“ชิงชิง เ้าจะไปเพื่ออะไร คนคนนั้นใกล้หมดลมหายใจแล้ว เ้าอย่าได้ไปแปดเปื้อนกลิ่นอายอัปมงคลเลย” ยามที่หลี่หลานหลานเห็นน้องสาวกำลังจะก้าวออกจากประตูบ้าน นางก็รีบร้อนวิ่งไปล้างมือด้วยความรวดเร็ว หลังจากนั้นก็วิ่งก้าวสั้นๆ ตามมาทันที “ข้าว่านะหลี่ชิงชิง ยามที่เ้าอยู่ในบ้านของเรา เ้าไม่ชอบความครึกครื้น ทว่าเหตุใดหลังจากแต่งงานถึงเปลี่ยนไปเสียแล้ว เื่ร้อนในครั้งนี้มีอันใดให้น่าเข้าร่วมกัน ข้าจะบอกให้นะ คนที่กล้าหาญชาญชัยราวกับกินดีหมีดีเสือเช่นเ้า จะไม่กลัวงูใบไผ่เขียวเชียวหรือ?”
“พี่สะใภ้ ข้าไปด้วย” เฝิงซื่อสี่คิดถึงคำพูดที่หวังจวี๋เอ่ยระหว่างทาง ในใจนางพลันปรากฏความหวังอันริบหรี่ เด็กหญิงแบกเฝิงจินที่เรียบร้อยเชื่อฟังไม่ร้องไห้โยเยเลยสักนิดมาตลอดทาง ก่อนจะลงดานบานประตูและตามไปที่ร้านยาทันที
ร้านยาในตำบลไท่มีชื่อร้านว่า “ร้านขายยาตำบลไท่” ไม่เหมือนร้านขายยาในอำเภอที่ต้องมีคำว่า “โรงหมอ” อะไรเทือกนั้น
ท่านหมอเติ้งจากร้านขายยาตำบลไท่ ปีนี้อายุห้าสิบสามปี ร่างกายสูงใหญ่อ้วนท้วน ผมบนศีรษะครึ่งหนึ่งของเขาเป็สีขาวดอกเลา
ท่านหมอเติ้งเคยเป็หมอพเนจรที่เดินทางสัญจรไปทั่วเพื่อศึกษาวิชาแพทย์ ต่อมาภายหลังอายุมากขึ้น เดินทางต่อไม่ไหวแล้ว จึงได้ฝากตัวเป็ลูกศิษย์ของร้านขายยาแห่งหนึ่งในอำเภอ ศึกษาอยู่สองปี ยามที่คิดว่าวิชาแพทย์ของตนเพียงพอจะใช้การได้แล้ว จึงมาเปิดร้านขายยาที่ตำบลไท่ และสถาปนาตนเองเป็หมอคนหนึ่ง
เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับร้านขายยาในอำเภอ หมอเติ้งรับยามาจากที่นั่น หากมีผู้ป่วยที่มิอาจรักษาให้หายได้ เขาก็จะส่งไปที่นั่นเสมอ
ด้วยวิชาแพทย์ของเขา หากสามารถรักษาคนไข้ได้สักสองสามคนในสิบคน ก็นับว่ามีผลงานที่ไม่เลวแล้ว แม้ฝีมือจะมิอาจสู้ท่านหมอในเมือง ทว่าก็ดีกว่าท่านหมอเก๊ที่มิอาจรักษาผู้ใดให้หายเลยสักคน
วันนี้หมอเติ้งตรวจอาการพ่อค้ากบ เมื่อพบว่ารักษามิได้เขาก็เอ่ยไปตามตรง แต่ว่าครานี้เขากลับมิได้ส่งพ่อค้ากบไปรักษาในอำเภอ ด้วยมั่นใจว่าแม้แต่หมอที่ร้านขายยาในอำเภอก็มิอาจรักษาเขาได้เช่นกัน
“ร้องไห้ไปก็ไร้ประโยชน์ นี่แหละชีวิต” ท่านหมอเติ้งยืนอยู่ที่ประตูร้านขายยา ชายชรายืนถอนหายใจไปพร้อมๆ กับชาวบ้านที่มุงอยู่รอบๆ “ในตำบลย่อมมีงู แต่ก็ล้วนเป็งูน้ำหรือไม่ก็งูดิน มิใช่งูที่มีพิษ ทว่าวันนี้กลับมีงูพิษร้ายแรงโผล่มา นั่นหมายความว่านี่คือชะตาที่์มอบให้เขา”
มีใครบางคนถามขึ้นว่า “ท่านหมอในเมืองเซียงก็มิอาจล้างพิษงูใบไผ่เขียวได้หรือ?”
ประกายแสงในดวงตาของท่านหมอเติ้งมืดครึ้มลง เขาส่ายศีรษะพลางเอ่ยว่า “เท่าที่ข้ารู้ พิษของงูใบไผ่เขียวไร้หนทางรักษา เฮ้อ อีกอย่างนะ เมืองเซียงอยู่ห่างจากเมืองของเราเกือบร้อยลี้ ระยะทางที่ไกลขนาดนั้น ต่อให้ขี่ม้าไปก็ต้องใช้เวลาสองถึงสามชั่วยาม พิษของงูใบไผ่เขียวแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วยิ่ง คนที่ถูกพิษจะทนาแได้นานขนาดนั้นได้อย่างไรกัน”
เหล่าฝูงชนต่างพากันส่ายศีรษะทอดถอนใจ
พ่อค้าขายกบคือบุรุษหนุ่มตัวสูงใหญ่ยาวเจ็ดชุ่น ทว่าั้แ่ที่ถูกงูกัดก็เอาแต่ร่ำไห้อย่างขมขื่นจนถึงตอนนี้
เขาเ็ปเหลือเกิน าแที่ถูกงูพิษกัดนั้นปวดร้าวแสนสาหัส ในใจเองก็ร้าวรานยิ่งนัก เมื่อคิดถึงบิดามารดา ภรรยาและบุตรน้อยที่บ้าน บุตรคนเล็กสุดของเขาเพิ่งมีอายุได้เพียงสองขวบเท่านั้น หากเขาจากไป ที่บ้านย่อมสูญเสียกำลังหลักสำคัญ วันคืนที่ต้องผ่านพ้นย่อมมิอาจพ้นผ่านไปได้ง่ายๆ แน่
ทันใดนั้น หูของทุกคนพลันแว่วเสียงกระจ่างใสของสตรีนางหนึ่ง “แผลที่ถูกงูพิษกัดอยู่ที่ใด?”
พ่อค้าขายกบเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็นสตรีแน่งน้อยหน้าตางดงามหมดจด แม่นางน้อยผู้นี้เป็ใครกัน เหตุใดถึงได้มาสนใจเขา พ่อค้าขายกบเอ่ยปากตอบ “ข้อเท้าข้างขวา”
แม่นางน้อยผู้นั้นก็คือหลี่ชิงชิง นางแทรกกายผ่านฝูงชนมาจนถึงหน้าประตูร้านขายยา ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ข้างหายพ่อค้าขายกบ หลังจากที่ได้ยินคำตอบ นางก็คุกเข่าลง และทำการตรวจสอบบริเวณข้อเท้าข้างขวาของบุรุษคนนั้นทันที
พ่อค้าขายกบนั่งอยู่บนพื้น เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมก็คือรองเท้าแตะที่ทำจากฟางและกางเกงขายาวตัวหนึ่ง กางเกงตัวนั้นใช้งานมานานแล้ว ขอบมุมของกางเกงได้รับการปะซ่อมและซักนับครั้งไม่ถ้วนจนหดตัวลง ทำให้เผยให้เห็นข้อเท้าทั้งหมด
หลี่ชิงชิงเอ่ยเสียงดังกังวาน “ยกเท้าขวาของท่านขึ้นมาให้ข้าดูาแ”
พ่อค้าขายกบทำตามสั่ง เขายกเท้าข้างขวาขึ้น บริเวณข้อเท้าปรากฏรอยเขี้ยวที่เห็นได้ชัดเจนสองจุด ิัรอบๆ จุดนั้นบวมแดงและมีโลหิตสดๆ ไหลซึมออกมา
หลี่ชิงชิงตรวจสอบาแ พิจารณาจากรอยเขี้ยวทั้งสองที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ชัดเจนว่าเป็าแที่เกิดจากงูพิษกัดจริงๆ นางจึงเอ่ยว่า “เป็าแที่เกิดจากงูพิษจริงๆ”
งูพิษมีเขี้ยวในลักษณะเป็รอยท่อหรือฟันตะขอ รอยแผลที่เกิดจากการถูกกัดนั้น จะเห็นเป็รอยเขี้ยวหนึ่งถึงสองซี่อย่างชัดเจน
ส่วนงูที่ไม่มีพิษจะไม่มีลักษณะฟันแบบรอยท่อหรือฟันตะขอ รวมถึงรอยแผลที่เกิดจากการกัดก็จะเห็นเป็รอยฟันที่เรียงกันไม่ชัดเจน
หลายคนในบริเวณใกล้เคียงรีบแย่งกันตอบว่า “ใช่ เป็งูพิษ งูใบไผ่เขียว”
หลี่หลานหลานโน้มกายก้มลงกระซิบที่ข้างหูหลี่ชิงชิง “เ้า้าจะทำอันใดหรือ?”
หลี่ชิงชิงตอบว่า “ช่วยได้ก็จะช่วยเ้าค่ะ”
มีคนถามขึ้นมาว่า “แม่นางน้อย เ้าเป็หมอหรือ?”
หวังจวี๋แสร้งยืดอกอย่างกล้าหาญ ก่อนเอ่ยตอบทุกคนว่า “พี่สะใภ้สามของข้ารู้วิชาแพทย์ นางเคยรักษาคนมาก่อน อีกทั้งยังรักษาหายอีกด้วย จริงๆ นะ ข้ามิได้พูดปด พี่สะใภ้สามของข้ารู้วิชาแพทย์จริงๆ”
หลี่หลานหลานผงะอึ้ง หลี่ชิงชิงน้องสาวของนาง ยามที่อยู่บ้านเดิมไปเรียนรู้วิชาแพทย์ั้แ่เมื่อใด?
“ที่แท้แม่นางก็เป็หมอนี่เอง”
“แต่อนิจจา พิษของงูใบไผ่เขียวมิอาจมีผู้ใดที่รักษาได้”
“หมอเติ้งกล่าวว่า แม้แต่ท่านหมอในเมืองเซียงก็ยังมิอาจรักษาพิษของงูใบไผ่เขียวได้”
ชาวบ้านช่วยกันอธิบายให้หลี่ชิงชิงฟังด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ท่านหมอเติ้งเดินมาถึงที่ เขามองประเมินหลี่ชิงชิงั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่เคยได้ยินว่าหมู่บ้านใกล้ๆ นี้มีหมอหญิงนี่นา?
หลี่ชิงชิงหันไปเอ่ยกับพ่อค้าขายกบวัยกลางคนด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่งว่า “งูใบไผ่เขียวเป็หนึ่งในงูพิษร้ายแรงสิบอันดับแรกในใต้หล้า หากงูใบไผ่เขียวกัดท่านจริงๆ พิษจะแล่นไปตามกระแสเื ไหลไปทั่วร่างกายของท่านอย่างรวดเร็ว อาการหลังพิษกำเริบ ท่านจะปวดตามร่างกายอย่างรุนแรง วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน...”
ชายผู้เป็พ่อค้าขายกบร่ำไห้คร่ำครวญว่า “ใช่ มันเจ็บ เจ็บเหลือเกิน เมื่อครู่นี้ข้าเวียนหัว ยืนไม่ไหวถึงได้นั่งลงมา”
หลี่ชิงชิงหาได้ใส่ใจปลอบโยนพ่อค้าขายกบวัยกลางคนไม่ นางเอ่ยต่อว่า “ข้ามียาที่สามารถกำจัดพิษงูบางส่วนออกจากร่างกายของท่านได้...”
พ่อค้าขายกบวัยกลางคนรีบร้อนคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมโขกศีรษะให้หลี่ชิงชิงทันที เขาเหมือนคนจมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ “ได้โปรดท่านหมอหญิงช่วยชีวิตข้าด้วย ช่วยข้าด้วยเถิด... แล้วชาตินี้ข้าจะตอบแทนบุญคุณท่าน ให้เป็วัวเป็ม้าก็ยอม”
หลี่ชิงชิงเอ่ยเน้นย้ำอีกครั้งว่า “ท่านฟังข้าพูดให้จบ ยาของข้าสามารถกำจัดพิษงูในร่างกายของท่านได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หลังจากนี้ท่านยังจะมีโรคเรื้อรังจากพิษงูหลงเหลืออยู่อีก”
“ขอเพียงยังมีลมหายใจอยู่ก็พอแล้ว”
“เห็นด้วย ถูกงูใบไผ่เขียวกัดแต่ยังสามารถมีลมหายใจต่อได้ ก็ถือว่าเป็ลาภอันประเสริฐท่ามกลางความโชคร้ายแล้ว”
“ท่านหมอหญิง การช่วยชีวิตคนสำคัญที่สุด รีบมอบยาให้พ่อค้ากบเกิด”
ชาวบ้านทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน
อย่างน้อยท่านหมอเติ้งก็ยังเรียกได้ว่ารู้วิชาแพทย์ เขาเอ่ยถามเสียงดังขึ้นมาทันที “เป็โรคเรื้อรังใด?”
หลี่ชิงชิงเงยหน้าขึ้นมองท่านหมอเติ้ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยแววตาเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน “ผมร่วง ฟันร่วง” หากให้เอ่ยตามตรงก็คืออาการชราก่อนวัยอันควร
พิษงูแล่นไปตามกระแสเื ไหลผ่านไปทั่วร่างกาย ทำลายเส้นประสาทและอวัยวะต่างๆ ต่อให้พิษจะถูกขจัดออกไปแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ยังมีผลทำให้เกิดอาการอ่อนแรงและชราก่อนวัยอันควรอยู่ดี
หลี่ชิงชิงไม่้าให้คนไข้สับสน และไม่้าปิดบังคนไข้ นางจึงเลือกที่จะเอ่ยปากบอกความจริง
ท่านหมอเติ้งนึกว่าหลี่ชิงชิงจะเอ่ยว่า โรคเรื้อรังที่ตามมาคือร่างกายที่พิการ เช่น ตาบอด หูหนวก หรือเป็อัมพาต ดวงตาทั้งสองข้างของท่านหมอเติ้งเบิกกว้าง เอ่ยขึ้นว่า “เทียบกับชีวิตแล้ว เื่พวกนี้นับเป็อันใดกัน?”
ชาวบ้านพยักหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย “จริงด้วย ชีวิตย่อมสำคัญที่สุด”
หลี่หลานหลานเอ่ยกับพ่อค้ากบที่ยังโขกศีรษะอยู่เสียงดังว่า “มาทำข้อตกลงกันก่อน หากในอนาคตเ้าหัวล้านหรือฟันหลอ จะไม่มาคิดบัญชีกับน้องสาวของข้า”
หากพ่อค้าขายกบวัยกลางคนมิได้ห่วงหน้าพะวงหลังว่าหลี่ชิงชิงเป็สตรี เขาก็คงจะกอดต้นขาของนางและขอร้องพลางร่ำไห้ไปนานแล้ว “ท่านหมอหญิงคือผู้มีพระคุณของข้าเทียนเป่า ข้าจะตอบแทนความเมตตาด้วยความเกลียดชังได้อย่างไร?”
ที่แท้บุรุษผู้นี้ก็มีนามว่าเทียนเป่า
เทียนเป่าเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของบิดามารดา
บิดามารดาให้กำเนิดบุตรสาวสามคน ไม่ง่ายเลยกว่าจะให้กำเนิดบุตรชายเช่นเขาได้ ยามที่ตั้งชื่อจึงมีคำว่าสมบัติอยู่ในนั้น
ชาวบ้านพากันเอ่ยเซ็งแซ่ “ใช่แล้วๆ ในเมื่อเป็คน ก็ไม่ควรจะตอบแทนความเมตตาด้วยความเกลียดชัง”
“พ่อค้ากบถูกพิษของงูใบไผ่เขียว ทว่าได้รับการช่วยเหลือจากท่านหมอหญิง เสมือนม้าที่ตายแล้วทว่าได้รับการรักษาจนหายขาด หากวันหน้าพ่อค้ากบสร้างปัญหาสร้างเื่ให้ท่านหมอหญิง พวกเราทุกคนในเมืองจะเป็พยานให้ท่านหมอหญิงเอง!”
