แท่นบวงสรวงในตำหนักราชครูใหญ่โตนัก
มีลักษณะเป็ลานทรงกลม
ตรงกลางมีเจดีย์สูง
เจดีย์ลดหลั่นลงมาเป็ชั้นๆ
เมื่อมองจากไกลๆ ก็รู้สึกว่ามันใหญ่โตมโหฬารนัก
เตี้ยวกูอยากจะพาเด็กชายไปหาอะไรกินเหลือเกิน ทว่าไม่ว่าจะเป็ท่านราชครูหรือท่านราชครูน้อยก็ตาม ระหว่างก่อนที่จะทำพิธีบวงสรวงไม่อาจทานอาหารได้
ทว่าพิธีบวงสรวงเป็พิธีที่ค่อนข้างใช้เวลานาน เช่นนั้นหากกินอะไรเข้าไปแล้วอยากจะปลดทุกข์ขึ้นมาละก็…
ดังนั้นเหล่าคนที่มาร่วมพิธีจึงค่อนข้างจะระวัง กินแต่อาหารที่ค่อนข้างจะอยู่ท้อง ไม่กินอาหารจำพวกน้ำแกงต่างๆ
เมื่อเตี้ยวกูคิดถึงเื่ที่เด็กหนุ่มถามตนอย่างจริงจังว่าที่นี่มีอะไรให้กินเป็อาหารเช้า
ก็รู้สึกเสียหน้าอย่างน่าประหลาด
ที่นี่ไม่มีอาหารเช้าสักอย่างเดียว
เมื่อเห็นใบหน้าผิดหวังของนายน้อยตรงหน้า นางกำนัลผู้แสนรอบคอบไปเสียทุกเื่อย่างเตี้ยวกูก็อับอายเสียจนต้องก้มหน้าต่ำ ไม่อาจสบตาอีกฝ่ายได้
“นายน้อยกินเนื้อแห้งรองท้องไปก่อนนะเ้าคะ รอให้พิธีจบแล้ว เดี๋ยวก็จะมีอาหารให้กินแล้วเ้าค่ะ”
เฉินโย่วถอนหายใจคราหนึ่ง ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ มิน่าล่ะน้าหลัวถึงใส่ของว่างมาให้นางมากมายถึงเพียงนี้ คงเกรงว่านางจะหิวจนทนไม่ไหว
คงกลัวว่าเข้ามาในวังหลวงแล้วจะกินอาหารไม่ได้นี่เอง
จ้งเยียนเมื่อมองเห็นเฉินโย่วจากไกลๆ ก็ระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ไหว รีบออกวิ่งไปต้อนรับศิษย์น้องของตนทันที
เฉินโย่วเมื่อเห็นเขาก็ใเช่นกัน
“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เด็กหนุ่มตรงหน้าแต่งกายอย่างหรูหรา บนศีรษะยังสวมกวานสูง กระทั่งใบหน้าก็ยังแต่งแต้มอย่างดี คิ้วเรียวยาว ใบหน้าขาวผ่อง
“ท่านอาจารย์ให้ข้ามารับเ้าอย่างไรเล่า ศิษย์น้อง”
เฉินโย่วเดินตามจ้งเยียนขึ้นไปบนแท่นบวงสรวง พบว่าบนแท่นบูชามีโต๊ะตัวใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้ ้ามีหัวสุกร หัววัวและหัวแพะที่ต้มสุกแล้ววางเรียงกัน บัดนี้ยังมีควันลอยกรุ่น แต่ละหัวดูมันมะเมื่อม ข้างๆ ยังมีมีดเล่มงามวางไว้
เฉินโย่วเห็นเช่นนั้นก็ตาเป็ประกาย ถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ นี่เราสามารถหั่นกินเองได้หรือ นี่ใช่อาหารตักเองขององค์หญิงที่เขาเล่ากันหรือไม่”
ราชครู “…”
จ้งเยียน “…”
“ช่างเบาปัญญาโดยแท้ ที่ข้าเคยสอนเ้าเอาไว้ เ้าล้วนแต่ลืมไปจนสิ้นแล้วหรือ ยามบวงสรวงจะใช้สัตว์สามชนิด ไม่ใช่เอาไว้เพื่อกิน” ราชครูเป่าลมใส่หนวดเคราไปพร้อมกับถลึงตา
จ้งเยียนเห็นว่าสีหน้าของท่านอาจารย์ที่แสดงต่อเฉินโย่วช่างแตกต่างกับตน ดูแล้วก็รู้ได้ว่าท่านอาจารย์รักศิษย์น้องจริงๆ
เฉินโย่วเห็นท่านอาจารย์ และจ้งเยียนกำลังย้ายหัวสุกรบนโต๊ะไปมา เมื่อนางมาแล้วก็ลงมือช่วยงาน จุดธูปเทียน
ธูปเป็กำๆ และเทียนเป็แถวถูกจุดขึ้นรอบๆ โต๊ะ
ไม่นานนักทั้งแท่นบูชาก็ถูกปกคลุมด้วยควันหนาทึบ
เฉินโย่วสำลักควันเสียจนน้ำหูน้ำตาไหล ทั้งยังไอไม่หยุด
จ้งเยียนเมื่อเห็นท่าทางของศิษย์น้องที่ดูเหมือนกับกระต่ายตัวน้อยตัวหนึ่ง ดวงตาแดงก่ำ และบนใบหน้าน้อยๆ ยังมีเศษผงธูปเลอะเต็มหน้า เขาก็อดหัวเราะไม่ได้
จากนั้นจึงเห็นว่าเฉินโย่วค่อยๆ ถอยหลังออกมา
“ทำไมวันนี้ท่านถึงแต่งกายเช่นนี้เล่า”
“วันนี้ท่านอาจารย์เป็ผู้ควบคุมหลักในพิธี ส่วนข้าเป็ผู้ช่วย ผู้ช่วยจำเป็ต้องแต่งกายเช่นนี้” จ้งเยียนตอบขึ้นอย่างอายๆ
“แล้วผู้ช่วยต้องทำอะไรกัน” เฉินโย่วนึกสงสัยจึงถามขึ้น
“ก็ยามที่ต้องทำพิธีบวงสรวง ท่านอาจารย์ก็จะสวดมนต์ถวายพระพร ส่วนข้าในฐานะเด็กหนุ่มก็แค่นั่งอยู่ข้างๆ บนเบาะกลมก็พอ”
“ไม่ใช่ว่าพิธีบวงสรวงยาวนานมากหรือ เช่นนี้ท่านก็ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่เช่นนี้ทั้งวันหรือ”
จ้งเยียนเห็นว่าศิษย์น้องทำหน้างุดก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “ก็ตามหลักเขาว่ากันเช่นนี้ เพียงแต่ยามที่เริ่มพิธีแล้วบนแท่นพิธีที่จะมีควันหนาทึบ ข้าจะแอบขยับกายสักหน่อยก็คงจะไม่มีมีใครสังเกตเห็น”
เฉินโย่วมองควันหนาที่ครอบแท่นพิธีเอาไว้ก็เพิ่งรู้ว่ามันก็มีประโยชน์เช่นกัน
เมื่อมองไปทางท่านอาจารย์ก็เห็นว่าเขากำลังยุ่งจนหัวหมุนอยู่ จ้งเยียนก็ยุ่งวุ่นวายอยู่ด้วยกัน นางจึงได้ยื่นมือไปดึงเชือกที่ห้อยลงมาจากกวานของจ้งเยียนแล้วกล่าวขึ้น “ศิษย์พี่ ข้ารู้สึกท้องไส้แปรปรวน ขอไปปลดทุกข์หน่อยได้หรือไม่”
จ้งเยียนไม่ได้นึกคลางแคลงใจแม้แต่น้อย จึงได้ชี้ทางให้แล้วเอ่ยขึ้น “เ้าไปพักสักครู่ก็ได้ กว่าพิธีจะเริ่มยังมีเวลาอีกสักพัก”
เฉินโย่วได้ยินเช่นนั้นก็วิ่งราวกับติดปีกจากไปทันที
เมื่อเดินจากแท่นบวงสรวงมาได้สักระยะก็รู้สึกว่าอากาศปลอดโปร่งขึ้นมา
เมื่อเฉินโย่วออกมาจากลานบวงสรวงแล้ว ก็เริ่มวิ่งพล่านไปอย่างไม่รู้ทิศทาง
ปกติแล้ววังหลวง และลานบวงสรวงเป็เอกเทศจากกัน มีหน่วยทหารลาดตระเวนคอยคุ้มกันแ่า
ทว่าวันนี้มีพิธีถวายพระพร ทั้งยังมีขุนนางนับร้อยเดินทางมาร่วมพิธี ระหว่างวังหลวงและลานพิธีจึงเปิดให้สัญจรได้อย่างอิสระ เหล่าทหารจะไปเฝ้าอยู่ทางฝั่งราชวงศ์มากกว่า
ความจริงแล้วเฉินโย่วไม่ได้ออกเดินอย่างไร้จุดหมาย
นางมักจะรู้สึกว่าที่นี่มีบางอย่างกำลังดึงดูดนาง ดูเหมือนว่ามีคนกำลังขับลำนำ เสียงกระซิบกระซาบยังคงดังแว่วอยู่ในหู เสียงเล็กขาดๆ หายๆ แต่สำหรับนางกลับชัดเจนนัก
วังหลวงช่างใหญ่โต
คนทั้งวังหลวงก็พากันมุ่งหน้าไปทางลานบวงสรวง
กระทั่งองค์หญิงที่กำลังสลบไสลอยู่ก็ถูกหามไปด้วยเช่นกัน
จิตใจของฮองเฮาจ้าวแม้จะพะวงอยู่เพียงแค่พระธิดาของตน ทว่าในฐานะฮองเฮา นางก็ยังต้องรักษาภาพลักษณ์ของมารดาแห่งแผ่นดินเอาไว้
เฉินโย่วเมื่อก่อนก็เคยแอบปีนกำแพงเข้ามาที่นี่ แต่ก็ไม่เคยเดินเพ่นพ่าน จึงไม่รู้ว่าด้านในเป็อย่างไร ด้วยเพราะมีคนคอยคุ้มกันอยู่มากมายนัก
ทว่าวันนี้ดูเหมือนว่าจะลดน้อยลงมาก
นางเดินมาตลอดทางยังไม่เจอใครเดินสวนมาสักคน
นางยิ่งเดินไปก็ยิ่งรู้สึกว่าเสียงนั้นใกล้เข้ามา
เสียงพึมพำราวกับกำลังกระซิบอยู่ข้างหูนาง
ทว่าเมื่อนางเดินมาถึงหน้ากำแพงสูงแห่งหนึ่ง เสียงนั้นก็หยุดลง
เฉินโย่วมองไม่เห็นว่าด้านในคืออะไร ทว่านางสามารถมองเห็นต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวต้นหนึ่งยืนต้นตระหง่านอยู่หลังกำแพง
ต้นไม้ต้นสูงชะลูดทว่ากลับไม่มีใบสักใบ มีเพียงลำต้นโกร๋นไร้สีสัน
เมื่อเฉินโย่วเดินไปหยุดลงหน้ากำแพง ก็รู้สึกว่าหัวใจของนางพลันเต้นแรง
นางรู้สึกว่าไม่เหมือนกับครั้งที่นางหลงทางอยู่กลางทะเลทรายและครั้งที่ตกลงไปในถ้ำที่สำนักเชิน ด้วยเหตุนี้นางจึงอยากจะรีบเข้าไปดูใกล้ๆ ว่าหลังกำแพงนั้นมีอะไร
เมื่อมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นใคร
เฉินโย่วทำแบบที่เคยทำมาแล้วหลายครา เริ่มจากหยิบเ้างูตัวเล็กเสี่ยวชิงในกระเป๋าโยนเข้าไปหลังกำแพง เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไร ทั้งเสี่ยวชิงยังค่อยๆ เลื้อยกลับมาหานางเงียบๆ นางจึงได้เริ่มรวบชุดของตนให้เรียบร้อย จากนั้นก็เหวี่ยงแส้ที่เคยรัดเอวนางเอาไว้ขึ้นไป้า เมื่อแน่ใจว่าคล้องแน่นดีแล้ว นางก็เริ่มไต่แส้ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เมื่อปีนไปจนถึงยอดก็เห็นว่าด้านล่างคือลานเรือนขนาดใหญ่
กลางลานมีต้นไม้ต้นใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ต้นของมันใบโกร๋นไปหมดแล้ว
ด้านในยังมีเรือนอยู่ ทว่าประตูกลับถูกปิดเงียบเชียบ
เสียงขับลำนำเหมือนจะดังออกมาจากในเรือน
นางเก็บแส้ของตนอย่างระมัดระวัง มุมกำแพงที่นี่สะอาดสะอ้านดีนัก หากว่าตกลงไปย่อมจะต้องเจ็บเป็แน่
นางจึงได้แต่ค่อยๆ ปีนลงจากกำแพงช้าๆ ไปยังด้านล่าง
เสียง “ตุ๊บ” ดังขึ้น ในที่สุดนางก็ลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย เมื่อครู่เห็นว่าห่างจากพื้นดินไม่มากแล้ว นางะโคราเดียวก็ถึงพื้นทันที
เฉินโย่วอยากผ่อนคลายเสียหน่อยจึงได้ปัดมือสองสามครั้ง
เมื่อครู่ตอนนางยังอยู่บนกำแพง ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าที่นี่ไม่มีคน
นางได้แต่หมุนกายกลับไปมองด้วยความกังวล
พลันเห็นว่าด้านหลังตนมีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่
สตรีนางนี้แต่งกายโอ่อ่า สวมอาภรณ์หรูหรา ชายอาภรณ์ยาวเสียจนลากพื้น ทว่าอาภรณ์ของนางกลับดูแล้วเก่าไปสักหน่อย
สตรีตรงหน้านางผมยาวยิ่งนัก ยาวเสียจนจรดถึงเอว
เรือนผมผูกไว้เพียงหลวมๆ
นางเพียงยืนอยู่ด้านหลังเฉินโย่วแล้วนิ่งค้างมองนางอยู่อย่างนั้น
เฉินโย่วเองก็ไม่รู้ว่านางมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
แววตาของอีกฝ่ายดูแน่วแน่นัก ทั้งใบหน้ายังงดงามเหลือเกิน ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
เฉินโย่วจึงได้หันกายกลับไปประจันหน้ากับสตรีที่ยืนอยู่
จากนั้นก็ได้ยินเสียงนางถามขึ้นว่า “เ้าใช่อาโฉ่วของข้าหรือไม่”
