหน้าใของอวี้จิ่น นางยกมือออกอย่างช้า ๆ พยายามควบคุมมิให้เสียงที่พูดออกไป ถูกคนตรงข้ามจับได้ว่ามีพิรุธและนางยังต้องแต่งเื่อื่นมาพูดแทน
“ฮ้าย ท่านลุงเ้าคะการค้าของท่านยิ่งใหญ่จริง ๆ ครั้งนี้ท่านคงลงทุนไปไม่น้อยสินะ หากผิดพลาดคงหมดตัวเป็แน่ เื่การค้าขายท่านลุงต้องมีสติให้มากเข้าไว้นะเ้าคะ อย่าได้หุนหันพลันแล่นใจร้อนจนเกินไปนัก มิเช่นนั้นการค้าของท่านคงยากที่จะประสบผลสำเร็จเ้าค่ะ ทางแก้มีเพียงให้ท่านฝึกสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบ เมื่อเจรจาการค้าทุกอย่างจะได้ราบรื่นไม่มีปัญหาแน่นอนเ้าค่ะ”
‘ราบรื่นบ้านเ้าสิบังอาจส่งคนมาล้วงความลับ เหอะ’
“โอ้ว อุปสรรคของข้าคงเป็เื่ของอารมณ์สินะ ต้องขอบคุณแม่หมอที่ได้ชี้ทางสว่างนี้ให้แก่ข้า กึก! นี่เป็น้ำใจเล็กน้อยสำหรับการทำนายที่แม่นยำของท่าน ไว้มีโอกาสมาเยือนเมืองหลวง ข้าจะมาขอคำชี้แนะจากท่านอีกครั้งนะ”
‘หึ นึกว่าจะเป็อย่างที่ได้ยินในข่าวลือเสียอีก ที่แท้ก็พวกหลอกชาวบ้านกินไปวัน ๆ’
“เ้าค่ะ หวังว่าจะได้พบท่านลุงอีกครั้งนะเ้าคะ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นเ้าค่ะ”
เมื่อรอจนแน่ใจแล้วว่าลูกค้าคนสุดท้ายออกจากตำหนักไปแล้ว อวี้จิ่นเดินออกมาจากหลังฉากกั้นและออกคำสั่งกับตงลู่ทันที
“น้าตงลู่เ้าคะ ข้ามีภารกิจด่วนให้ท่านลงมือทำในตอนนี้เ้าค่ะ”
“หืม คุณหนู้าให้ข้าทำสิ่งใดหรือขอรับ”
“ท่านรีบตามพ่อค้าคนเมื่อกี้นี้ไปอย่าให้อีกฝ่ายรู้ตัว ข้า้ารู้ว่าทั้งสองคนพักอยู่ที่ใดในเมืองหลวง และมีใครไปพบกับพ่อค้าคนนี้บ้าง ท่านอย่าพึ่งมีคำถามรีบตามไปเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ” อวี้จิ่นดักทางเมื่อเห็นว่าตงลู่กำลังจะถามตนเอง
“ทราบแล้วขอรับ” ในเมื่อถูกรู้ทันจึงต้องรีบทำตามคำสั่งเท่านั้น
“พี่เฟยอินส่งข้ากลับจวนก่อน แล้วท่านค่อยไปเชิญพี่ชายฟู่มาพบข้าโดยเร็วด้วยเ้าค่ะ”
“เ้าค่ะคุณหนู” แม้จะอยากรู้ไม่ต่างจากตงลู่ แต่เมื่ออวี้จิ่นมีคำสั่งเช่นนี้ออกมานั่นหมายความว่า มีเื่บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
รถม้าตระกูลเจียงวิ่งด้วยความเร็วเล็กน้อย เพื่อส่งคุณหนูเพียงคนเดียวกลับจวนตามคำสั่ง เมื่อถึงหน้าประตูจวนนางก็ให้เฟยอินไปพบฟู่หลงเหยียน ส่วนนางจะเดินเข้าจวนเอง และไม่ลืมถามถึงบิดากับพ่อบ้านเจียง อวี้จิ่นต้องรอให้ฟู่หลงเหยียนมาถึงเสียก่อน จะได้ไปพบบิดากับพี่ชายพร้อมกันและนางจะเล่าสิ่งที่ได้รับรู้ จากพ่อค้าเร่ตัวปลอมให้ทุกคนได้ฟังทั้งหมด เพื่อเตรียมวางแผนรับมือทั้งภายในและภายนอก อันตรายใหญ่หลวงครั้งนี้เป็ความโชคดีของนาง หรือเป็ความอยากรู้ของศัตรูก็ไม่อาจทราบได้ แต่อย่างน้อยเมื่อนางได้รู้เื่ร้าย ๆ จึงไม่เกิดขึ้นตามที่ฝ่ายศัตรู้า
