บทที่ 27 สิบอันดับกระบี่เลื่องชื่อแห่งแผ่นดิน
หยางเจวี๋ยติ่งที่ถูกสวี่หนิงข่มขวัญจนเสียหน้าเริ่มเปิดฉากโต้เถียงกับเฉิงชางไห่ เฉิงชางไห่ที่เดิมทีหวาดกลัว พอเถียงไปเถียงมาก็เริ่มโมโหจนอยากจะลุกขึ้นลงมือ ทว่ากลับถูกสวี่หนิงถลึงตาใส่เพียงคราเดียว ก็ใจนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นตามเดิม
“เอาละ ถึงตอนนี้จะตีเขาให้ตายก็ไม่มีประโยชน์อะไร ลองคิดดูว่าจะชดใช้อย่างไรดีกว่า”
หลี่ชิงชิวเอ่ยขึ้น แม้การลักขโมยจะเป็เื่น่ารังเกียจ ทว่าของที่เฉิงชางไห่ขโมยไปก็มิใช่ของล้ำค่าอะไรนัก โทษไม่ถึงตาย
หยางเจวี๋ยติ่งถลึงตาใส่เฉิงชางไห่ทีหนึ่ง ก่อนจะหันมาบอกหลี่ชิงชิวว่า “คนผู้นี้ชื่อเฉิงชางไห่ มีวิชาตัวเบาเป็เลิศ ชาวยุทธต่างขนานนามเขาว่าาาแห่งหัวขโมย เขาเคยบุกเข้าไปในจวนข้าหลวงประจำแคว้นเพื่อขโมยของล้ำค่าชิ้นหนึ่ง แล้วนำไปขายต่อให้ขุนนางคนอื่นเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยฏ นับว่าเป็ชายชาตรีที่มีคุณธรรมคนหนึ่ง อีกทั้งคำมั่นสัญญาของเขานั้นเป็ที่เลื่องลือไปทั่ว หากเขารับปากสิ่งใดแล้วย่อมต้องทำให้สำเร็จ จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยผิดคำพูดต่อใครเลยสักคนขอรับ”
ความจริงหยางเจวี๋ยติ่งค่อนข้างชื่นชมในตัวเฉิงชางไห่ ในยุคสมัยที่เสื่อมทรามเช่นนี้ คนในยุทธภพที่ยังคงรักษาจิติญญาแห่งจอมยุทธผู้กล้านั้นมีไม่มากนัก
หลี่ชิงชิวจ้องมองเฉิงชางไห่แล้วถามว่า “ไฉนเ้าถึงมาที่สำนักชิงเซียว?”
เฉิงชางไห่ตอบว่า “ข้าถูกทางการตามล่า นายอำเภอเฮยสือคนใหม่วรยุทธไม่เลว ทั้งยังรักใคร่ราษฎร ทว่าเขากลับหมายหัวข้า จะจับาาหัวขโมยอย่างข้าเข้าคุกให้ได้ ข้าถูกเขาไล่ตามมาตลอดทางจนถึงเทือกเขาไท่คุน หิวจนทนไม่ไหวจึงต้องทำเื่ต่ำช้าเช่นนี้ขอรับ”
“ไม่ถูกเสียทีเดียว โลกนี้กว้างใหญ่ ไฉนเ้าต้องเจาะจงหนีมาที่นี่?” สายตาของหลี่ชิงชิวแปรเปลี่ยนเป็เฉียบคม น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ
เฉิงชางไห่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย กัดฟันสารภาพว่า “บอกตามตรงขอรับ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า องค์รัชทายาทจะเสด็จมาล่าสัตว์ที่เทือกเขาไท่คุน ข้าจึงล่วงหน้ามาเตรียมการเพื่อจะขโมย ‘กระบี่ไท่ผิง’ ที่เหน็บอยู่ที่เอวของพระองค์ขอรับ”
หยางเจวี๋ยติ่งได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง ด่ากราดทันที “เ้าช่างขวัญกล้านัก! หากเ้าทำเช่นนั้น ราชสำนักย่อมต้องส่งกองทัพบุกค้นเทือกเขาไท่คุนขนานใหญ่ สำนักชิงเซียวของเราต้องถูกหางเลขไปด้วยแน่ๆ”
เหล่าศิษย์รอบข้างต่างมองเฉิงชางไห่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นึกไม่ถึงว่าเขาจะกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้
จางอวี้อดมิได้ที่จะเอ่ยขึ้น “กระบี่ไท่ผิง... นั่นคือกระบี่ที่ยอดคนท่านหนึ่งมอบให้ปฐมจักรพรรดิยามปราบดาภิเษกใต้หล้า เป็กระบี่ที่รั้งอันดับสองในบรรดาสิบอันดับกระบี่เลื่องชื่อแห่งแผ่นดิน หากเ้าขโมยมันมาได้ เกรงว่าทั่วทั้งแผ่นดินคงต้องนองเืเป็แน่”
เฉิงชางไห่กล่าวอย่างภาคภูมิ “ถูกต้อง หากสำเร็จ ชื่อเสียงาาหัวขโมยของข้าจะทะยานขึ้นไปอีกขั้น อีกอย่างข้า้าตบหน้าพวกราชวงศ์ที่เอาแต่ป่าวประกาศว่าเป็ยุคเขษมศานต์ (ไท่ผิง) ทว่ากลับไม่ยอมก้มมองดูว่าราษฎรใช้ชีวิตกันอย่างไร ส่วนเื่ที่จะกระทบสำนักชิงเซียว เดิมทีข้านึกว่าหลังจากหลินสวิ่นเฟิงล้างมือแล้วสำนักจะแยกย้ายกันไปเสียอีก วันนี้ข้าขึ้นมาเพียงเพื่อหาที่พักพิง ทว่านึกไม่ถึงว่าพวกเ้ากำลังย่างไก่...”
“มันหอมเหลือเกิน ข้าทนไม่ไหวจริงๆ อยากกินมากเหลือเกิน!”
ยามที่พูดจบประโยค เขาอดมิได้ที่จะกลืนน้ำลายอึกใหญ่
หลังจากโดนรุมยำมาจนน่วม เขาก็ยิ่งหิวทวีคูณ
หลี่ชิงชิวหันไปถามหยางเจวี๋ยติ่ง “เมื่อครู่เ้าบอกว่าวิชาตัวเบาของเขาเป็เลิศรึ?”
หยางเจวี๋ยติ่งลดโทสะลง พยักหน้ายืนยัน “หากนับในยุทธภพแคว้นกูโจว วิชาตัวเบาของเขานับเป็อันดับหนึ่งอันดับสองเลยทีเดียวขอรับ”
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกใจคิดขึ้นมาได้... แล้วสวี่หนิงจับตัวเฉิงชางไห่ได้อย่างไร? เขาอดมิได้ที่จะหันไปมองสวี่หนิง
เฉิงชางไห่สังเกตเห็นสายตานั้นจึงรีบบอกทันที “หากมิใช่เพราะข้าหิวจนหน้ามืด มีหรือจะถูกจับได้ง่ายๆ ทว่าวิชาตัวเบาของแม่หนูนี่ก็ร้ายกาจจริงๆ นั่นแหละ...”
สวี่หนิงผู้บรรลุขั้นบำรุงปราณระดับที่ 2 เริ่มฝึกวิชาวายุกัมปนาทมาพักหนึ่งแล้ว นางจึงคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวในป่าอย่างรวดเร็วเป็อย่างดี
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าจะลงโทษให้เ้าอยู่ที่สำนักชิงเซียวเป็เวลาหนึ่งปี เพื่อถ่ายทอดวิชาตัวเบาให้แก่เหล่าศิษย์ของข้า ถือเป็การไถ่โทษ ใน่เวลานี้เราจะไม่ปล่อยให้เ้าต้องหิวโหย ทว่าหากเ้าไม่ตกลง ข้าจะส่งตัวเ้าไปให้นายอำเภอเฮยสือเดี๋ยวนี้”
หลี่ชิงชิวจ้องมองเฉิงชางไห่พลางกล่าวเสียงเข้ม
เฉิงชางไห่สีหน้าเปลี่ยนไป ถามว่า “ขอลดเวลาลงหน่อยได้ไหมขอรับ ข้ากลัวจะพลาดแผนการใหญ่ที่เตรียมไว้”
“คนตั้งมากมายได้ยินแผนการใหญ่ของเ้าไปหมดแล้ว เ้ายังคิดว่าจะทำสำเร็จอีกรึ? อย่าเสียเวลาเปล่าเลย ตัดสินใจมาให้ไว จะตกลงหรือไม่ตกลง!”
หลี่ชิงชิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ เขารอกินข้าวอยู่เหมือนกัน
เฉิงชางไห่สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ในที่สุดเขาก็จำต้องพยักหน้าตกลง
“เอาละ เตรียมตัวกินข้าวได้!”
หลี่ชิงชิวตบมือสั่ง แล้วเดินตรงไปยังโต๊ะยาวทันที เหล่าศิษย์ต่างพากันวุ่นวายจัดเตรียมอาหารจนกระจายตัวออกไป ทิ้งให้เฉิงชางไห่นั่งคุกเข่าอึ้งอยู่เพียงลำพัง
เฉิงชางไห่ตะลึงไปชั่วครู่ นึกไม่ถึงว่าสำนักชิงเซียวจะทำอะไรรวดเร็วเช่นนี้ และหลี่ชิงชิวจะไว้วางใจเขาถึงเพียงนี้
เขารีบคลานลุกขึ้น เดินตรงไปหาหยางเจวี๋ยติ่งทันที
เขารู้สึกสงสัยในสำนักชิงเซียวเหลือเกิน ที่นี่แตกต่างจากสำนักชิงเซียวที่เขาเคยได้ยินมาอย่างสิ้นเชิง
เมื่ออาหารค่ำวางเต็มโต๊ะ เฉิงชางไห่ก็ทำหน้าหนาเบียดเข้าไปนั่งข้างหยางเจวี๋ยติ่งเพื่อขอร่วมวงกินด้วย
“ในเมื่อไม่มีอะไรทำ าาหัวขโมยช่วยเล่าถึงวีรกรรมของเ้าหน่อยเป็ไร ทุกคนจะได้รู้จักเ้ามากขึ้น” จางอวี้เห็นบรรยากาศดูอึดอัดจึงกล่าวทำลายความเงียบพร้อมรอยยิ้ม เมื่อสิ้นคำกล่าว ทุกคนก็หันมาจ้องมองที่เฉิงชางไห่
เฉิงชางไห่อดมิได้ที่จะเหลือบมองหลี่ชิงชิว เมื่อเห็นว่าหลี่ชิงชิวมิได้คัดค้าน เขาจึงกระดกเหล้าในชามจนหมดเกลี้ยง แล้วเริ่มเปิดฉากเล่าเื่ราวของตนเอง
“จะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ... เริ่มจากตอนข้าเริ่มฝึกวรยุทธแล้วกัน ข้าเกิดในปีแรกของการสถาปนาราชวงศ์ ยามนั้นสถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวาย ครอบครัวข้าประสบเคราะห์กรรม ถูกฮ่องเต้สั่งปะาเจ็ดชั่วโคตร ท่านพ่อของข้าหาโอกาสส่งตัวข้าหนีออกมา ทว่าน่าเสียดายที่ถูกพวกทหารจับได้ พวกมันไล่ล่าข้าจนถูกต้อนไปถึงริมหน้าผา ข้าตัดสินใจเด็ดขาด... ะโลงไปทันที!”
เฉิงชางไห่เล่าด้วยน้ำเสียงที่เน้นจังหวะหนักเบาประดุจนัดเล่านิทานมืออาชีพ ดึงดูดความสนใจของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่หลี่ชิงชิวเองก็ยังเริ่มสนใจในเื่ราวของเขา
อาหารค่ำมื้อนี้ดำเนินไปอย่างยาวนานถึงหนึ่งชั่วยาม สำหรับเหล่าศิษย์สำนักชิงเซียวแล้ว เื่เล่าเช่นนี้หาฟังได้ยากยิ่ง ทุกคนฟังด้วยความตื่นเต้นอารมณ์ค้าง เฝ้ารอให้เฉิงชางไห่เล่าต่อไม่หยุด
หลี่ชิงชิวมิได้สนใจว่าเื่นั้นจะจริงหรือเท็จ ขอเพียงเหล่าศิษย์น้องฟังแล้วมีความสุข เขาก็ไม่ขัดขวาง
เขาสั่งให้เฉิงชางไห่ไปนอนห้องเดียวกับหยางเจวี๋ยติ่ง ในคืนนั้น เขาได้ยินเสียงการต่อสู้แว่วมาจากห้องของหยางเจวี๋ยติ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เหล่าศิษย์พบว่ารอยฟกช้ำบนหน้าของเฉิงชางไห่ดูจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม พอถามดู เขาก็แค่บอกว่าไม่มีอะไร
แม้เื่ขโมยไก่จะน่ารังเกียจ ทว่าเฉิงชางไห่ก็ใช้เื่เล่าการผดุงธรรมสยบคนพาลของเขาเอาชนะใจเหล่าศิษย์ได้สำเร็จ ไม่นานเขาก็เข้ากับคนในสำนักชิงเซียวได้เป็อย่างดี เพียงแต่ทุกครั้งที่เขาเห็นสวี่หนิง เขายังคงเลือกที่จะเดินอ้อมหลบไปทางอื่นเสมอ
ใน่เวลาต่อจากนั้น เฉิงชางไห่ก็เริ่มมีความรู้สึกเช่นเดียวกับจางอวี้และหยางเจวี๋ยติ่ง นั่นคือความรู้สึก ‘ทึ่ง’ ในสำนักชิงเซียวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อู๋หมานเอ๋อร์ผู้มีพละกำลังมหาศาลทำให้เขารู้สึกเหมือนเจอสัตว์ประหลาด
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อที่สุดคือ หลี่ซื่อเฟิงที่อายุยังไม่เต็มสิบสามปี กลับมีวิชาตัวเบาที่พอจะเปรียบเทียบกับเขาได้ แม้เขาจะชนะ ทว่าช่องว่างนั้นกลับไม่ห่างชั้นกันมากนัก
สำนักชิงเซียวไปเอาสัตว์ประหลาดพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะ? ไม่สิ... สำนักชิงเซียวต้องซ่อนมรดกยอดวิชาอันเหลือเชื่อเอาไว้แน่ๆ!
เจ็ดวันต่อมา จางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยก็กลับมาถึงในที่สุด
หลี่ชิงชิวได้รับข่าวจึงเดินกลับมาที่ลานเรือน เจียงจ้าวเซี่ยเห็นเขาเข้าก็ชูสามนิ้วขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเดินเข้าห้องไปเปลี่ยนชุดประจำสำนักชุดใหม่
ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 3!
เ้าหมอนี่ตามมาทันจนได้ ความได้เปรียบด้านตบะที่ข้าเปิดเกลือมาหายวับไปอีกแล้ว
หลี่ชิงชิวลอบทอดถอนใจ ทว่าลึกๆ แล้วเขายินดียิ่งนัก อย่างน้อยสำนักชิงเซียวก็แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น
จางยวี่ชุนเดินมาหาหลี่ชิงชิว พลางชี้นิ้วไปที่ขอทานชราคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านผู้นี้คือยอดฝีมือคนนั้น นามว่า ‘อู่เป้าอวี้’ ศิษย์พี่สามกำชับไม่ให้ข้าบอกท่าน... ความจริงในการประลองครั้งแรกศิษย์พี่สามพ่ายแพ้ให้แก่ท่านาุโอู่ขอรับ จากนั้นศิษย์พี่สามจึงเก็บตัวฝึกวิชาอยู่สองวันแล้วกลับไปท้าประลองใหม่ ถึงจะสามารถเอาชนะได้ในที่สุด”
หลี่ชิงชิวเลิกคิ้ว เจียงจ้าวเซี่ยในขั้นที่ 2 ถึงกับพ่ายแพ้เชียวรึ? อู่เป้าอวี้คนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
หลี่ชิงชิวััได้ถึงลมปราณภายในของอีกฝ่าย เขารู้สึกราวกับได้เห็นหลวี่ไท่โต่วคนที่สอง
“เ้าจงจัดการเื่ที่พักให้เขาเถอะ อย่างไรเขาก็เป็คนทที่เ้าไปเชิญมา” หลี่ชิงชิวยิ้มกล่าวเบาๆ จางยวี่ชุนต้องลงเขาบ่อยๆ หากมีผู้ติดตามฝีมือระดับนี้อยู่ข้างกาย เขาย่อมวางใจได้มากขึ้นมหาศาล
เมื่อได้ยินดังนั้น จางยวี่ชุนก็ดีใจสุดขีด รีบขอบคุณหลี่ชิงชิวทันที
หลี่ชิงชิวตบบ่าเขาเบาๆ แล้วเดินเข้าไปทำความรู้จักกับอู่เป้าอวี้พร้อมกับจางยวี่ชุน
ทว่าน่าเสียดายที่อู่เป้าอวี้เป็คนเก็บตัวและเ็า เขาดูไม่สนใจในตัวหลี่ชิงชิวเลย หลี่ชิงชิวเองก็มิได้เอาหน้าไปรับเท้าใคร หลังจากทักทายพูดคุยกันอย่างขัดเขินเพียงไม่กี่คำเขาก็ขอตัวลา
เขายังต้องกลับไปฝึกวิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพต่อ
ฤดูร้อนผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ขุนเขาที่ตั้งสำนักชิงเซียวถูกปกคลุมด้วยสีสันแห่งฤดูสารท จากซุ้มประตูสำนักทอดลึกลงไปตามขั้นบันไดหินสิบจาง ปรากฏลานเรือนหลังใหม่ที่สร้างเสร็จแล้ว มีห้องหับห้าห้อง ตรงกลางเป็ลานฝึกยุทธที่เรียบง่าย มักจะมีศิษย์มาประลองฝีมือกันอยู่ที่นี่เสมอ
นับจากวันที่อู่เป้าอวี้เข้าร่วมสำนักชิงเซียวมาได้หนึ่งเดือน สำนักชิงเซียวก็มีศิษย์เพิ่มขึ้นมาอีกสี่คน ซึ่งจางยวี่ชุนเป็คนรับมาจากหมู่บ้านตีนเขา
บ่ายวันหนึ่ง หลี่ชิงชิวนั่งอยู่หน้าซุ้มประตูสำนัก พลางควงมีดสั้นเล่มเล็กที่เจียงกว๋อเทียนมอบให้เมื่อปีที่แล้วเล่นไปมา
หยางเจวี๋ยติ่งเดินมานั่งลงข้างๆ สายตาจ้องมองไปยังอู่เป้าอวี้ที่กำลังยืนดูศิษย์รุ่นเยาว์ประลองยุทธอยู่ในลานเรือนเบื้องล่าง
หลังจากอู่เป้าอวี้เปลี่ยนมาสวมชุดประจำสำนักชิงเซียวแล้ว เขาก็ดูมีราศีของปรมาจารย์ทางยุทธขึ้นมาทันที แม้ร่างกายจะซูบผอมและหลังงองุ้มไปบ้าง ทว่าเพียงแค่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่นิ่งๆ ก็ให้ความรู้สึกที่ล้ำลึกมิธรรมดา
ปีนี้เขาอายุห้าสิบปี ผมเริ่มหงอกขาว ทว่าดวงตายังคงเฉียบคมเปี่ยมไปด้วยพลังกดดัน
“ท่านผู้าุโอู่เป้าอวี้คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เขาอาจจะเป็ยอดฝีมือเหนือโลก ต่อให้ข้าฝึกคัมภีร์หุ่นหยวนจนบรรลุขั้นบำรุงปราณระดับที่ 1 ตามคัมภีร์แล้ว ข้าก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะเขาได้เลย”
หยางเจวี๋ยติ่งรำพึงออกมาเบาๆ ทุกครั้งที่เขาสบตากับอู่เป้าอวี้ เขามักจะรู้สึกไม่สบายใจ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการพบหน้ากันโดยไม่จำเป็
อู่เป้าอวี้เป็คนพูดน้อย ทว่าบางครั้งเขาก็จะชี้แนะศิษย์รุ่นเยาว์ เพียงคำพูดไม่กี่คำของเขาก็สามารถทำให้เหล่าศิษย์เข้าใจในวรยุทธได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ดังนั้นในหมู่ศิษย์เขาจึงได้รับความเคารพสูงมาก
หลี่ชิงชิวเงยหน้ามองยิ้มๆ “ไม่ธรรมดาจริงๆ นั่นแหละ ทว่ามันก็เป็เื่ดีมิใช่รึ เ้าคิดว่าในนิกายชิงจะมีกี่คนที่พอจะเป็คู่ปรับของเขาได้?”
“นิกายชิงมีบารมีใหญ่โตถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมียอดฝีมือเหนือโลกอยู่แน่ๆ อย่างน้อยก็เ้าลัทธิของพวกมัน ทว่าข้าว่าท่านยังต้องระวังอู่เป้าอวี้ไว้บ้าง ข้ายังคงรู้สึกว่าเขามีพิรุธ การมานั่งรอให้คนไปท้าประลองอยู่ในป่าแถวเทือกเขาไท่คุนมันฟังดูไร้สาระเกินไป ข้าสงสัยว่าเขาจะมุ่งเป้ามาที่สำนักชิงเซียว บางทีเป้าหมายของเขาอาจจะไม่ใช่ท่านอาจารย์ของท่าน ทว่าอาจจะเป็ท่านปู่ปรมาจารย์ของท่านก็ได้”
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาเกรงว่าหลี่ชิงชิวจะไว้ใจอู่เป้าอวี้มากเกินไป
หลี่ชิงชิวพยักหน้าเล็กน้อย นับแต่อู่เป้าอวี้เข้าสำนักมา ค่าความภักดีของเขานับว่าไม่สูงนัก ทว่าอย่างน้อยก็ยังคงอยู่ที่ระดับ 60 กว่าๆ เขาจึงมิได้ก้าวก่ายอะไรมากนัก
และที่น่าสนใจคือ อู่เป้าอวี้มิได้มีลิขิตชะตาพิเศษใดๆ เลย แม้ในทางยุทธเขาจะเป็ยอดฝีมือเหนือโลก ทว่าพร์ในการบำเพ็ญเซียนกลับแสนธรรมดายิ่งนัก
