บทที่ 17
ทำร้ายฉู่ชิงชวนก็ช่างเถอะ แต่ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง...
ลานบ้านกลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
เจียงเจ๋อใบหน้าเ็า กลิ่นอายรอบตัวหนาวเหน็บเสียจนดูเหมือนจะแช่แข็งทุกสิ่งรอบกายได้
ซูว่านฉีที่อยู่ใต้ต้นลวงโฉมกลับไม่รู้สึกตัว นางเพียงแค่ดื้อรั้นอย่างถึงที่สุด ชักดาบิญญาในมือออกมาอีกครั้ง
หลังจากผ่านไปไม่กี่รอบ ในท่วงท่าแต่ละท่า นางก็สามารถควบคุมการเดินพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์ ทุกครั้งที่กวัดแกว่งดาบล้วนแฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งดาบที่แท้จริง
เสียงดาบดังหวีดหวิว ใจขับเคลื่อนไปที่ใด เจตจำนงแห่งดาบก็ชี้ไปที่นั่น
เจียงเจ๋อมองดูซูว่านฉีที่ใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมงก็สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของเพลงดาบกุยหยวนได้อย่างถ่องแท้ แววตาของเขาช่างหนาวเย็นนัก
ในตอนนี้ เวลาที่ซูว่านฉีฝึกดาบในวันนี้ได้ล่วงเลยเกินหนึ่งชั่วยามไปแล้ว
เขาปรายตามองาแที่มือซ้ายของนางอย่างเ็า ก่อนจะเบือนสายตาออกไปอย่างเฉยเมย
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม
เจียงเจ๋อมองดูซูว่านฉีที่เริ่มใช้เพลงดาบกุยหยวนได้ตามใจนึก ปลายนิ้วของเขากระตุกเบาๆ
เขานั้นไม่เคยสนใจความคิดของซูว่านฉีมาก่อน แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเอ่ยถาม
“เ้ากลับมาจับดาบอีกครั้ง เพื่ออะไรกัน?”
คนคนนั้นดวงจิตดับสูญไปนับร้อยปี ไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว
ซูว่านฉีย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ทำไมในตอนนี้ นางถึงเลือกที่จะหล่อหลอมใจดาบขึ้นมาใหม่โดยไม่สนผลลัพธ์และไม่เสียดายชีวิตเช่นนี้?
หลังจากจบเพลงดาบกุยหยวนอีกรอบ ซูว่านฉีค่อยๆ เก็บดาบิญญาในมือ
น้ำเสียงของนางสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ข้อกังขา
“ชนะ”
“ข้ากลับมาจับดาบอีกครั้ง เพียงเพื่อคำว่าชนะ”
ชนะเพื่อให้ได้บัวสามกลีบดอกนั้นมา ชนะเพื่อให้ได้โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
เมื่อได้ฟังคำตอบของนาง หัวคิ้วของเจียงเจ๋อก็ขยับคลายออกเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ได้
ดูเหมือนว่าในใจของซูว่านฉี ย่อมมีบางสิ่งที่สำคัญกว่าคนคนนั้น
เขารินน้ำชาให้ตัวเองอย่างคล่องแคล่ว หลังจากจิบไปหนึ่งคำ น้ำเสียงของเขาก็เ็าแต่แฝงด้วยความสง่างาม
“ถ้าอยากชนะ แค่ปิดประตูฝึกอยู่คนเดียวน่ะมันยังไม่พอหรอก”
เจียงเจ๋อลุกขึ้นยืน ก้าวเดินเข้าไปตรงหน้าซูว่านฉีอย่างเนิบนาบ
เขาปรายตามองซูว่านฉีที่ใบหน้าซีดเซียว เมื่อเห็นความโศกเศร้าและความตายซากที่ฝังลึกอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งในแววตาของนาง เขาจึงสะกดข่มความอึดอัดที่ผุดขึ้นในใจเบาๆ แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า
“ต้องประมือกับคนอื่น ถึงจะรู้ว่าตัวเองอ่อนแอตรงไหน และจะชนะได้อย่างไร”
ซูว่านฉีเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ จ้องมองเขาด้วยสายตาแน่วนิ่ง
เจียงเจ๋อมองเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาของซูว่านฉี เขาหยักยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
“ข้าจะกดวรยุทธ์ลงมาให้อยู่ในระดับจินตาน”
มือซ้ายของเขาคว้าใบไม้จากต้นลวงโฉมที่ร่วงหล่นมาใบหนึ่ง น้ำเสียงสุขุมและเย็นเยียบ
“เ้าอยากชนะไม่ใช่หรือ?”
“งั้นก็ลองดูสิ”
ปลายนิ้วของซูว่านฉีขยับเบาๆ จนแทบมองไม่เห็น
หลายวันที่ผ่านมา นางพยายามทำให้ตัวเองอินกับบทบาททีละนิด ปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อได้ยินเื่ราวที่เกี่ยวกับท่านเซียนชิงเหยียน แทบจะกลายเป็สัญชาตญาณของนางไปแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ต้องเข้าร่วมการประลองใหญ่ของสำนัก และทำไมถึงต้องชนะ ก็ล้วนเป็เพราะเขา เพราะบัวสามกลีบของเขา
สิ่งที่นางทำใน่เวลานี้ ได้ผูกโยงเข้ากับท่านเซียนชิงเหยียนไปตั้งนานแล้ว
ในตอนนี้ นางไม่จำเป็ต้องป่าวประกาศสิ่งที่กำลังจะทำให้นคนทั้งโลกได้รับรู้ นางเพียงแค่เดินตามเป้าหมายของตัวเอง และทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อเดินหน้าต่อไปก็พอ
ดังนั้น นางจึงไม่จำเป็ต้องสนใจเหตุผลที่เจียงเจ๋อ้าจะประมือกับนาง
เขาจะอยากทดสอบเจตจำนงแห่งดาบของนาง หรือจะใช้การประมือเป็ข้ออ้างในการกลั่นแกล้งนาง ล้วนไม่สำคัญ
สิ่งที่สำคัญคือ นางจะได้อะไรจากการประมือในครั้งนี้
ขนตาที่หนาเป็แพของนางสั่นไหวเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นเยียบ
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านเซียนแล้ว”
สิ้นเสียง ดาบิญญาในมือนางก็นำพาเจตจำนงแห่งดาบที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต เข้าจู่โจมคนตรงหน้าทันที
แม้เจียงเจ๋อจะกดวรยุทธ์ไว้ที่ระดับจินตาน แต่เนตรจิตและสัญชาตญาณของเซียนของเขานั้นเหนือกว่าซูว่านฉีอยู่มากนัก
เขามองดูวิถีดาบของนางที่แม้จะดุดันแต่ก็เปิดเผยช่องว่างจนมองข้ามไม่ได้ เขาใช้นิ้วแทนดาบ เคาะเบาๆ ไปทีหนึ่ง
ดาบในมือของซูว่านฉีก็เบี่ยงทิศทางไปอย่างควบคุมไม่ได้
ใบหน้าของนางไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว นางขยับมือตามทิศทางที่ดาบถูกเบี่ยงไป วาดวงดาบเพื่อสลายแรงกระแทก ก่อนที่ปลายดาบจะพุ่งตรงไปยังเอวของเจียงเจ๋อทันที
ผ่านไปหลายกระบวนท่า
แม้เจียงเจ๋อจะออมมือไว้บ้าง และแม้ซูว่านฉีจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอด แต่นางก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเจียงเจ๋อได้อย่างหวุดหวิดท่ามกลางภยันตราย
เจียงเจ๋อมองดูซูว่านฉีเช่นนี้ แววตาฉายความชื่นชมวูบหนึ่ง
เพิ่งจะเข้าถึงเจตจำนงแห่งดาบได้เพียงสองวัน และฝึกวิชาดาบภายใต้เจตจำนงนั้นได้เพียงหนึ่งชั่วยาม แต่กลับสามารถหลอมรวมจนแตกฉาน และรับมือเขาได้หลายกระบวนท่าขนาดนี้
พร์เช่นนี้ หากมองไปทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ก็นับว่าเป็ระดับยอดกะทิ
หากใจดาบของนางไม่เคยถูกทำลาย และนางจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญมาโดยตลอด...
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ท่วงท่าในมือของเจียงเจ๋อก็ไม่ได้หยุดชะงักลง แต่แววตากลับมืดครึ้มขึ้นหลายส่วน
ซูว่านฉีที่ประมือกับเขาไม่ได้เอาแต่หลบเลี่ยงหรือตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่นางกำลังรวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของเจียงเจ๋อ เพื่อรอคอยช่องว่างที่อาจจะปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตา
สำหรับนางแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้เปรียบเสมือนการค่อยๆ ละทิ้งสัญชาตญาณของร่างกายเดิม และใช้พลังปราณในรูปแบบที่นางเข้าใจและปรับตัวได้เองเพื่อเข้าถึงเจตจำนงแห่งดาบ
ในชาติที่แล้ว นางเคยแสดงบทต่อสู้มามากมาย เพราะฐานะที่ต่ำต้อย บทของนางถ้าไม่บอกว่าใช้ดาบจริงปืนจริง ก็ต้องบอกว่าต้องเจ็บจริงถึงเนื้อถึงหนัง
ในตอนนั้น นางไม่มีทางแบกรับผลกระทบต่างๆ ที่ตามมาจากอาการาเ็ได้เลย
เพื่อลดโอกาสที่ตัวเองจะาเ็ ในการต่อสู้ นางจึงทำได้เพียงใช้สมาธิทั้งหมดเพื่อสังเกตวิถีการโจมตีของคู่ต่อสู้
พลังสมาธิเช่นนี้ เมื่อมาอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ภายใต้การสนับสนุนของพร์ทางร่างกายและเนตรจิต มันจึงกลายเป็สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งขึ้นไปอีก
ดังนั้น นางถึงสามารถขับไล่ฉีจื้อหยวนที่เพิ่งมาหาเื่นางได้
ดังนั้น นางถึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ภายใต้เงื้อมมือของเจียงเจ๋อที่เป็ถึงท่านเซียน
ซูว่านฉีััได้ว่าพลังปราณของนางใกล้จะหมดสิ้น ใบหน้ายิ่งสงบนิ่งขึ้นเรื่อยๆ และใน่ที่กระบวนท่าเชื่อมต่อกัน นางก็พลันสังเกตเห็นช่องโหว่เล็กๆ อย่างหนึ่ง
ช่องโหว่ที่เบาบางเสียจนแทบจะมองข้ามได้
นางไม่มีเวลาให้รอจนเจียงเจ๋อพลาดในครั้งต่อไป เพื่อชัยชนะ นางต้องเดิมพัน
เดิมพันว่าพลังปราณของเจียงเจ๋อจะพุ่งชนนางก่อน หรือดาบของนางจะทะลวงผ่านช่องโหว่นั้นไปทำร้ายเจียงเจ๋อได้ก่อน
อย่างไรเสียตอนนี้ นางก็มีปัญญาจ่ายค่าตอบแทนเป็อาการาเ็สาหัสได้
เมื่อเผชิญหน้ากับพลังปราณที่พุ่งเข้ามา นางไม่หลบไม่เลี่ยง ดาบิญญาในมือขวาตวัดจากล่างขึ้นบน ทะลวงผ่านจุดที่การป้องกันรอบตัวเจียงเจ๋อเบาบางที่สุดได้อย่างหวุดหวิด พุ่งตรงไปยังจุดตายของเขา
ใบหน้าเจียงเจ๋อขรึมลง เมื่อเห็นพลังปราณกำลังจะพุ่งชนมือซ้ายของซูว่านฉี เขาจึงขยับมือขวา พลังปราณสายนั้นจึงเฉียดผ่านไหล่ซ้ายของนางไปอย่างหวุดหวิด
พลังปราณสีดำกัดกร่อนชุดสีฟ้าตรงไหล่ของนางจนกลายเป็รอยไหม้สีดำเป็ทางยาว
ส่วนดาบิญญาของซูว่านฉี กลับหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเจียงเจ๋อในระยะเพียงสามนิ้ว
นางค่อยๆ ลดมือลง ไม่แม้แต่จะชายตามองไหล่ซ้ายของตัวเองเลยสักนิด
นางยังเร็วไม่พอ
“ซูว่านฉี” น้ำเสียงของเจียงเจ๋อแฝงไปด้วยความหนาวเหน็บล้ำลึก “เ้ารู้ไหมว่าถ้าเมื่อครู่ข้าไม่ยั้งมือ เ้าจะเป็ยังไง?”
“ภายในสามวัน ถ้ามือซ้ายของเ้าาเ็อีก มันจะพิการ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของซูว่านฉีไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่นิดเดียว นางมองเขาด้วยความสงสัยเล็กน้อย
“แต่มันไม่ตายนี่เ้าคะ”
“และยังมีโอกาสที่จะชนะ”
เมื่อได้ฟังคำตอบของนาง ใบหน้าของเจียงเจ๋อก็ยิ่งเ็าขึ้น น้ำเสียงของเขาเนิบนาบ
“ดังนั้น ที่เ้าบอกว่ากลับมาจับดาบเพื่อชนะ”
“หมายถึงเพื่อให้ชนะ ต่อให้าเ็สาหัสก็ได้ ต่อให้พิการก็ได้งั้นหรือ?”
วิถีแห่งเต๋ามีนับพันนับหมื่น ด้วยพร์ของนาง เส้นทางไหนก็ล้วนราบรื่น
แต่นางกลับเลือกเส้นทางที่เต็มไปด้วยาแ และไม่ต่างอะไรกับการทำลายตัวเองเช่นวิถีดาบนี้
น้ำเสียงของเขาพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที
“เ้ารู้ไหมว่าผลลัพธ์ของวิถีดาบแบบนี้จะเป็อย่างไร?”
ซูว่านฉีเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แต่ในดวงตากลับไม่มีอารมณ์ใดๆ มีเพียงความว่างเปล่า น้ำเสียงของนางแ่เบาเสียจนพอหลุดจากปากก็ปลิวหายไปตามสายลม
“ยังไงก็คงไม่แย่ไปกว่าตอนนี้แล้วล่ะเ้าค่ะ”
เจียงเจ๋อมองเห็นความตายซากในดวงตาของนาง แววตาของเขาก็พลันมืดมนลงอย่างรุนแรง
เป็เพราะคนคนนั้นอีกแล้ว
แม้แต่การบำเพ็ญเพียรยังต้องถูกครอบงำด้วยความรัก ยอมเดินบนเส้นทางแห่งเต๋าที่มืดมนถึงที่สุด
พอเขาตายไป อนาคตทุกอย่างของนางก็ไม่สำคัญแล้วงั้นหรือ?
โง่เง่าจริงๆ
เขากวาดสายตาอันเ็าไปที่ใบหน้าด้านข้างที่ซีดเซียวของนาง ไหปลาร้าที่บอบบาง และสุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ไหล่ซ้ายของนาง
เขาแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงกลับมาเฉยเมยดังเดิม
“อยากชนะไม่ใช่หรือ?”
“งั้นก็ต่อสิ”
เจียงเจ๋อรู้ดีว่าซูว่านฉีมีของวิเศษป้องกันที่เ้าสำนักไท่ชิงทิ้งไว้ให้ แต่การจะทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกถึงความตายที่มาเยือนก่อนที่ของวิเศษจะทำงานนั้น สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เื่ยากเลย
ในทุกกระบวนท่าหลังจากนี้ เขาไม่ยั้งมืออีกต่อไป
ซูว่านฉีไม่เคยยืนหยัดอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขาได้เกินสามกระบวนท่าอีกเลย
ของวิเศษป้องกันไม่ใช่ว่าแค่าเ็ก็จะทำงาน เจียงเจ๋อควบคุมกระบวนท่าได้ดีมาก าแนั้นพอดีกับระดับที่ไม่เพียงพอจะกระตุ้นของวิเศษ
แม้จะเป็เพียงาแเล็กน้อย แต่สภาพจิตใจของนางกลับเคร่งเครียดถึงขีดสุด
นางััได้ถึงวิกฤตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายเกือบทุกครั้ง และร่างกายก็มีาแเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ทว่ายิ่งเป็เช่นนั้น ในทุกวินาทีที่เฉียดความตาย สิ่งที่นางได้รับกลับมายิ่งมากมายมหาศาล
เจตจำนงแห่งดาบที่เคยเบาบางก่อนหน้านี้ ในการขัดเกลาครั้งแล้วครั้งเล่า มันค่อยๆ เริ่มควบแน่นและแข็งแกร่งขึ้นทีละนิด
แม้เจียงเจ๋อจะไม่ยั้งมือ แต่ทุกครั้งที่ลงมือ เขามักจะเลี่ยงมือซ้ายของซูว่านฉีที่าเ็จากเข็มเสวียนิเสมอ
เขามองดูซูว่านฉีที่แม้จะอยู่ในความเป็ความตายก็ยังคงสงบนิ่งถึงขีดสุด แววตาของเขาแฝงไปด้วยความซับซ้อนอันเย็นเยียบ
คนที่อยากตายเขาก็เคยเห็นมามาก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย สัญชาตญาณของมนุษย์ก็ยังคงทำให้พวกเขาดิ้นรนขัดขืนอยู่ดี
แต่ซูว่านฉีต่างออกไป
นางน่ะ... ไม่กลัวความตายจริงๆ
บนยอดเขารั่วซวี
เจียงชิวหนิงที่เพิ่งจัดการกิจการภายในของตระกูลเจียงเสร็จ ทันทีที่เดินออกจากประตูวิหาร นางก็เห็นาแบนตัวของฉู่ชิงชวน
นางขมวดคิ้วเดินเข้าไปหา น้ำเสียงแฝงความกังวล
“ชิงชวน เ้าเป็อะไรไป?”
ฉู่ชิงชวนถอยหลังตามสัญชาตญาณ ยื่นมือออกไปบังรอยแผลสีดำที่ยังหลงเหลืออยู่แม้จะกินยาไปแล้ว
น้ำเสียงของเขาแข็งทื่อเล็กน้อย “แค่ประลองกันเฉยๆ น่ะ”
“ข้าไปปรับลมปราณก่อนนะ”
เจียงชิวหนิงมองตามแผ่นหลังของเขาไป พลางหลุบตาลงครุ่นคิด
ด้วยฐานะของฉู่ชิงชวน ในสำนักไท่ชิงไม่มีทางมีใครกล้าลงมือกับเขาถึงขนาดนี้
อีกทั้งาแบนตัวเขา—
เกิดจากพลังปราณของท่านอาเล็ก
นางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
ฉู่ชิงชวนคือคู่บำเพ็ญที่นางเลือก ไม่ว่าจะมีเื่กรรมสัมพันธ์กับท่านเซียนหรือไม่ เขาก็คือคนที่มีโอกาสจะไปถึงจุดสูงสุดได้มากที่สุด
สิ่งที่ท่านอาเล็กทำในวันนี้ ออกจะเกินไปหน่อย
นางครุ่นคิดเพียงครู่ ก่อนจะหันหลังเดินไปยังยอดเขาว่านเจี้ยน
หอโม่ยวี่และลานบ้านของซูว่านฉีตั้งอยู่ตรงข้ามกัน
เมื่อมาถึงหน้าหอโม่ยวี่ เจียงชิวหนิงก็มองไปยังลานบ้านอีกฝั่งตามสัญชาตญาณ
ใจกลางลานบ้าน ซูว่านฉีปักดาบิญญาลงบนพื้น คุกเข่าข้างเดียวอยู่ในสภาพสะบักสะบอม
บนตัวนางมีาแนับสิบแห่ง ชุดสีฟ้าเต็มไปด้วยคราบเื ใบหน้าที่ซีดเซียวมีรอยเืสีแดงพาดผ่าน ดูเหมือนกับแก้วที่เต็มไปด้วยรอยร้าว แค่แตะเพียงนิดเดียวก็จะแตกสลาย
รูม่านตาของเจียงชิวหนิงขยายกว้างขึ้นทันที
นางพุ่งเข้าไปอยู่ข้างกายซูว่านฉีเกือบจะในพริบตา และปกป้องนางไว้ข้างหลังอย่างแ่า
นางเงยหน้าขึ้น จ้องมองเจียงเจ๋อที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดก้าว น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
“ท่านอาเล็ก”
“ท่านทำร้ายฉู่ชิงชวนก็ช่างเถอะ แต่ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง...”
“ลงมือกับซูว่านฉีเนี่ยนะ?”
