เพื่อจัดการไม่ให้เหลือฝ่ายตรงข้ามที่ฝีมืออ่อนด้อยมากีดมือขวางเท้า ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงจึงไม่ได้รีบมุ่งเป้าจู่โจมใส่ภูติญญาทั้งสอง ทั้งคู่โยกซ้ายเบี่ยงขวาหลบหลีกการจู่โจมจากอสูริญญาวิหคที่จู่โจมจากบนอากาศ
ผู้ฝึกปรือิญญาด่านภูติญญาจากสำนักเ้าอสูรทั้งสองคลายใจลงเมื่อเห็นว่าอสูริญญาของตนยังสามารถรั้งผู้มาใหม่ทั้งสองคนเอาไว้ได้ เนื่องเพราะจู่ๆทั้งคู่ก็ปรากฏตัวออกมาทั้งยังแสดงท่าทีราวคลุ้มคลั่ง การจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวครั้งนี้ทำให้จึงทำให้พวกมันตั้งตัวไม่ทัน บริวารที่ฝีมืออ่อนด้อยถูกสยบเอาไว้หมดสิ้นเหลือเพียงแต่อสูริญญาระดับสี่ขั้นกลางวิหควายุและอินทรีขนทองเท่านั้น แต่แม้พลังของอสูริญญาทั้งสองจะถดถอยลงจากการต่อสู้กับปักษาไร้เงา แต่นับว่ายังโชคดีที่พวกมันยังเหลือพลังมากพอจะไม่ถูกสยบเร็วเกินไป
“ศิษย์พี่ พวกเราควรทำอย่างไร?” ฟางฮ่าวมองดูชายร่างต่ำเตี้ยด้วยสายตากังวล
ไท่ผิงก็ใคร่ครวญสถานการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พวกเรายังทำอะไรได้? พวกเราใช้เวลากว่าครึ่งเดือนสืบเสาะร่องรอยของปักษาไร้เงา แต่กลับหลุดมือไปอึดใจสุดท้ายเพราะพวกมันสองคน เ้าพวกบัดซบ!”
“หรือพวกเราจะปล่อยให้เป็เช่นนี้? พวกเราต้องส่งปักษาไร้เงาให้แก่ตระกูลจ้าว...” ฟางฮ่าวเบือนหน้ามองไปยังทิศทางที่ปักษาไร้เงาบินหนีไปด้วยท่าทีกังวล
“หรือเ้าคิดว่าจะมีโอกาสจับมันได้อีกครั้ง? หากไม่ใช่ว่าศัตรูไม่มีเจตนาสังหาร คนของพวกเราทั้งหมดแทนที่จะแค่หมดสติคงตายหมดสิ้นแล้ว!” ไท่ผิงโพล่งอย่างเ็ปใจ “หรือเ้ายังไม่ทราบว่าพวกมันไม่ได้มีเพียงเท่านี้? ในพุ่มไม้ด้านนั้น... พวกมันอาจซุกซ่อนตัวได้อย่างมิดชิด แต่ข้ากล้าพนันได้ว่าพวกพ้องของมันอยู่ที่นั่น! ลองคิดดู ต่อให้พวกเราจับปักษาไร้เงาได้ เรายังจะหนีรอดไปได้หรือ!”
“ข้า...”
ฟางฮ่าวคิดจะเอ่ยปากกล่าววาจาแต่ไท่ผิงพลันตื่นตัวและร่ำร้องขึ้น “ระวัง!”
ฟางฮ่าวสะบัดหน้ากลับไปก็พอดีได้เห็นอีนทรีขนทองหุบปีกเปล่งแสงสีทองห่อหุ้มทั้งตัวพุ่งจู่โจมลงมา ยามสยายปีกออกก็ฟาดลำแสงสีทองลงใส่ไป๋หยุนเฟย
ส่วนวิหควายุก็ปลดปล่อยพลังลมอันรุนแรงออกมาลูกแล้วลูกเล่า จากนั้นพลังลมบีบตัวจนกลายเป็มีดคมกริบ คมมีดสายลมแต่ละเล่มกรีดฝ่าอากาศพุ่งตรงเข้าใส่จิ้งิเฟิง แต่ยามคับขันจิ้งิเฟิงกลับอาศัยการปะทุพลังจากใต้ฝ่าเท้าหลบรอดได้ไปทุกครั้ง
แต่ถึงยามนี้ศิษย์สำนักเ้าอสูรทั้งสองค่อยตระหนักได้ว่าไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมมากนัก โดยไม่ทันรู้ตัวระยะห่างระหว่างพวกมันกลับร่นเหลือเพียงสิบห้าวาเท่านั้น และก่อนทั้งคู่จะทันได้สั่งการอสูริญญาของตน ฝ่ายตรงข้ามก็เข้ามาถึงตัวแล้ว!
ชั่วขณะที่เข้าประชิดตัวไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงก็สบตากันด้วยสีหน้ารับรู้ราวกับตกลงกันก่อนแล้ว มือของทั้งคู่ชูขึ้นคล้ายกับผลักใส่อากาศ้า
“ตึง!”
เสียงสะท้อนดังชัดเจนยามเท้าขวาของทั้งคู่กระแทกพื้น อาศัยแรงสะท้อนจากฝ่าเท้าไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงฉีกตัวตั้งฉากออกจากทิศทางเดิมในบัดดล!
อีนทรีขนทองที่เข้าถึงตัวใช้กรงเล็บจู่โจมใส่ ขณะจะกระทบถูกศีรษะไป๋หยุนเฟย จู่ๆไป๋หยุนเฟยฉีกตัวหลบออกด้านข้าง อินทรีขนทองที่เปลี่ยนทิศทางไม่ทันก็ถูกคมมีดสายคมที่ซัดจิ้งิเฟิงปะทะใส่
“ปัง!!”
เสียงหนักทึบดังผ่านอากาศพร้อมกับอินทรีขนทองลอยละลิ่วฝ่าอากาศกลับไป ส่วนอกมันปรากฏรอยเฉือนจากคมมีดสายลมฟันใส่ ขณะปลิวออกไปอย่างกะทันหันขนของมันก็หลุดปลิวล่องลอยในอากาศลงมาอย่างแช่มช้า พลังป้องกันของมันนับว่าไม่ธรรมดา ร่างที่ราวถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นเหล็กสามารถต้านทานคมมีดสายลมไม่ให้ตัดร่างมันเป็ชิ้นได้ แต่เห็นได้ชัดว่าการจู่โจมที่รุนแรงนี้เกินพอที่จะทำร้ายมันได้
ยามอินทรีขนทองถูกซัดปลิวกลับไป ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงก็ไม่หยุดเพื่อชื่นชมผลงาน ทันทีที่ถอยไปได้หลายวาก็หมุนตัวกลับและพุ่งเข้าหาอสูริญญาทั้งคู่ทันที!
อินทรีขนทองถูกแรงปะทะจากการโจมตีส่งลงไปกระแทกใส่พื้นดิน ชั่วขณะที่ห่างจากพื้นครึ่งวาก็รักษาสมดุลทรงตัวกลับมาได้ แต่พริบตาเดียวกันนั้นไป๋หยุนเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งทั้งยังเตรียมจู่โจมใส่ในบัดดล!
ไป๋หยุนเฟยฟาดกำปั้นลงพร้อมกับใช้ออกด้วยพลังหมัดสามทบใส่ส่วนอกของอินทรีขนทอง หลังจากถูกซัดลอยไปอีกครั้งมันก็ไม่อาจรักษาสภาวะลอยตัวไว้ได้อีก จึงร่วงลงพื้นด้วยความเร็วอันน่าใ
อีกด้านหนึ่ง เป้าหมายของจิ้งิเฟิงคือวิหควายุซึ่งอยู่สูงจากพื้นเพียงไม่กี่วา จิ้งิเฟิงสะบัดมือขวาเรียกมีดสั้นสีดำมาอยู่ในมือ จากนั้นขณะห่างจากวิหควายุในระยะห้าวาก็พลันหยุดลงพร้อมกับประกบมือทั้งสองข้างบนมีดสั้น มันมองดูเป้าหมายด้วยสายตาแวววับก่อนจะรวบรวมสมาธิไว้ที่มือแล้วแสงสีครามเจิดจ้าก็เริ่มฉายออกมาจากคมมีด “คมมีดสายลม? ท่านี้ข้าก็รู้จักเช่นกัน!”
พลังธาตุลมไหลวนเวียนล้อมรอบมีดสั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาวิหควายุในทันที!
“เฟี้ยว!”
คมมีดสายลมยาวหนึ่งวาพุ่งฝ่าอากาศไปอย่างดุดันในทันทีก่อนจะมุ่งเป้าใส่วิหควายุอย่างหักโหม
เนื่องเพราะชักช้าในจังหวะแรก วิหควายุจึงไม่อาจป้องกันคมมีดสายลมที่เข้ามาได้ทัน มันพยายามโฉบไปด้านข้างสุดกำลังจึงสามารถหลบเลี่ยงคมมีดสายลมที่เฉียดด้านซ้ายได้อย่างหวุดหวิด
แต่ที่ด้านล่าง จิ้งิเฟิงเผยยิ้มอย่างยินดีบนใบหน้า หลังจากมันซัดคมมีดสายลมออกไปเป็ครั้งแรกมันก็ตวัดมือทั้งสองข้างไปด้านข้าง
“แยกออก!!”
หลังเสียงะโ สายลมที่กระโชกผ่านวิหควายุก็พลันแยกออกกลายเป็ตาข่ายกว้างหนึ่งวา จากนั้นกระแทกใส่วิหควายุโดยที่ความเร็วไม่ลดลงแม้แต่น้อย
แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากถูกกระแทกใส่ วิหควายุยังสามารถบินออกไปยังด้านตรงข้ามได้อีกร่วมห้าสิบวา
……
เพียงไม่ถึงอึดใจไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงก็สลับตำแหน่งและใช้วิธี‘ลอบจู่โจม’กำราบอินทรีขนทองและวิหควายุลงได้ด้วยการลงมือฉับไวในคราเดียว
การร่วมมือระหว่างไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงนับว่าไร้ที่ติ แม้จะไร้คำพูด แต่ราวกับพวกมันสามารถถ่ายทอดความคิดต่อกันโดยไม่ต้องเอ่ยปากดั่งเป็คู่หูกันมาหลายปี
ห่างออกไปหลายวา ศิษย์สำนักเ้าอสูรทั้งสองยืนนิ่งงันอ้าปากค้าง ทั้งคู่ไม่คาดคิดว่าอสูริญญาที่‘ไม่ถูกสยบโดยง่าย’ของตนจะ... ถูกสยบได้โดยง่ายป่านนี้ หลังจากพวกมันเรียกสติกลับคืนมาได้ก็ต้องตื่นตระหนกที่พบว่าหลังจากจัดการกับอสูริญญาได้แล้วไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงก็พุ่งเข้าหาพวกมัน!
เมื่อไม่อาจดำเนินแผนเจรจาได้ ทั้งคู่จึงได้แต่ล่าถอยอย่างเร่งร้อนเตรียมรับมือกับฝ่ายตรงข้าม
เชือกสีทองในมือขวาฟางฮ่าวส่องประกายสดใสยามฉกปราดใส่ไป๋หยุนเฟยดุจอสรพิษ มือขวาไท่ผิงก็จู่โจมออกเช่นกัน อาวุธรูปร่างประหลาดคล้ายกระบี่สั้นที่มีคมเป็ฟันเลื่อยปรากฏขึ้นในมือมันก่อนจะฟันอย่างฉับไวใส่จิ้งิเฟิง
ไป๋หยุนเฟยปล่อยให้เชือกสีทองพันใส่รอบมือขวา เชือกนั้นก็ราวมีชีวิตรัดพันแขนขวาไป๋หยุนเฟยด้วยความเร็วที่มองไม่ชัดก่อนจะหดรั้งโดยแรง นับว่าฟางฮ่าวโชคไม่ดีเพราะเชือกพันรอบปลอกแขนมีดเพลิงเอาไว้ จึงไม่ส่งผลอันใดต่อไป๋หยุนเฟย...
เมื่อถูกเชือกรัดแขนขวาเอาไว้ ไป๋หยุนเฟยก็กระชากโดยแรง แรงดึงฉุดลากฟางฮ่าวโงเงนไปด้านหน้าครึ่งก้าวก่อนที่จะพลันรู้สึกถึงความเ็ปแล่นขึ้นมาจากข้อมือ มือซ้ายไป๋หยุนเฟยฟันใส่มือที่กุมเชือกเอาไว้จนมันต้องคลายมือออก ยามนี้เมื่อเชือกหลุดจากมือไป ฟางฮ่าวก็กลายเป็ตะลึงงัน จากนั้นมือขวาไป๋หยุนเฟยก็ส่งเสียงเสียดแก้วหูพร้อมกับซัดใส่หน้าท้องของมัน!
อีกด้านหนึ่ง ได้ยินเสียงหวืดหวือยามคมมีดฟันลง จิ้งิเฟิงยิ้มหยันเพียงยกมีดสั้นสีดำของตนขึ้นต้านรับ จากนั้นได้ยินเสียงเคร้งดังขึ้น อาวุธประหลาดของไท่ผิงก็ถูกมีดสั้นจิ้งิเฟิงหยุดเอาไว้ได้มิหนำซ้ำยังปรากฏรอยบิ่นขึ้น!
หลังจากต้านรับท่าฟันเอาไว้ได้ จิ้งิเฟิงก็ฉวยโอกาสที่คู่ต่อสู้ไม่ทันรั้งกระบี่ประหลาดกลับ วาดเท้าเตะใส่หว่างขา ในความตื่นตระหนกสีหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำจากการจู่โจมอันอำมหิต มันกุมหว่างขาตนเองพร้อมกับร่ำร้องด้วยความเ็ป ที่เหลือให้จิ้งิเฟิงทำก็มีเพียงออกหมัดอย่างงดงามเสยปลายคางคู่ต่อสู้ส่งมันลอยละลิ่วออกไป
ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงก็ไม่ได้ลงมือซ้ำเติมอีก ศิษย์สำนักเ้าอสูรทั้งคู่ล้วนถูกซัดจนหลั่งโลหิตออกจากปาก เพียงแต่จิ้งิเฟิงลงมือดุดันไปบ้างไท่ผิงจึงถูกทำร้ายจนต้องเสียฟันไปสองซี่...
จิ้งิเฟิงเหวี่ยงมือขวาอย่างปลอดโปร่งพร้อมกับหันไปมองไป๋หยุนเฟยที่กำลังเก็บเชือกสีทองใส่แหวนช่องมิติ มันเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเหลียวกลับไปยังอาวุธประหลาดในมือไท่ผิง จิ้งิเฟิงเหยียดยิ้มขึ้นก่อนจะถอนหายใจด้วยความเสียดายราวกับจะบอกว่า “ข้าพลาดไปแล้ว หากก่อนหน้านี้ฉุกคิดได้ว่าสามารถชิงอาวุธมันมาได้...”
คู่ต่อสู้ทั้งสองของไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงถูกซัดปลิวกระเด็นออกไปห้าวาก่อนจะพลิกร่างตีลังกาลงสู่พื้นได้ในที่สุด พวกมันมองดูชายทั้งสองคนตรงหน้าด้วยสายตาหวาดหวั่น
“พวกเ้าควรจะสั่งให้อสูริญญาทั้งสองตัวหยุดเสีย ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ใจดีเช่นนี้อีก!” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากพร้อมกับจ้องมองไปที่ทั้งคู่
ศิษย์สำนักเ้าอสูรทั้งสองหน้าซีดเผือดรีบออกคำสั่งให้อสูริญญาด้านหลังไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงหยุดลง เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของศัตรูทั้งสอง ไท่ผิงก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญา วิหควายุและอินทรีขนทองบินวนรอบกายไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงรอบหนึ่งก่อนจะโฉบลงไปเกาะบนศีรษะเ้าของมัน ทั้งสองตัวขยับขนอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจู่โจมอีก
“พวกเ้า... พวกเ้าเป็ใครกันแน่?” หลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ชายร่างต่ำเตี้ยก็ถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา เพราะความเ็ปในช่องปากที่ต้องสูญเสียฟันทั้งสองซี่ไป จึงทำให้มันเอ่ยปากอย่างยากเย็น
“เื่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญเพียงอย่างเดียวคือปักษาไร้เงาเป็ของพวกเรา” ไป๋หยุนเฟยยิ้ม “ตอนนี้พวกเ้าไปได้แล้ว”
