เมื่อเข้าสู่ป่าลึก ความรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัวก็เหมือนจะพุ่งเข้ามาหาเธอจากทุกทิศทาง ไม่สิ จะบอกว่าพุ่งเข้าไปที่จี้ห้อยคอของเธอ แล้วจากนั้นจี้ก็ปล่อยพลังออกมา ส่วนหนึ่งเข้าไปในร่างกายของเธอ อีกส่วนหนึ่งก็กลับไปตามเส้นทางเดิม
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่า ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น การไหลเวียนของพลังก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ดวงตาของเธอ ไม่สิ ในความรู้สึกของเธอปรากฏเส้นสายพลังงานมากมายที่กำลังไหลมารวมกัน
ฮวาเจาเห็นว่าพลังงานเหล่านี้ถูกดึงออกมาจากพืชรอบข้าง
นี่มันของวิเศษจริงๆ!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาติที่แล้วฮวาเสี่ยวอวี้ถึงได้หวงแหนมันนัก ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมเสียมันไปเด็ดขาด! นี่มันเป็ของเย่เซิน!
...ไม่สิ คืนไปก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน เธอไม่ได้ใจกว้างขนาดที่จะคืนของวิเศษที่อยู่ในมือไปหรอกนะ
งั้น...นี่ก็เป็ของลูกชายลูกสาวของเขาแล้ว! เธอเอาไปก็ไม่เห็นเป็อะไร
ฮวาเจาใช้เวลาใน่บ่ายอยู่ในป่า ศึกษาเรียนรู้เื่จี้อยู่บ้าง
จี้นี้สามารถดูดซับพลังงานจากพืชรอบข้างมาให้เ้าของได้ แถมยังปล่อยพลังงานบางส่วนกลับคืนไปด้วย ซึ่งพลังงานที่ถูกปล่อยออกมานั้นผ่านการกรองจากจี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะมีความบริสุทธิ์มากกว่า เธอััได้ว่าพืชรอบข้างเมื่อได้รับพลังงานนี้แล้ว จะมีชีวิตชีวามากขึ้น พลังงานที่ส่งเข้ามาก็จะมากขึ้นด้วย
นี่เป็วัฏจักรที่ดีที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
แถมเธอยังสามารถควบคุมจี้ได้ด้วย ว่าจะให้มันดูดซับพลังงานจากพืชทุกชนิด หรือจะให้มันดูดซับพลังงานจากพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น
เธอจ้องไปที่ต้นผักกาดขมที่แตกหน่อเร็วกว่าต้นอื่นในฤดูใบไม้ผลิ แล้วก็แลกเปลี่ยนพลังงานกับมัน
ผลปรากฏว่าอาจจะเป็เพราะพลังของจี้มากเกินไป หรือต้นผักกาดขมอ่อนแอเกินไป แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ต้นผักกาดขมที่เพิ่งจะแตกหน่อก็สูงขึ้นหนึ่งฟุต แล้วก็ฟาดเข้าที่หน้าของฮวาเจาที่กำลังตั้งใจมองมันอยู่
พอแลกเปลี่ยนพลังงานกันอีกครั้ง ต้นผักกาดขมก็ร่วงเมล็ดลงเต็มพื้น แล้วก็เหี่ยวเฉาไป
ปรากฏว่าการแลกเปลี่ยนพลังงานก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของสิ่งมีชีวิตได้ สุดท้ายก็ต้องมุ่งสู่ความตาย
ฮวาเจารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ไม่สามารถเป็ะได้สินะ.....แต่ไม่นานเธอก็ทำใจได้
การเป็ะมันเป็เื่ที่ฝืนธรรมชาติมากเกินไป เทคโนโลยีของมนุษย์ก็พัฒนาไปมาก หากวันหนึ่งถูกค้นพบขึ้นมา เธอจะต้องเจอจุดจบที่น่าสังเวชแน่ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครค้นพบ แต่เพื่อนฝูงและคนที่เธอรักทุกคนต้องจากไป เธอต้องคอยส่งคนอื่นไปทีละคน เหลือไว้แต่ความเ็ป แค่คิดก็รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่แบบนั้นมันน่ากลัวเกินไป
พอคิดได้ดังนั้น ฮวาเจาก็รู้สึกโชคดีขึ้นมาทันที ที่จี้ไม่มีพลังที่ฝืนธรรมชาติขนาดนั้น
พอมองเมล็ดที่ร่วงหล่นเต็มพื้น พอคิดถึงความเร็วในการเจริญเติบโตของพวกมัน เธอก็ตื่นเต้นขึ้นมา นี่มันจะทำเงินได้มากมายเลยนะ!
นี่มันไม่มี "มิติ" แต่ดีกว่ามี "มิติ" ซะอีก!
เทพแห่งการข้ามภพจะให้มิติกับเธอทำไม? จะให้ใหญ่เท่ากับดาวเคราะห์ดวงหนึ่งเลยเหรอ?
มิติจะมีขนาดกี่ไร่ หรือสิบไร่? ถึงจะมีสักพันไร่หรือหมื่นไร่ เมื่อเทียบกับผืนดินอันกว้างใหญ่ที่สามารถเช่าได้ด้วยเงินแล้ว มันก็ยังเล็กอยู่ดี
"รวยแล้วๆ~~" ฮวาเจารู้สึกตื่นเต้นจึงลองทดสอบกับพืชชนิดอื่นดู
การแลกเปลี่ยนพลังงานกับต้นไม้ใหญ่ ถึงจะไม่ได้ทำให้มันสูงขึ้นมา 3 ฟุตในทันที แต่พอแลกเปลี่ยนกันแค่ครั้งเดียว หน่ออ่อนของมันก็แตกออกมาทั้งหมด ทำเอาฮวาเจารีบเปลี่ยนต้นไม้ทันที
เธอเลือกต้นกล้าบลูเบอร์รี่
พอแลกเปลี่ยนกันไปไม่กี่ครั้ง ก็มีผลไม้ร่วงหล่นลงมาเต็มพื้น
เธอเก็บมากินอย่างมีความสุข รสชาติของมันอร่อยเกินกว่าที่เธอเคยรู้จักบลูเบอร์รี่เสียอีก ในความทรงจำของเธอ บลูเบอร์รี่มีรสชาติจืดชืด ไม่มีกลิ่นหอมอะไรพิเศษ แต่ตอนนี้กลับหอมหวานจนเธอไม่อยากจะหยุดกิน
พอกินไปได้กำมือหนึ่ง พอคิดว่าตัวเองกำลังลดน้ำหนักอยู่ ฮวาเจาก็อดทนได้สำเร็จ จากนั้นเธอก็ใช้แขนอันทรงพลังของตัวเองขุดดินกลบผลไม้เ่าั้
ห้ามทิ้งร่องรอยไว้ พืชชนิดอื่นยังไม่แตกหน่อ แต่ต้นนี้กลับมีผลไม้ร่วงเต็มพื้น ถ้ามีคนมาเห็นจะอธิบายยังไง?
"สบายจัง~"
ทันใดนั้น ฮวาเจาก็ได้รับความรู้สึกนี้เข้ามาในหัว ทำเอาเธอสะดุ้งโหยง
"อะไรน่ะ?"
"ทางนี้ๆๆ อยากได้อีกๆ" ต้นบลูเบอร์รี่ที่สูงเท่าคนแล้ว สั่นไหวใบสีเขียวสด
"เธอพูดได้เหรอ?" ฮวาเจาถามเบาๆ
"ใช่ๆๆ อยากได้อีกๆ" ใบไม้สั่นไหวอีกครั้ง
ฮวาเจาตกตะลึง นี่เธอสามารถสื่อสารกับต้นไม้ได้เหรอ? แล้วทำไมต้นไม้อื่นถึงไม่พูดล่ะ?
เธอไม่ได้โง่ พอคิดไปคิดมาก็เดาได้ว่า อาจจะเป็เพราะการแลกเปลี่ยนพลังงานน้อยเกินไป พืชได้รับพลังงานบริสุทธิ์น้อย การเชื่อมต่อกับเธอเลยต่ำ
เธอไปลองกับต้นบลูเบอร์รี่ข้างๆ ดู ก็เป็อย่างที่คิดจริงๆ
หลังจากแลกเปลี่ยนพลังงานกันไปไม่กี่ครั้ง ต้นบลูเบอร์รี่ต้นนี้ก็ทิ้งผลไม้ไว้เต็มพื้น สั่นใบไม้ส่งเสียง "อยากได้อีกๆ"
"จ้ะๆๆ" ฮวาเจาตอบไปส่งๆ แล้วก็กลบผลไม้ จากนั้นก็ควบคุมจี้ ดูดซับและปล่อยพลังงาน ให้ต้นไม้ทั้งสองต้นเข้าสู่สภาพต้นฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง
ก็คือใบไม้ร่วงจนหมดเกลี้ยง เหมือนกับต้นไม้รอบข้างที่ไม่มีใบ
ต้นบลูเบอร์รี่ทั้งสองต้นก็เงียบไปทันที พร้อมกับแสดงอารมณ์น้อยใจออกมา
ฮวาเจายิ้มคิกคักแล้วก็ลงจากเขา
พอกลับมาถึงบ้าน เธอก็พบว่ามีคนมาบ้านแล้ว
ผู้หญิงวัย 40 กว่าสองคนยืนอยู่ในลานบ้าน มือถือจอบ แต่คนหนึ่งที่แต่งตัวดีกลับไม่ทำอะไร เอาแต่สั่งอีกคนที่ใส่เสื้อผ้าปะชุนให้ทำนั่นทำนี่
ฮวาเจายืนอยู่ในลานบ้านแล้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้ว่าทั้งสองคนเป็ใคร
คนที่แต่งตัวดี ผมหวีเรียบแปล้คือลูกสะใภ้คนโตของสามปู่ ฮวาซาน ส่วนคนที่ใส่เสื้อผ้าปะชุนคือลูกสะใภ้คนที่สองของฮวาซาน
พอเห็นพวกเธอ ฮวาเจาก็นึกถึงคนในครอบครัวฮวาซานขึ้นมา
ฮวาซานเป็น้องชายคนที่สามของฮวาเฉียง ั้แ่เด็กถูกส่งไปอยู่กับญาติคนหนึ่งในหมู่บ้าน พอก็โตขึ้นมาก็กลายเป็คนพาลไปทั่ว แล้วก็ไปฉุดเมียกลับมา แล้วก็มีลูกชายติดๆ กันสามคน
คนโตชื่อฮวาต้าหนิว คนที่สองชื่อเอ้อหนิว คนที่สามชื่อซานหนิว
หลังจากนั้นฮวาซานก็มีลูกสาวอีกสองคน แต่พอเกิดมาก็ถูกส่งไปให้คนอื่น แล้วจากนั้นก็มีลูกชายอีกสองคน ฮวาเจินหนิว ฮวาไท่หนิว
สุดท้ายก็มีลูกสาวคนเล็ก ฮวาเย่ คนนี้ไม่ได้ถูกส่งไปให้คนอื่น เก็บไว้เลี้ยงเอง
พอนึกถึงฝูงวัวในตระกูลฮวา ฮวาเจาก็หัวเราะพรืดออกมา
"อ้าว ไอ้หนูฮวากลับมาแล้วเหรอ" เมียของฮวาต้าหนิวหันกลับมาทัก
คำว่า "ไอ้หนูฮวา" ที่เธอพูดนั้นมีน้ำเสียงประชดประชัน เหมือนกำลังเสียดสีอยู่
ฮวาเจาไม่ได้สนใจ เดินเข้าไปในลานบ้าน กะจะเดินเข้าบ้าน เ้าของร่างเดิมก็มีนิสัยแบบนี้ เธอเลยอยากจะรักษานิสัยนี้เอาไว้กับคนในตระกูลฮวาซาน
"โอย แม่เ้า! เหม็นอะไรขนาดนี้!" ตอนที่เดินผ่านเมียของฮวาเอ้อหนิว เธอก็เอามืออุดจมูกแล้วร้องออกมาเสียงดัง
เมียของฮวาต้าหนิวก็ได้กลิ่นเหมือนกัน รีบเอามืออุดจมูกแล้วถอยหลังหนี มองฮวาเจาด้วยท่าทางรังเกียจ "นี่แกทำขี้ราดกางเกงหรือตกบ่อขี้มาเนี่ย? ทำไมถึงได้น่าขยะแขยงขนาดนี้?"
จริงๆ แล้วฮวาเจาเองก็ได้กลิ่นตัวของตัวเองเหมือนกัน ทุกครั้งที่ดูดซับพลังงาน ร่างกายของเธอจะมีคราบสกปรกออกมา ตอนแรกเธอไม่ได้สังเกต แต่พอสะสมมาตลอด่บ่าย คราบสกปรกบนตัวเธอก็เริ่มไหลเยิ้มออกมาแล้ว
แถมกลิ่นก็ยังเหม็นมาก ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้ เธอก็คงไม่รีบกลับบ้านหรอก
ฮวาเจายังคงไม่สนใจ เดินเข้าบ้านไป ต้มน้ำ เตรียมอาบน้ำ
เมียของฮวาต้าหนิวกลับไม่ยอมปล่อยเธอไป ยืนอยู่ตรงทางลมแล้วก็พูดจาไม่หยุด "ฉันว่าไอ้หนูฮวาเอ้ย ไม่ใช่ป้าจะว่าแกนะ โตขนาดนี้แล้ว ยังทำขี้ราดกางเกงอีกเหรอ? ถ้าคนนอกรู้เข้า คงได้หัวเราะเยาะแกตายเลยมั้ง? อ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"
พูดจบก็ไม่เห็นใครหัวเราะ เธอเองก็เลยหัวเราะอยู่คนเดียว เดี๋ยวจะต้องรีบไปบอกคนในหมู่บ้านว่าหลานสาวอ้วนของฮวาเฉียงยิ่งโตก็ยิ่งไม่ได้เื่ ทำขี้ราดกางเกงไปแล้ว!
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"
เมียของฮวาเอ้อหนิวที่ไม่ค่อยมีสติปัญญา ยืนอยู่ข้างๆ เมียของฮวาต้าหนิว แล้วก็หัวเราะตามอย่างสนุกสนาน
ฮวาเฉียงถูกเสียงดังรบกวนจนตื่น เดินออกมาจากห้องตะวันออก มองพวกเธอด้วยสีหน้าถมึงทึง ส่วนฮวาเจาก็ยังคงเงียบเหมือนไม่ได้ยินอะไร ตั้งหน้าตั้งตาต้มน้ำต่อไป
เมียของฮวาต้าหนิวหัวเราะไปได้ไม่กี่ทีก็หัวเราะไม่ออกแล้ว มีเพียงเมียของฮวาเอ้อหนิวเท่านั้นที่ยังคงหัวเราะไม่หยุด
