หลังจากไป๋หยุนเฟยกลับถึงบ้านตระกูลเย่ก็เข้าไปยังห้องของตนทันที เตรียมใคร่ครวญคาดการณ์ว่าตระกูลจ้าวจะเดินหมากอย่างไรต่อไปและตนควรจะรับมืออย่างไร --- ในเมื่อตัดสินใจจะช่วยตระกูลเย่ฝ่าฟันอุปสรรคครั้งนี้แล้ว ก็ต้องทุ่มเททั้งใจกายไม่อาจปล่อยให้มีความผิดพลาดใดเกิดขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็การทำลายตระกูลเย่เสียเองแล้ว
“หากไม่ทำลายสภาวะที่เป็อยู่ในปัจจุบัน ตระกูลเย่คงไม่อาจรอดพ้นอันตรายได้ ยามนี้เมื่อลากตระกูลหลิวเข้ามา แม้ว่าจะยังไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ตระกูลจ้าวห่วงหน้าพะวงหลังได้ อีกอย่างเมื่อข้าแสดงฝีมือออกไปน่าจะเพียงพอให้พวกมันเกิดความแตกตื่นหวาดหวั่นได้บ้าง น่าจะช่วยยืดเวลาออกไปได้อีกสักระยะ หากใช้โอกาสนี้ทำให้ตระกูลเย่กับตระกูลหลิวร่วมมือกัน สำนักธาตุไม้หนึ่งในเบญจธาตุก็จะสามารถยื่นมือเข้ามาโดยไม่มีข้อกริ่งเกรงอีก วิกฤติครั้งนี้ก็จะคลี่คลายไปเอง แต่กระนั้น ยังมีความเป็ไปได้อีกอย่างก็คือ ตระกูลจ้าวไม่คิดที่จะนิ่งเฉยปล่อยวิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิงและชิงลงมือก่อน ด้วยสำนักอสูริญญาที่หนุนหลังตระกูลจ้าวอยู่ แม้จะเหลือบรรพิญญาเพียงคนเดียว ขุมกำลังที่มีก็ยังเกินพอที่จะล้มตระกูลเย่ได้”
“หากตระกูลจ้าวคิดจะลงมือในบัดดลก็ยังอยู่ในความคาดคิด ข้ายังสามารถใช้อิทธิพลของผู้าุโหยิวยืมมือตระกูลหลิวเข้ามาช่วยเหลือได้ ข้าเองไม่คิดจะรั้งอยู่ที่เมืองเกายี่นานนัก แก้ปัญหาจบโดยเร็วก็ดี... หากเกิดการปะทะขึ้นมาก็ยังไม่ทราบว่าพลังฝีมือของข้าจะสามารถรับมือผู้บรรลุด่านบรรพิญญาได้หรือไม่ ด้วยท่าไม้ตายที่ข้ามี ทะลวงเก้าทบกับมีดปีกเพลิง ยังไม่พอจะรับมือชนชั้นเอกะิญญาแต่กับภูติญญานับว่าเกินพอ หากมีโอกาสได้ประมือกับบรรพิญญาสักคราก็น่าจะช่วยให้ข้าประเมินได้ว่าพลังฝีมือข้าแท้จริงแล้วอยู่ระดับใด”
การต่อสู้กับศิษย์สำนักเ้าอสูร ที่จริงแล้วเป็การต่อสู้กับอสูริญญา อสูริญญาเ่าั้ไม่มีทั้งเหตุผลและความหวาดกลัว จึงต้องมุ่งจู่โจมใส่ผู้เป็นายโดยตรง หลักการเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนทราบดี แต่หากง่ายดายเช่นนั้นสำนักเ้าอสูรคงไม่มีคุณสมบัติจะเป็หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ในแผ่นดินได้ ยอดฝีมือที่แท้จริงของสำนักเ้าอสูรล้วนมีพลังในการป้องกันตนเองอันเด่นล้ำเกินคาดเดา มิหนำซ้ำยังสามารถควบคุมอสูริญญาของตนได้ราวแขนขา จึงเป็เื่ยากเย็นยิ่งนักที่จะจู่โจมถึงตัวผู้เป็นายได้โดยไม่สยบอสูริญญาลงก่อน
ไป๋หยุนเฟยเคยประมือกับศิษย์สำนักเ้าอสูรมาก่อน ที่ฝีมือร้ายกาจที่สุดก็เพียงภูติญญาระดับปลาย สำหรับมันแล้วเพียงอาวุธที่ผ่านการอัพเกรดก็สามารถรุกไล่ปานผ่าลำไผ่ การจะเอาชนะก็ไม่ใช่เื่ลำบากกินแรง แต่หากได้พบยอดฝีมือที่แท้จริงแล้วคาดว่าคงไม่ง่ายดายเช่นนี้
“อสูริญญา... ที่ข้าเคยพบเห็นมาก็ไม่น้อย แต่ที่ถือเป็‘อสูริญญา’ที่แท้จริงก็มีเพียงเสี่ยวไป๋กับเสี่ยวถังเท่านั้น ที่เหลือนอกจากนั้นล้วนเป็อสูริญญาหุ่นเชิด... ของสำนักเ้าอสูรทั้งสิ้น ช่างเป็สำนักที่ชวนให้ผู้คนชิงชังรังเกียจนัก พี่หงยินเคยกล่าวไว้ว่าศิษย์สำนักเ้าอสูรล้วนสมควรตาย ข้าเองแม้จะไม่ได้เคียดแค้นชิงชังเช่นเดียวกับเขา แต่ก่อนหน้านี้ที่สังหารคนของสำนักเ้าอสูร กลับไม่ได้รู้สึกสำนึกเสียใจเท่าใดนัก แม้จะเป็เพราะเหตุการณ์บังคับ แต่ทว่า...”
“ข้าเปลี่ยนไปแล้ว... ั้แ่เมื่อใดกัน? ยามที่หลบหนีการไล่ล่าในมณฑลเป่ยเหยียน ยามที่ถูกสำนักธารน้ำแข็งตามล่า ยามที่ล้มล้างค่ายไม้ดำ หรือว่ายามที่ผู้เฒ่าอู๋สละชีวิตแทนข้า? หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก?” ไม่ทราบเพราะเหตุใด จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็นึกถึงเื่ราวต่างๆที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้ มันพบว่าั้แ่ได้รับความสามารถในการอัพเกรดสิ่งของและกลายเป็ผู้ฝึกปรือิญญาใน่ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ตนเองกลับผ่านเื่ราวต่างๆมากมายทั้งซับซ้อนยิ่งกว่าตลอด่ชีวิตสิบเก้าปีรวมกันด้วยซ้ำ
ทว่า ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ได้สำนึกเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำมาแม้แต่เื่เดียว หากเทียบกับ่ที่ดิ้นรนใช้ชีวิตอย่างกระเสือกกระสนโดยไร้จุดหมาย สิ่งที่มันมีอยู่ในวันนี้จึงจะเรียกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริง
“ไม่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเช่นใด ขอเพียงมีศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนแปลง --- ท่านปู่เคยกล่าวไว้ว่า‘มีมโนธรรม’ ยังมีที่มารดาบอกว่า‘อิสระเสรี’ ทั้งสองสิ่งนี้ก็คือศรัทธาของข้า!!”
ในยามที่จิตใจสับสนมันก็ััจี้หยกรูปก้อนเมฆ ทันใดเมฆหมอกในใจไป๋หยุนเฟยก็สลายไปพร้อมกับที่แววตามันแปรเปลี่ยนเป็แน่วแน่เด็ดเดี่ยว
หลังจากใคร่ครวญอีกครู่หนึ่ง ไป๋หยุนเฟยก็นำอสูริญญาหุ่นเชิดออกมาจากแหวนช่องมิติที่พกพาอยู่ หลังจากใช้ััิญญาสำรวจพวกมันทีละตัว มันก็ถอนหายใจออกมา “อสูริญญา เมื่อใดข้าถึงจะมีอสูริญญาคู่หู? ป่าอสูริญญา... หากว่าพลังฝีมือเข้มแข็งพอ ข้าจะลองฝ่าเข้าไปดู!”
“เอ๊ะ? นี่มัน...” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยหยิบแหวนที่บรรจุวิหคสายฟ้าออกมา ทันใดมันก็ต้องตกตะลึง เนื่องเพราะมันััได้ถึงคลื่นพลังิญญาอยู่ข้างใน! อสูริญญาหุ่นเชิดของสำนักเ้าอสูร ต้องถูกสั่งการเท่านั้นจึงจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ทว่าเ้าของวิหคสายฟ้าตายไปแล้ว แล้วยามนี้...
ไป๋หยุนเฟยพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าวิหคสายฟ้ากำลังจำศีลอยู่ แต่ก็ปล่อยพลังิญญาออกมาอย่างแ่จาง และยิ่งใช้ััิญญาสำรวจลงลึกเข้าไป พลังิญญาของมันก็สั่นไหวและเกิดปฏิกิริยากับไป๋หยุนเฟยเช่นเดียวกับที่มีต่อนายของมัน
ไป่หยุนเฟยรีบลุกขึ้นออกจากห้องไป เมื่อมาถึงลานบ้านก็ยื่นแหวนไปเบื้องหน้าก่อนจะสะบัดคราหนึ่ง บังเกิดแสงสีม่วงสว่างขึ้นแล้ววิหคสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้า
พลังิญญาที่แผ่ออกมาสามารถััได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ยามที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน --- วิหคสายฟ้า อสูริญญาระดับห้าขั้นต้น มีพลังเทียบได้กับผู้ฝึกปรือิญญาแห่งด่านบรรพิญญาระดับต้น
“ไฉนจึงเป็เช่นนี้ได้.... อืม? ดวงตาของมัน...” ไป๋หยุนเฟยตรวจสอบวิหคสายฟ้าด้วยความสงสัย ทันใดก็พบว่าดวงตาของวิหคสายฟ้านั้นกลายเป็สีม่วงอ่อน
แม้จะยังคงปราศจากอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้ไร้ชีวิตชีวาดังเดิม ดูไปคล้ายจะอยู่ในภาวะ‘สมองเสื่อม’มากกว่า
“เป็ไปได้อย่างไร? อสูริญญาของสำนักเ้าอสูรไม่ใช่ว่าต้องมีดวงตาสีแดงและเป็เช่นหุ่นเชิดหรอกหรือ?” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วชั่วครู่ ด้วยความไม่แน่ใจจึงสะบัดมืออีกครั้งเพื่อนำอสูริญญาออกมาอีกสองตัว และก็เป็ดังที่คิด ดวงตาพวกมันเป็สีแดงสดแต่ไร้ชีวิตชีวา
“แล้วไฉนตัวนี้จึงได้แปลกประหลาดนัก? หรือว่าจะเป็...” ไป๋หยุนเฟยนึกย้อนเพื่อหาความพิเศษของอสูริญญาตัวนี้อย่างละเอียด นอกจากว่าเป็อสูริญญาระดับสูงที่สุดที่มีแล้ว ยังมีอีกเื่ที่...
“ะเิตัวเอง? หรือจะเป็เพราะคราก่อนมันเกือบจะะเิตัวเอง?” ไป๋หยุนเฟยยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าเป็ไปได้ ในยามนั้นระหว่างสถานการณ์วิกฤต มันสังเกตพบว่าในตัวของวิหคสายฟ้ามีจุดที่พลังปะทุออกมาอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ทันได้สังเกตว่าอะไรเป็สิ่งกระตุ้นหรือพลังิญญามีความเปลี่ยนแปลงอันใดเป็พิเศษ หลังจากเก็บกวาดสนามรบไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ตรวจตราอย่างละเอียด กระทั่งถึงยามนี้จึงค่อยพบเห็น
หลังจากเดินวนเวียนรอบวิหคสายฟ้าหลายรอบก็ลองยื่นมือไปผลักดัน ไป๋หยุนเฟยพบว่านอกจากพลังิญญาที่แผ่ออกมาแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ได้มีอันใดแตกต่างจากอสูริญญาหุ่นเชิดตัวอื่น สร้างความผิดหวังแก่ไป๋หยุนเฟยซึ่งคาดว่าจะค้นพบสิ่งใดที่แปลกพิเศษขึ้นมาได้บ้าง
แต่กระนั้น หลังจากไป๋หยุนเฟยทดสอบแล้วไม่ได้ผลลัพธ์อันใด ขณะที่คิดจะนำมันเก็บใส่แหวนช่องมิตินั้นเอง ก็บังเกิดเื่น่าตื่นตะลึงขึ้น --- ไฉนไม่อาจเก็บมันใส่แหวนได้!!
ก่อนหน้านี้เป็มันที่นำออกมาเอง แต่ว่ายามนี้กลับไม่อาจเก็บมันกลับคืนได้ ไป๋หยุนเฟยได้แต่งงงัน หลังจากลองอีกหลายครั้งก็ไม่เป็ผล สุดท้ายมันจึงล้มเลิกความคิด เปลี่ยนเป็จ้องมองวิหคสายฟ้าอย่างซึมเซาอยู่อย่างนั้น ใบหน้ามันกลายเป็สับสนและอับจนปัญญา
“นี่... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...”
ไป๋หยุนเฟยขบคิดอยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงนำมือทั้งสองข้างไปแตะที่ส่วนอกของวิหคสายฟ้า ก่อนจะแผ่ััิญญาเพื่อสำรวจในตัวของมัน เพื่อลองตรวจสอบดูอีกคราว่านี่เป็เื่ราวใดกันแน่
……
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ระหว่างที่หนึ่งคนหนึ่งวิหคซึ่งประจันหน้ากันอย่างเงียบงันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็บังเกิดพลังิญญาปะทุขึ้นอย่างรุนแรงสองระลอก แล้วพลังสีแดงและม่วงทั้งสองก็ห่อหุ้มร่างของทั้งคู่เอาไว้พร้อมกับผสานเข้าด้วยกัน
ห้องทางด้านซ้ายของลานบ้านพลันเปิดออก แล้วจิ้งิเฟิงก็พุ่งออกมาราวพายุกระโชกพร้อมกับกวาดตามองอย่างรวดเร็ว หลังจากพบเห็นเหตุการณ์ที่กลางลานแล้ว สีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนเป็ตะลึงพรึงเพริด
“นี่คือ... พันธะิญญา?!”
