เขา……
หลี่ชิงหลิงใกับคนตรงหน้า แต่ธนูตอบสนองอย่างรวดเร็ว ใช้ลูกธนูในมือเสียบเข้าที่คิ้วของคนตรงหน้าโดยไม่ลังเล
ชายผู้นี้ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับหลี่ชิงหลิงและหลิวจือโม่ที่นี่ จึงถูกลูกธนูปักเข้าที่หน้าผากโดยไม่ทันป้องกันตัว
"เ้า..." เขาเบิกกว้าง พูดไม่ทันจบก็ล้มลงไป
หลี่ชิงหลิงไม่มีเวลาสนใจและเช็ดเืบนใบหน้า เม้มปากล้างเืบนพื้นและลากหลิวจือโม่เข้าไปในถ้ำ
พวกเขาช่วยกันลากชายคนนั้นเข้าไปในถ้ำและย้ายหินกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม
หลังจัดการเสร็จ หลี่ชิงหลิงก็นั่งลงบนพื้น จากนั้นจึงกอดตัวเองฝังศีรษะไว้ระหว่างแขน เนื้อตัวสั่นเทาราวกับเพิ่งนึกได้ว่าทำอะไรลงไป
นาง... ฆ่าคน...
ตอนฆ่า นางไม่รู้สึกถึงสิ่งอื่น สิ่งเดียวที่คิดคือจะปล่อยให้เขาเรียกคนอื่นมาไม่ได้ จะปล่อยให้เขาฆ่านางและหลิวจือโม่ไม่ได้
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ นางจึงรู้สึกกลัวขึ้นมา
ชาติที่แล้วนางอยู่ในยุคสงบสุข ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตนจะฆ่าคน
แม้ว่าชายคนนี้จะเป็ศัตรูกับพวกเขา ไม่ใช่เขาก็เป็พวกนางที่ตาย แต่นางก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี
หลิวจือโม่ดึงหลี่ชิงหลิงเข้ามาในอ้อมแขน กอดนางแน่น ตบหลังพลางปลอบข้างหู "เขาไม่ใช่คนดี เขาสมควรตาย อย่าโทษตัวเอง"
เขากลัวจริงๆ ว่ามันจะกลายเป็ปมในใจ
หลี่ชิงหลิงกอดหลิวจือโม่กลับอย่างแรง เสียงอู้อี้ดังจากอกเขา "ข้าฆ่าคน จือโม่ ข้าฆ่าคน" เขาเห็นนางเป็แบบนี้จะรู้สึกกลัวไหม?
เมื่อรู้สึกถึงความกลัวและความไม่สบายใจ หลิวจือโม่ผละเด็กสาวออกไปเล็กน้อย ใช้มือจับใบหน้านาง จ้องเข้าไปในตาและพูดอย่างจริงจัง “เสี่ยวหลิง ฟังนะ ถ้าเ้าไม่ฆ่าเขา เขาก็จะฆ่าเรา ถ้าเราตาย ใครจะดูแลน้องๆ ของเรา" ทันทีที่เขาเห็นศัตรู เขาก็ยกหินข้างเท้าขึ้นมาแล้ว แต่นางเร็วกว่าเขาหนึ่งก้าว มิฉะนั้นเขาคงเป็คนลงมือ "เ้าทำถูกแล้ว เ้าทำไม่ผิดเลย เข้าใจไหม"
"แต่…"
"ไม่มีแต่" หลิวจือโม่ขัดและอธิบายด้วยท่าทีแข็งกร้าว "เขาเป็ศัตรู เขาเองก็ฆ่าประชาชนมามาก เขาสมควรตายแล้ว” เขาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังว่านางจะฟังคำพูดของเขาและคลายปมในใจ
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวจือโม่ หลี่ชิงหลิงก็สงบลงช้าๆ นางพยักหน้า "ใช่ เขาเป็ศัตรูและฆ่าคนมามาก ข้าฆ่าเขาก็เป็การกำจัดอันตรายให้ประชาชน" เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ นางก็รู้สึกดีขึ้น
“ใช่ เ้ากำจัดอันตรายให้ประชาชน เ้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
หลี่ชิงหลิงตอบรับและฝังศีรษะในอกของหลิวจือโม่ ฟังเสียงหัวใจที่แข็งแรงแล้ว ร่างกายที่ตึงเครียดของนางก็ค่อยๆ ผ่อนคลาย
หลิวจือโม่ลูบหลังนางเป็ระยะๆ เหมือนปลอบเด็ก เพื่อให้นางหลุดจากปมในใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เด็กสาวจึงพูดขึ้น “ขอบคุณนะ จือโม่” หากไม่มีเขา นางคงไม่สามารถเลิกโทษตัวเองได้เร็วขนาดนี้
“ข้าเป็คู่หมั้นเ้า เป็สามีในอนาคตของเ้า ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก” เขาอยากจะช่วยค้ำฟ้า ไม่ให้นางได้รับาเ็แม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เขาไม่แข็งแกร่งพอจึงทำให้นางต้องเ็ป
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เขาจะพยายามต่อไปจนนางสามารถอยู่ภายใต้ปีกของเขาและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลี่ชิงหลิงก็ตอบรับและกอดเขา
"เอาละ ข้าไม่เป็ไรแล้ว รีบไปเก็บของกัน!" สองเค่อต่อมา หลี่ชิงหลิงผลักหลิวจือโม่ออกไปอย่างแ่เบา นางพูดเสียงเบา "ไม่รู้ว่าชายคนนี้ได้บอกคนอื่นไหม”
“คงไม่ได้บอก พวกเสบียงและทุกอย่างยังอยู่ครบ” หลิวจือโม่ลุกขึ้นมองรอบๆ สายตาจับจ้องไปที่หม้อดินเผา “เขากินอยู่ที่นี่คนเดียว”
ทหารที่มาูเาซงมีจำนวนมาก อาหารที่้าก็คงไม่น้อย มิฉะนั้น ทหารเ่าั้คงไม่ออกล่าอยู่เรื่อยๆ
ถ้าเขาบอกไป ตัวเขาเองก็คงไม่ได้ของกิน
หลี่ชิงหลบชายที่อยู่บนพื้น มองไปรอบๆ ถ้ำ และเห็นด้วยกับคำพูดของหลิวจือโม่
“รอบนี้เอาแค่อาหารกลับไป อย่างอื่นไว้คราวหน้า!” หลี่ชิงหลิงเสนอ อาหารเป็สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในตอนนี้ อย่างอื่นเป็เื่รอง ไว้ค่อยมาเอาได้
หลิวจือโม่พยักหน้า "เอาสิ ไว้มืดแล้วค่อยกลับ!" ตอนค่ำโอกาสพบศัตรูจะน้อยลง นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถลากชายคนนี้ออกไปทิ้งข้างนอกด้วย
หลี่ชิงหลิงก็คิดถึงเื่นี้เช่นกัน จึงบอกว่าดี
ทั้งสองอยู่ในถ้ำจนมืดจึงหามชายคนนั้นออกไปโยนไว้ในพุ่มไม้หนาม หลังแน่ใจว่าจะหาเจอได้ยากจึงกลับเข้าไปในถ้ำ ขนอาหารโดยใช้แสงจันทร์นำทางกลับไป
ถนนในตอนกลางคืนนั้นเดินลำบาก หลิวจือโม่ล้มโครมลงกับพื้นอีกครั้ง หลี่ชิงหลิงวางอาหารลงและรีบช่วยพยุงเขา ถามว่าเป็อะไรหรือไม่
หลิวจือโม่ลูบเข่าที่เจ็บและพูดอย่างเขินอายเล็กน้อยว่าไม่เป็ไร
หลี่ชิงหลิงไม่เคยล้ม แต่เขาล้มสองครั้งแล้ว คิดแล้วก็ค่อนข้างน่าอาย
เพราะมืดเกินไป หลี่ชิงหลิงจึงมองสีหน้าหลิวจือโม่ได้ไม่ชัดเจน นางทำได้เพียงระงับความกังวลในใจและบอกให้เขาระวัง ก่อนที่จะเดินทางกันต่อ
หลิวจือโม่าเ็ แต่กลัวนางรู้จึงกัดฟัน แบกเสบียงเดินกะเผลกตามนางไป
หลี่ชิงหลิงคำนึงถึงหลิวจือโม่จึงเดินช้าเป็พิเศษ
ทำให้พวกเขาใช้เวลาเดินกลับราวหนึ่งชั่วยาม ชายชราจุดตะเกียงน้ำมัน ขมวดคิ้วมองพวกเขา "ทำไมกลับมาดึกขนาดนี้ เด็กๆ เป็ห่วงมาก กว่าจะปลอบให้หลับได้นี่นะ” เขากวาดมองขาของหลิวจือโม่แล้วเห็นเืจึงถามด้วยความกังวล “เ้าจือโม่ าเ็หรือ”
ขณะที่ถามก็เอื้อมมือไปดึงขากางเกงของหลิวจือโม่ขึ้น
“อย่า...” หลิวจือโม่ อยากจะหยุดเขา แต่ไม่ทันแล้ว ชายชราดึงกางเกงของเขาขึ้นแล้ว
เมื่อชายชราและหลี่ชิงหลิงเห็นหัวเข่าที่ช้ำและมีเืออกก็อ้าปากค้าง ต้องเจ็บมากแน่ แต่เขาก็เดินกลับมาโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี
“าเ็ขนาดนี้ ทำไมไม่บอกข้า” หลี่ชิงหลิงเ็ปใจ “รีบมานั่งเร็ว” นางดึงเขาไปที่เก้าอี้แล้วนั่งลง
หลิวจือโม่หัวเราะ "มันแค่ดูน่ากลัวนิดหน่อยเอง ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น" ถ้าเขาบอก นางจะเอาเสบียงทั้งหมดไปแบกแน่
เป็เพราะเขารู้จักนางดี ถึงได้ไม่อยากบอกนาง
หลี่ชิงหลิงยื่นมือออกไปกดเข่าของเขาด้วยใบหน้าที่เ็า ทำให้เขาสูดหายใจด้วยความเ็ปทันที "ดูซิว่าครั้งหน้าจะกล้าอีกไหม" นางตำหนิตัวเองเล็กน้อยที่ไม่ทันสังเกต "ท่านปู่ ช่วยห้ามเืหน่อยสิ"
ชายชราพูดด้วยความลำบากใจ "ที่บ้านไม่มีหญ้าห้ามเืแล้ว ใช้หมดแล้ว" เขาอยากจะออกไปเก็บ แต่เขาเป็ห่วงเด็กๆ ที่บ้านจึงไม่ได้ออกไป
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่ชิงหลิงก็ขมวดคิ้ว "ข้าจะไปเก็บกลับมาเดี๋ยวนี้!" พูดจบก็ลุกไปคว้าตะเกียงน้ำมันในมือของชายชรา
“ไม่จำเป็ แผลไม่ใหญ่ ไม่ต้องใช้หญ้าห้ามเืก็ได้” หลิวจือโม่จับมือนาง มันดึกแล้ว เขาไม่อยากให้นางออกไป “อย่าทำให้ข้าต้องเป็ห่วงเลย ได้ไหม”
เมื่อเห็นสายตาอ้อนวอนของเขา ใช้เวลาไม่นานนักหลี่ชิงหลิงก็ถอนหายใจและพยักหน้าอย่างประนีประนอม
นางหันกลับไปเอาน้ำ หยดน้ำจิติญญาลงไป จากนั้นจึงยกมาและใช้ผ้าเช็ดแผลให้เขา
หลังจากทำความสะอาดาแแล้วก็พบว่าาแไม่มีเืออกมากนัก นางจึงโล่งใจ
ชายชราฉีกแถบผ้าสะอาดเพื่อช่วยหลิวจือโม่พันแผล ก่อนที่จะไล่ให้พวกเขาเข้านอน
หลี่ชิงหลิงและหลิวจือโม่เหนื่อยมาก ทันทีที่พวกเขาล้มตัวลงนอนก็ผล็อยหลับไป
แต่ผ่านไปไม่นานนัก หลี่ชิงหลิงก็ฝันร้าย เอาแต่ละเมอพูดขอโทษ
การเคลื่อนไหวนี้ปลุกหลิวจือโม่และคนอื่นๆ
ชายชราจุดตะเกียงน้ำมัน หลิวจือโม่วิ่งไปหาหลี่ชิงหลิง พยายามเขย่านางให้ตื่น แต่ชายชราคว้ามือของเขาไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายชราส่ายหัว บอกว่าผลักให้ตื่นแบบนี้จะทำให้ิญญาของนางใง่าย ปลอบให้นางสงบก็พอ
เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายชราพูด หลิวจือโม่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกอดหลี่ชิงหลิงไว้ในอ้อมแขน กล่อมเบาๆ ข้างหู
หลังจากกล่อมอยู่นาน หลี่ชิงหลิงก็ค่อยๆ หยุดพูด สีหน้านางก็ดูมั่นคงขึ้น
“พี่จือโม่ พี่สาวเป็อะไรไป” หลี่ชิงเฟิงมองหลี่ชิงหลิงอย่างเป็กังวล จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองหลิวจือโม่
หลิวจือโม่ส่ายหัวด้วยรอยยิ้มเพราะกลัวว่าจะทำให้เด็กๆ กลัว “ฝันร้าย" เขาเงียบไปชั่วขณะ"ไปนอนเถอะ ไม่ต้องห่วง ข้าดูอยู่ ไม่เป็ไรแน่นอน”
หลี่ชิงเฟิงเม้มริมฝีปากและตอบรับ เอนตัวนอนลงอีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปลูบหลี่ชิงหนิงที่เกือบตื่น เมื่อเห็นว่าหลี่ชิงหนิงหลับจึงหลับต่ออย่างสบายใจ
หลังจากที่เด็กๆ หลับไปอีกครั้ง ชายชราก็มองหลิวจือโม่อย่างจริงจัง ถามว่าตอนกลับไปขนเสบียงเกิดอะไรขึ้น
ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลี่ชิงหลิงคงไม่ฝันร้าย นางดูใอย่างเห็นได้ชัด
หลิวจือโม่มองหลี่ชิงหลิงอย่างเป็ทุกข์ ถอนหายใจและเล่าทุกอย่างให้ชายชราฟัง
หลังจากที่ชายชราฟังจบ เขาก็มองหลี่ชิงหลิงด้วยสายตาที่เป็ทุกข์ เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้มีปมในใจถึงได้นอนฝันร้าย
