“บัดซบ”
“มันใช่ข้าวจริงๆ งั้นรึ?”
“...”
ขณะที่เฉินอ่าวเคี้ยวสิ่งที่เรียกว่ารำข้าวปั้น ใจของเขาก็แตกออกเป็เสี่ยงๆ
ในฐานะอัจฉริยะในรอบพันปีของโลกบำเพ็ญเพียร เฉินอ่าวนั้นไม่ต่างอะไรจากบุตรแห่ง์ ข้าวที่ดีที่สุดที่เขาเคยทาน ต้องเป็ข้าวทิพย์เจ็ดสีมณีเจ็ดแสง และยังต้องผ่านการเรียงชั้นเป็ดอกบัวเจ็ดกลีบที่มีขนาดพอดีคำ เขาถึงจะยอมทานเพื่อเป็เกียรติกับตระกูลและนิกายใหญ่ๆ ที่เชิญเขาไปเป็แขกร่วมงานในเวทีประลองยุทธ์รุ่นเยาว์
ชามแตกๆ เบื้องหน้าที่บรรจุรำข้าวหยาบๆ ปั้นเป็ก้อนๆ เหมือนกองมูลม้า จึงเป็หนึ่งในเจ็ดสิ่งเลวร้ายของชีวิตที่บุตรแห่ง์อย่างเขาไม่เคยพบเจอ
ตลอดอายุ 2,147 ปี ที่บรรลุการเป็ผู้ฝึกตนระดับกึ่งเซียน ห่างจากชนชั้นปกครองสูงสุดของโลกเบื้องบนเพียงไม่กี่ขั้นจนสามารถนับนิ้วได้ อาจเรียกได้ว่าเป็ครั้งแรกสำหรับเฉินอ่าว ที่รู้ว่ากากเมล็ดข้าวเช่นรำ ก็สามารถเอามากินเป็หนึ่งในอาหารที่มนุษย์ธรรมดารับประทาน
เมื่อเทียบกับสีหน้าของผู้เป็พ่อที่แสดงออกมา ท่าทางของพี่สาวคนรองนั้นกลับยากจะมองออก เฉินเหนียนอู่แค่ถือตะเกียบค้างและหยุดนิ่ง จ้องมองก้อนรำข้าวในชามและไม่ได้แตะ จมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้งของตัวเองว่า
“นี่คือข้าวรึ?”
“เทพชั้นต่ำเช่นไรที่บังอาจสร้างสรรค์อาหารสัตว์เช่นนี้ขึ้นมาในโลกเพื่อให้มนุษย์กิน?”
“ในฐานะอดีตแม่มดที่ใช้คาถาต้องห้ามและอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกเวทมนตร์ เมื่อพลังของข้ากลับมา ข้าจะฟ้องเื่นี้ให้มหาเทพีรู้ ว่ามีเทพชั้นต่ำบางคนไม่สนใจดูแลโลก”
“...”
ปากแอบสาปแช่งไว้แล้ว แต่เพื่อทำให้ร่างกายของนางเติบโตและยังคงตั้งอยู่ได้ ลำบากกว่านี้นางก็เคยเจอมาก่อน จากนั้นเฉินเหนี่ยนอู่ก็ตักน้ำซุปใส่ถ้วยเพื่อทำให้ข้าวทานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
ในบรรดาผู้คนทั้งหมด มีเพียงผู้เป็แม่และน้องสาวคนเล็กเท่านั้นที่กินอย่างเอร็ดอร่อย เรียกได้ว่านางสามารถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์
ในฐานะผู้บัญชาการยานรบ ที่ต้องเผชิญกับศึกทุกรูปแบบทุกสถานการณ์ในอวกาศ กองทัพของนางเคยเผชิญกับความอดอยาก ถูกปิดล้อมจากศัตรูอยู่หลายครั้ง แม้แต่หนูท่อในยานที่สกปรกหรือเต็มไปด้วยน้ำเสีย นางก็ยังต้องจับหนูมากินและกรองน้ำดื่มเพื่อประทังชีวิต ก่อนที่วิกฤตนั้นจะทำให้นางและสมาชิกทุกคนชนะศึกและรอดมาได้ จนกลายเป็พลเรือเอกหญิงคนแรกของสมาพันธ์ดวงดาว
ดังนั้น ในสายตาของนางที่เกิดมามีชะตากรรมกำหนดให้เป็ยอดนักรบ จึงไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าการปรับตัวเพื่อชัยชนะ หากยังไม่บรรลุเป้าหมาย นางก็ไม่มีวันยอมก้มหัวให้ศัตรูหรือเอ่ยปากยอมแพ้เป็อันขาด
แต่ที่ทำให้นางประหลาดใจที่สุด คือไม่คิดเลยว่าลูกสาวคนเล็กของนางอย่างเฉินอิงเอ๋อ จะสามารถทานและกินได้อย่างเอร็ดอร่อย จนเฉินถั่วถงภูมิใจต่อลูกสาวคนเล็ก ที่สะท้อนเงาออกมาเหมือนกับนางผู้เป็แม่ หากยังอยู่ในแดนาอวกาศ ลูกสาวของนางคงเป็จอมพลสมาพันธ์ดวงดาวกวาดล้างกาแล็กซีได้อย่างแน่นอน
ด้วยสิ่งนี้ หากไม่นับพี่ชายคนโตที่พอใจกับเืสดจนหลับไปแล้ว ก็เหลือแค่สามคนอย่างเฉินอ่าว ฉินเหนียนอู่และเฉินอวี๋เท่านั้น ที่มองหน้ากันก็สามารถเข้าใจได้โดยที่ไม่ต้องสื่อสารผ่านการพูด
ค่อยๆ กินอย่างเงียบๆ เท่าที่จะกินได้ ถึงข้าวในถ้วยจะลำบาก แต่น้ำแกงเนื้อไก่และผักป่าลวกยังคงอร่อยอิ่มท้องได้อยู่
“ข้ามีเื่จะพูด”
หลังจากทานจนอิ่มท้องและวางตะเกียบลง หรือจะพูดให้ถูกคือน้ำแกงไก่และผักลวกได้หมดลงแล้ว ทันใดนั้นผู้เป็แม่ก็พูดขึ้นกลางโต๊ะอาหารด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทุกคนมองไปที่เฉินถั่วถง ก่อนจะกล่าวถึงสิ่งที่นางพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า
“เราต้องออกจากหมู่บ้านเนินหินน้อยแห่งนี้ หลังจากที่ข้าสังเกต ภัยแล้งร้ายแรงกว่าที่คิด ไม่ได้ส่งผลแค่ในตัวอำเภอหนานชิง แต่เหมือนจะได้รับความเดือดร้อนไปทั่วมณฑลจ้อเจียง”
“จากที่ข้าสำรวจ มีแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวที่เหลืออยู่ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเราไปไกลถึง 20 ลี้”
“ตราบใดที่เราได้น้ำและแลกเปลี่ยนเนื้อสัตว์ได้ระหว่างทาง มันจะเป็ส่วนสำคัญให้เราเดินทางออกจากจ้อเจียงได้ไกลกว่าเดิม”
“...”
เฉินถั่วถงพูดแล้วมองสมาชิกทุกคน
“จะออกเดินทางวันไหน ข้าจะได้เตรียมเสบียงไว้?” เฉินอ่าวเอ่ยขึ้น การเดินทางไม่มีปัญหา แต่ที่เขากังวลคืออาหารที่จะต้องกินระหว่างทาง นี่ไม่ใช่การเดินเพียงลำพัง แต่ยังมีลูกๆ ของพวกเขาที่มากถึงสี่คน
“เราจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้”
“สาเหตุไม่ใช่แค่หนีภัยแล้ง แต่ข้าได้ยินข่าวการก่อจลาจลในอำเภอ หากชักช้าเกรงว่าเราอาจจะได้รับผลกระทบ มีผู้ใด้าโต้แย้งหรือไม่?”
เฉินถั่วถงเอ่ยถาม ผู้เป็พ่ออย่างเฉินอ่าวก็เหลือบมองลูกๆ ของตัวเอง ไม่ใช่เขาตาบอดและมองไม่เห็น ระหว่างหาผักป่า เขาได้ตรวจสอบทุกอย่างในรัศมี 10 ลี้รอบๆ หมู่บ้านแล้ว มันไม่เหลือแหล่งน้ำใดๆ สัตว์ป่าที่เห็นก็มีเพียงตัวแร้งที่อิ่มหนำจากการกินซากศพ หากมีข่าวการจลาจลเกิดขึ้น เขาก็ไม่แย้งที่จะออกเดินทางย้ายไปที่อื่น
“ไม่”
“เอาตามที่เ้าเสนอเถอะ”
เฉินอ่าวและบรรดาลูกๆ ส่ายหน้า โดยเฉพาะเฉินอวี๋นั้นยิ่งดีใจ ที่แม่เป็คนยกเื่นี้ขึ้นมาพูดเอง ความจริงเขาไม่มั่นใจว่าเสียงเล็กๆ ของเขาจะมีคนฟังหรือเปล่า แต่ในเมื่อผู้เป็แม่กล่าวเปิดประเด็นออกมา เขาจึงเห็นด้วยมากๆ ที่ไม่ต้องทนอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่รู้ชะตากรรม
“ดี เช่นนั้นก็เริ่มเก็บของ เราจะออกเดินทางพรุ่งนี้ั้แ่เช้าหลังทานข้าวเสร็จ”
เมื่อไม่มีใครปฏิเสธก็เป็อันตกลง เฉินอ่าวนั้นทำการเตรียมตรวจสอบเสบียงอย่างไก่อีกตัวที่ยังไม่ฆ่า พร้อมกับทำรำข้าวปั้นที่เหลือให้กินง่ายขึ้น การเดินทางด้วยเท้าที่ค่อนข้างไกล สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคืออาหารที่ทำให้ทุกคนมีแรง
ส่วนเฉินถั่วถง เดินไปเก็บเครื่องไม้เครื่องมือเท่าที่มีใส่ตะกร้า จากนั้นเหมือนว่านางจะจำอะไรได้สักอย่าง ก้มตัวไปที่ใต้เตียง เจอไหดินเผาใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะส่งไปให้สามีแล้วพูดว่า
“รับนี่ไป มันคือเงินก้อนสุดท้ายของเราแล้ว”
เมื่อเห็นเฉินถั่วถงส่งไหดินเผามา เฉินอ่าวก็ถือแล้วเปิดฝาออก เห็นก้อนโลหะกลมแบนๆ วางเรียงที่ก้นไห พอหยิบออกมาดูเฉินอ่าวก็ถอนหายใจ ปรากฏว่านี่คือเงินทั้งหมดที่ครอบครัวแซ่เฉินเหลืออยู่
“12 อีแปะ?”
“ช่างยากจนนัก ไม่รู้อะไรดลใจให้พวกเขาไม่ยอมหนีั้แ่คราวแรก”
เขาเยาะเย้ยให้กับฉินอ่าวคนเก่า ก่อนจะร้อยเงินทั้งหมดด้วยเชือกป่านแล้วพกใส่เสื้อด้านใน สิ่งพวกนี้จะเป็รากฐานของพวกเขาในอนาคต คือสามีดูแลงานบ้าน ภรรยาดูแลเื่ภายนอก ถึงจะค่อนข้างสลับหน้าที่ต่างจากสามีและภรรยาของครอบครัวอื่น แต่สำหรับครอบครัวแซ่เฉินอันประหลาด เหมือนหน้าที่สลับขั้วนี้จะค่อนข้างเข้ากับพวกเขาได้ดี
ความคิดของเฉินอ่าว ในฐานะผู้ฝึกตนแล้ว เขา้าผู้ช่วยที่จัดปัญหาภายนอกทุกอย่างแทนเขาเพื่อให้มีเวลาฝึก หากเฉินถั่วถงเป็สตรีที่อ่อนแอและพึ่งพาอะไรไม่ได้ และมีแค่เขาที่ต้องทำทุกอย่างให้กับครอบครัวเพียงคนเดียว
ชะตากรรมของครอบครัวมนุษย์ธรรมดาในชีวิตใหม่นี้ คงถูกทำลายลงในเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน และการกลับไปแดนเซียนก็คงเป็ไปไม่ได้เลย
ที่เตียงเก่าๆ เด็กๆ ก็กำลังเก็บเสื้อผ้าของตัวเองลงในตะกร้า มันไม่มากเพียงแค่คนละสามชุด สำหรับใส่่หน้าร้อนและฤดูใบไม้ผลิสองชุด และสำหรับฤดูหนาวอีกหนึ่งชุด เป็เพียงเสื้อคลุมยัดนุ่นที่เกิดจากการเย็บเศษผ้าเข้าด้วยกัน
สำหรับชาวบ้านธรรมดา บางคนแม้จะโตเป็ผู้ใหญ่ออกเรือนก็ยังไม่มีชุดดีๆ ที่จะใส่ เด็กๆ บางคนต้องรอรับต่อจากผู้เป็พี่ไม่ก็ญาติคนอื่นๆ ที่โตและได้รับชุดใหม่ตอนแต่งงาน การที่ครอบครัวแซ่เฉินสามารถหาชุดให้ลูกๆ ทั้งสี่คนได้คนละสองสามชุด จึงเห็นได้ว่าก่อนภัยแล้งมาถึง พวกเขาเป็ครอบครัวที่ค่อนข้างรวยอยู่ดีกินดี
ในยุคลำบากเงินทองยาก ผ้าจึงจัดเป็ของมีค่าใช้เป็สกุลเงินอีกประเภทหนึ่ง ที่สามารถใช้ซื้อข้าวและแลกเปลี่ยนสินค้าได้ พ่อค้าคาราวานที่มักเดินทางไม่สามารถแบกเงินหนักๆ ติดตัว ก็ชอบใช้ม้วนผ้าเป็ตัวกลางสำหรับซื้อขายระหว่างกัน
ผ้าจึงเป็อะไรที่หายาก มีค่าไม่แพ้เงินหรือทองเลย
