“โม่ซิ่วเดี๋ยวเ้าเชิญฟางอี๋เหนียงไปพักผ่อนในเรือนของข้าก่อน ไม่ว่าจะรีบร้อนอย่างไรก็ไม่อาจให้กระทบกระเทือนถึงน้องชายตัวน้อยของข้าได้ พี่หญิงใหญ่ ท่านจะกลับไปดูนางหน่อยหรือไม่” โม่เสวี่ยถงยกริมฝีปากทอยิ้มอ่อนๆ ดูงดงามอ่อนหวาน แต่สีหน้ากลับแฝงไปด้วยความจนใจไม่รู้จะรับมืออย่างไร ชวนให้คนรู้สึกเห็นใจ
ฉินอวี้เฟิงซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดหันมามองนางถึงสองคราโดยไม่รู้ตัว ต่อมาเมื่อเห็นสายตาของนางกวาดมองมา เขาจึงทำทีเบนสายตาไปยังูเาหินจำลองซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีกด้านหนึ่ง
โม่เสวี่ยิ่ได้ยินโม่เสวี่ยถงตอบรับเช่นนั้นก็โล่งใจ ความยินดียิ่งฉายชัดในแววตา กล่าวกับโม่เสวี่ยถงอย่างสนิทสนมยิ่ง “อี๋เหนียงคงไม่มีเื่รีบร้อนอันใดหรอก เมื่อเช้าข้าก็ไปหามาแล้ว ให้นางพักผ่อนที่เรือนของเ้าสักครู่ ข้าต้อนรับแขกเรียบร้อยแล้วค่อยไปหานางที่เรือนหลีหวาอีกรอบก็ได้”
“น้องสามกินยาหรือยัง จะให้โม่ซิ่วไปเอามาให้ดีหรือไม่ ได้ยินมาว่า่ก่อนน้องสามสุขภาพไม่ดี ท่านพ่อก็จัดเตรียมยาเอาไว้ให้” โม่อวี่เฟิงถามถึงด้วยความห่วงใยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ต้องไปเอามาด้วยสิ เมื่อครู่ข้าไม่ดีเอง พาน้องสามออกมากะทันหัน นางย่อมมิได้นำสิ่งใดมาด้วยอยู่แล้ว น้องสาม เ้าก็ให้โม่หลันกลับไปพร้อมกับโม่ซิ่ว จะได้นำยาของเ้ามาด้วย” โม่เสวี่ยิ่จับมือโม่เสวี่ยถงอย่างสนิทสนม พลางคะยั้นคะยอ “มือของเ้าเย็นจริงๆ หากไม่กินยา เดี๋ยวจะไม่สบายขึ้นมาอีกได้”
รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยและอบอุ่นอ่อนโยน ประหนึ่งสายธารยามวสันตฤดู
จะต้องให้นางเอ่ยปากให้โม่หลันกลับไปให้ได้เลยใช่หรือไม่!
โม่เสวี่ยถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบางๆ ฟางอี๋เหนียงไปที่เรือนชิงเวยของนาง สาวใช้ของตนเองก็กลับไปที่นั่นด้วย แผนการของโม่เสวี่ยิ่แเีไร้ที่ติ
จำได้ว่าชาติที่แล้วเด็กในท้องของฟางอี๋เหนียงคนนี้ท้ายที่สุดก็ไม่ได้คลอดออกมา ได้ยินมาว่าเป็ฝีมือของฉิงอี๋เหนียง คิดไม่ถึงว่าเมื่อกลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ผู้ที่โชคดีจะกลายมาเป็ตนเอง
แต่ไม่ว่าจะเป็เวลาไหน ฟางอี๋เหนียงก็ใช้บุตรของตนมาเป็เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ หญิงจิตใจโเี้อำมหิตเช่นนี้ไม่สมควรจะมีลูก
เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงไม่เอ่ยคำใดก็นึกว่านางยังลังเลใจ ทางด้านหวางอีหลันจึงช่วยเกลี้ยกล่อม “คุณหนูสามก็ให้สาวใช้ไปเถอะ พวกเราก็ค่อยๆ เดิน ไม่นานก็ตามทัน อย่าให้คุณหนูสามต้องล้มป่วยเพราะอยู่ต้อนรับพวกเราเลย”
พวกนางเป็แขก หากบุตรสาวเ้าของบ้านต้องไม่สบายเพราะมาอยู่เป็เพื่อนพวกนาง ก็ดูจะน่าละอายไปหน่อย
“โม่หลัน เ้าตามโม่ซิ่วกลับไป บอกกับแม่นมสวี่ว่าข้าให้มาเอายาให้ ช่วยหยิบมาให้สักสองสามเม็ด และอีกสักครู่ฟางอี๋เหนียงจะมา ให้เชิญนางเข้าไปพักผ่อนในห้อง อากาศแบบนี้ระวังอย่าให้หกล้มได้” นางหันไปพูดกับโม่เหลันที่เดินตามเงียบๆ อยู่ด้านหลังด้วยวาจานุ่มนวลอ่อนโยน
อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด ปล่อยให้พวกนางลำพองใจกันไปก่อน แม้ขั้นตอนและกระบวนการจะไม่เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ย่อมไม่แตกต่างแน่นอน เพียงแต่หากโม่เสวี่ยิ่พบว่าบิดาไม่เคยใส่ใจบุตรคนนี้อยู่แล้ว สีหน้าของนางจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
แต่เท่าที่จำได้ ในอดีตพี่ชายใหญ่เพียงมองดูนางด้วยสายตาเ็า เขาถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่ในเรือนชั้นในั้แ่เมื่อไร ดูท่าทางแล้วนี่ก็คงเป็อีกคนที่สวมใส่หน้ากากจอมปลอม โศกนาฏกรรมของตนเองในชาติก่อนเขาเป็ผู้สวมบทบาทแบบไหนกันนะ เป็ไปได้ว่าเขาอาจสมคบกับซือหม่าหลิงอวิ๋น หากขาดเขาไปสักคน โม่เสวี่ยิ่ซึ่งเป็สตรีอยู่ในเรือนชั้นใน บางครั้งก็ไม่สะดวกออกหน้าจัดการ...
เ้านายแต่ละคนต่างคิดไปคนละอย่าง สาวใช้ทั้งสองคนก็มีความคิดไปคนละทาง แต่กลับแสดงท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสเดินไปเรือนชิงเวยด้วยกัน
กลุ่มคนทางนี้ก็มุ่งหน้าเดินเข้าไปในสวนต่อไป
ภายในศาลาที่อยู่ใกล้กับต้นเหมย มีสาวใช้เข้ามาเตรียมอุปกรณ์ชงชารอไว้นานแล้ว เนื่องจากเป็ฤดูหนาว ทุกด้านของศาลาจึงล้อมด้วยฉากกั้นเหลือเพียงด้านเดียวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับต้นเหมยที่กำลังผลิบาน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็ปราการธรรมชาติที่ป้องกันลมหนาวได้ อีกทั้งยังดูงดงามเป็ที่สุด ภายในตั้งหม้อต้มน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ใบหนึ่ง ไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาทำให้ภายในศาลาอบอุ่นขึ้น
ทันทีที่เข้ามา ทุกคนต่างััได้ถึงความอบอุ่นที่อบอวลอยู่ภายใน จึงไม่ค่อยรู้สึกหนาวแล้ว
ศาลาเปิดไว้หนึ่งด้าน แม้จะกล่าวว่าบุรุษและสตรีที่อายุแปดปีขึ้นไปไม่อาจนั่งร่วมโต๊ะ แต่ที่นี่ล้วนมีแต่ญาติมิตรที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นอกจากนี้คนเจ็ดแปดคน หากต้องแยกเป็สองวงในศาลาแห่งนี้ก็มีพื้นที่ไม่พอตั้งโต๊ะ ดังนั้นจึงจัดให้นั่งด้วยกัน
มีคนมากมายนั่งรวมกันเป็กลุ่ม ย่อมไม่นับว่าผิดธรรมเนียมแต่อย่างใด
“น้องสาม เ้ามานั่งด้านในเถอะ ตรงนี้มีลม แม้จะไม่หนาวมาก แต่ก็อยู่ไกลจากเตาผิง น้องสามเพิ่งหายป่วยได้ไม่นาน สุขภาพยังไม่ค่อยดี จะให้มานั่งตรงปากทางเข้าเช่นนี้ไม่ได้ หากต้องลมหนาวไม่สบายขึ้นมาจะไม่ดี”
โม่เสวี่ยิ่จูงโม่เสวี่ยถงเข้าไปนั่งด้านใน แล้วให้หวางอีหลันมานั่งด้านข้างของนาง จากนั้นก็เป็ตัวนาง ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เป็โม่เสวี่ยฉง โม่อวี่เฟิง หวางิโหลวและฉินอวี้เฟิง
ฉินอวี้เฟิงจึงนั่งอยู่ด้านข้างของโม่เสวี่ยถง
“น้องหญิงถงสุขภาพดีขึ้นแล้วหรือ เมื่อวานอาเซวียนยังพูดถึงเ้าอยู่ ว่าอยากจะมาเยี่ยมเ้า แต่ไม่คิดว่าวันนี้โอกาสและเวลาจะไม่ประจวบเหมาะ รู้อย่างนี้ให้เขามาด้วยก็ดี” ฉินอวี้เฟิงยิ้มกล่าวอย่างอบอุ่น ดวงตาสว่างสดใส ท่าทางสุขุมเยือกเย็น
“ไม่เป็อันใดแล้วเ้าค่ะ เพราะข้าห่วงแต่สนุก หนีไปเที่ยวหลังวัดแค่ครู่เดียว คิดไม่ถึงว่าจะก้าวพลาดหกล้มได้ ช่างน่าอายจริงๆ พลอยทำให้ท่านยายกับพี่ชายเซวียนเป็ห่วงไปด้วย” โม่เสวี่ยถงตอบรับด้วยท่าทางเอียงอาย พวงแก้มแดงระเรื่อ ทำให้ใบหน้าเล็กจ้อยยิ่งดูน่ารักเป็ทวีคูณ
ในขณะที่แพขนตายาวหลุบต่ำ ภายใต้ก้นบึ้งดวงตากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
หากกล่าวว่ามีบุคคลใดที่ทำให้นางนึกหวาดระแวงตลอดเวลา ก็ย่อมเป็ฉินอวี้เฟิงผู้นี้ ทุกครั้งเมื่อเขาปรากฏตัว ไม่มีเวลาไหนเลยที่นางจะไม่จับสังเกตเขา อาจเป็เพราะเมื่อชาติที่แล้วฉินอวี้เฟิงเป็คนประเภทที่ไม่มีใครเอาชนะเขาได้ ที่โม่เสวี่ยถงต้องพ่ายแพ้ให้โม่เสวี่ยิ่ก็เป็เพราะฉินอวี้เฟิงผู้นี้
คนผู้นี้มีสติปัญญาและแผนการลึกลับ ยากที่ใครจะคาดเดาได้อย่างแท้จริง
ก็เหมือนกับเหตุการณ์ครั้งนี้ หลังเกิดเื่ได้ยินว่าอวี้ซือหรงถูกส่งกลับไปเฝ้าสุสานบรรพชนที่เมืองอวิ๋นเฉิง ชาตินี้ไม่อาจปรากฏตัวในเมืองหลวงได้อีก สกุลอวี้จึงเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยเื่นี้ เฉินซื่อไม่ยอมแพ้ อวี้ซื่อก็ไม่ยอมเช่นกัน ได้ยินมาว่าฉินอวี้เฟิงก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับญาติผู้น้องคนนี้ไม่น้อย
เมื่อก่อนตอนฉินอวี้เฟิงยังเด็ก ก็เคยได้รับการเลี้ยงดูจากสกุลอวี้อยู่่เวลาหนึ่ง นับได้ว่าเติบโตมากับอวี้ซือหรง เขาจะไม่รู้สึกคับแค้นใจแทนนางได้อย่างไร อวี้ซื่อจะต้องผลักความผิดทั้งหมดมาที่นางเป็แน่ มีทั้งมารดาของเขาและป้าสะใภ้สองคนช่วยยืนยัน ไม่แน่ว่าใจฉินอวี้เฟิงอาจตัดสินไปแล้วว่าผู้ที่วางแผนร้ายครานี้ก็คือนาง
“น้องหญิงถง ไม่ชอบพี่ชายใช่หรือไม่” ฉินอวี้เฟิงหยิบจอกสุราที่สาวใช้รินไว้ให้ขึ้นมาแกว่งเบาๆ สองครั้ง ก่อนหันหน้ามายิ้มให้นางแล้วถามขึ้นเบาๆ
“อ๋า...” คำถามนี้ทำให้โม่เสวียถงรู้สึกเหมือนเป็ใบ้ อ้าปากตาค้าง มองจ้องเขาอย่างตื่นตะลึง
“เช่นนั้นแล้วเพราะเหตุใดทุกครั้งที่เจอกัน เ้าจึงไม่ค่อยทำตัวสนิทสนม อาเซวียนเป็ญาติผู้พี่ของเ้า พี่ก็เป็เหมือนกัน แต่ไฉนเวลาที่เ้าเห็นพี่ ต้องทำสีหน้าเหมือนอยากขับไล่ให้ไปอยู่ไกลๆ เสมอเลยเล่า” ฉินอวี้เฟิงทำท่าเหมือนคนกำลังเรียกร้องความเป็ธรรม ทว่าดวงตาที่เปล่งประกายดั่งดวงดารากลับฉายแววยิ้มหยอกเย้า
เหมือนกันเสียที่ไหนเล่า ชาติก่อนฉินอวี้เซวียนดีกับนางเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทำร้ายนางเลยสักครั้ง แต่ฉินอวี้เฟิงกลับยืนอยู่ข้างโม่เสวี่ยิ่ ออกความคิดวางแผนจัดการกับนางไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร นางเชื่อว่าระหว่างพวกเขาสองคนต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างแน่นอน
เพียงเท่านี้ก็มีเหตุผลเพียงพอให้นางตั้งท่าระวังตัวเพื่อเตรียมรับมือกับเขาได้แล้ว
“พี่ชายเฟิงพูดล้อเล่นแล้ว ข้าจะปฏิบัติต่อพวกพี่ไม่เหมือนกันได้อย่างไร แต่ที่แตกต่างกันบ้าง อาจเป็เพราะว่ายามที่ข้าอยู่บ้านท่านมักจะเห็นแต่พี่ชายเซวียนอยู่เสมอ ก็เลยรู้สึกไม่คุ้นเคยกับท่านเท่านั้น” สีหน้าของนางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน สอดคล้องกับน้ำเสียงนุ่มนวลหวานหู ชวนให้คนรู้สึกใจอ่อน ทว่าหัวใจนางกลับย่ำรัวราวกับลั่นกลองศึกก็ไม่ปาน
ดวงตางดงามยามสะเทิ้นอายดูงามบริสุทธิ์ปานหิมะ
สายตาของหวางิโหลวที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งยังชำเลืองโม่เสวี่ยถงอย่างลืมตัวอยู่หลายครั้ง
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ยังอยู่อวิ๋นเฉิง จำได้ว่าน้องหญิงถงยังทำตัวสนิทสนมมากกว่านี้ มีครั้งหนึ่งพี่ยังพาเ้าหลบหนีจากอาเซวียน แต่เหตุใดพอมาอยู่ที่นี่เ้ากลับเปลี่ยนไปไม่เหมือนเมื่อก่อนเล่า” ฉินอวี้เฟิงยิ้มระรื่น ยกจอกสุราขึ้นดื่ม “จำได้ว่าตอนนั้นเ้ายังบอกพี่ว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณอย่างดีที่สุดอีกด้วย”
เมื่อฉินอวี้เฟิงเอ่ยถึงเื่นี้ โม่เสวี่ยถงจมอยู่ในภวังค์ความคิด พลันนึกขึ้นได้ว่ามีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นจริง ตอนนั้นนางอายุประมาณสิบขวบ มารดายังมีชีวิตอยู่ มีครั้งหนึ่งมารดาพานางไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าที่จวนฉิน แล้วปล่อยโม่เสวี่ยถงไว้ในสวน ให้นางเที่ยวเล่นเอาเองตามชอบ ฉินอวี้เซวียนยามนั้นโตกว่านางเล็กน้อย แต่ก็ยังมีความเป็เด็กอยู่มากและค่อนข้างซุกซน เมื่อเห็นญาติผู้น้องมาอยู่ในสวนคนเดียว ก็ลากนางวิ่งไปทั่ว ดีที่ยังไม่พาขึ้นต้นไม้ปีนกำแพงเท่านั้น
แต่นางไม่ชอบเล่นแบบนั้น จึงหาทางแอบซ่อนตัวจากเขา
ครั้งนั้นนางซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ด้วยความร้อนใจจึงถอยมาชนกับฉินอวี้เฟิง เขาจูงมือนางอ้อมหลังต้นไม้ไปที่อื่น วนอยู่รอบใหญ่ถึงออกมาจากสวนนั้นได้ ตอนนั้นนางเหนื่อยหอบจนหายใจแทบไม่ทัน ยืนมองใบหน้าของเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่อยู่เบื้องหน้า เพื่อแสดงความขอบคุณจึงบอกเขาไปว่าจะต้องตอบแทนในพระคุณที่ช่วยเหลือเป็อย่างดี
ยามนั้นฉินอวี้เฟิงใจดีกับนางยิ่ง แล้วยังพาไปตกปลาเล่นตลอด่บ่ายอีกด้วย
ต่อมาบ้านของนางเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ตามมาด้วยการสูญเสียผู้เป็มารดา หลังจากนั้นโม่ฮว่าเหวินก็ย้ายเข้าเมืองหลวง ตอนที่นางไปถึงจวนฉินถึงทราบว่าพี่ชายใหญ่ผู้อ่อนโยนและแสนดีตามบิดาของตนเองเข้าเมืองหลวงมาด้วย
เมื่อฉินอวี้เฟิงเอ่ยถึงเื่นั้น โม่เสวี่ยถงจึงนึกถึงเื่ราวในอดีตขึ้นได้ แต่ในตอนนั้นเขาเป็เพียงหนุ่มน้อยสง่างามและอ่อนโยน ส่วนนางก็เป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ทว่าตอนนี้เขาเปลี่ยนเป็บุรุษสุขุมนุ่มลึก และนางก็มิใช่เด็กน้อยที่ไม่รู้เดียงสาดังวันวานอีกแล้ว
“พี่ชายเฟิง ท่านกับน้องสามคุยอะไรกัน ท่าทางน่าสนุก เล่าให้พวกเราฟังบ้างสิจะได้สนุกด้วยกัน” โม่เสวี่ยิ่ยิ้มกล่าว พลางชะโงกหน้าเข้ามาขัดจังหวะ
“น้องสามกับพี่ชายเฟิงสนิทกันขนาดนี้ ยังมีเื่ตอนเด็กๆ ที่พวกเรายังไม่รู้อีก ก็ถือโอกาสนี้เล่าให้พวกเราฟังเถอะนะเ้าคะ” โม่เสวี่ยฉงก็ถามด้วยความสนใจ เพียงแต่คำพูดของนางชวนให้คนคิดลึก
โม่เสวี่ยฉงเป็คนที่ชอบทำให้ผู้อื่นวิตกกังวล เจอใครก็มักพูดจาแขวะกัด ชอบข่มผู้อื่นจนเป็นิสัย
“ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่นึกถึงตอนที่พบกับน้องหญิงถงครั้งแรกเท่านั้นเอง ตอนนั้นนางเพิ่งจะเก้าขวบ เอ๊ะ... หรือว่าแปดขวบนี่แหละ” ฉินอวี้เฟิงกล่าวเสียงเรียบ ยกจอกสุราขึ้นชนกับโม่อวี่เฟิงอย่างไม่แสดงสีหน้าท่าทางใดๆ ออกมา หวางิโหลวก็ยกจอกสุราละเลียดจิบคำหนึ่ง หลังจากนั้นฉินอวี้เฟิงก็หันไปคุยกับหวางิโหลวเื่เรียนหนังสือ
“ที่แท้ก็เป็เื่สมัยเด็กนี่เอง ตอนนั้นพี่ชายเฟิงก็ยังคงอายุไม่เท่าไรเองกระมัง” เมื่อเห็นไม่มีใครสนใจ โม่เสวี่ยฉงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย จึงพูดเองหัวเราะเองอยู่คนเดียว ต่อหน้าผู้คนนางยังต้องรักษามารยาทให้เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่เจอฉินอวี้เฟิงนางยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง ั้แ่เข้าเมืองหลวงมา นางก็เคยถูกเขาเล่นงานอยู่ไม่น้อย ย่อมไม่กล้าจิกกัดเขามาก
ขณะที่พูดคุยกันอยู่ โม่หลันและโม่ซิ่วก็กลับมา ในมือของโม่หลันถือตลับยามาด้วย โม่เสวี่ยถงรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย จึงเทน้ำเปล่าแล้วเปิดกล่องหยิบยาเม็ดหนึ่งออกมากิน
ขณะที่เปิดฝาออก ก็ได้กลิ่นหอมเย็นสดชื่นโชยมา