เวลาเดียวกันนั้น ด้านหลังเขาหลิงอวิ๋น
หลายวันมานี้ ฉางเซินผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับที่มาจากวังยมบาลและข่งอวิ๋นภรรยาของเขาล้วนพูดคุยปรึกษาเื่หนทางการฝึกบำเพ็ญตบะอยู่กับอูจี้ตลอดเวลา
ต่างไปจากการคาดเดาของคนภายนอก ั้แ่ที่ฉางเซินและข่งอวิ๋นมาถึงก็ไม่มีความคิดที่จะเปิดฉากต่อสู้อย่างดุเดือด
เมื่อข่งอวิ๋นรู้ว่าผู้แข็งแกร่งของอารามเสวียนอู้และหุบเขาเทารวมกำลังกันบุกไปสังหารคนที่วังยมบาล ข่งอวิ๋นก็เอ่ยขอตัวกับอูจี้แล้วรีบร้อนจากไป
ฉางเซินกลับยังคงอยู่ต่อเพื่อพูดคุยปรึกษาเื่การบำเพ็ญตบะกับอูจี้
ฉางเซินที่เรือนกายบึกบึนใหญ่โตสวมชุดผ้าป่านเนื้อหนา เปลือยเท้า มองดูแล้วไม่เหมือนผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ในเขตลี้ลับสูงสุด กลับเหมือนชายชาวนาที่ยุ่งวุ่นวายกับงานหยาบๆ ในชนบทเสียมากกว่า
มือเท้าของเขาหนาใหญ่ เรือนกายราวกับพยัคฆ์ตัวหนึ่ง น้ำเสียงก็ดังก้องกังวาน
ห่างออกไปไม่ไกล ผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลและสำนักหลิงอวิ๋นยังคงสู้รบกันดุเดือดไม่หยุด เพื่อ่ชิงเอากุญแจประตู์ที่อยู่บนหินอุกกาบาต
ทว่าอูจี้กับฉางเซินกลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ยังคงพูดคุยกันอย่างถูกคอ
นับั้แ่ที่สำนักภูตผีและสำนักโลหิตโจมตีหอหลิงเป่า ฉางเซินที่มาเยือนเงียบๆ ก็นั่งอยู่ที่เดิม หาเื่มาคุยกับอูจี้อย่างไม่จบไม่สิ้น
อูจี๋เองก็รู้วัตถุประสงค์การมาของเขา แต่กลับไม่พูดออกมา เลือกที่จะพูดคุยสัพเพเหระไปกับเขา
จนกระทั่งถึงตอนนี้
ฉางเซินเงียบไปครู่หนึ่งถึงได้พูดขึ้นมากะทันหันว่า “อีกครู่ข้าเองก็ต้องไปแล้ว พี่อู ตลอดทั้งอาณาจักรหลีเทียน ท่านเป็บุคคลเดียวที่ข้าเคารพนับถือ ได้พูดคุยกับท่าน ข้าได้รับประโยชน์มากมาย ท่านสามารถสอนลูกศิษย์ที่มีความสามารถล้ำเลิศสองคนนั้นออกมาได้ ทำให้ข้ารู้สึกอิจฉามากมาโดยตลอด”
อูจี้สีหน้าเรียบเฉย “เพราะพวกเขามานะบากบั่นกันเอง”
ฉางเซินพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของเขา จากนั้นก็กล่าวว่า “พี่อู พวกฝางฮุยสามคนนั้นอาจไม่รู้ แต่ท่านน่าจะรู้ว่าพันธมิตรที่รวมตัวกันระหว่างหอหลิงเป่า สำนักหลิงอวิ๋น หุบเขาเทาและอารามเสวียนอู้ แท้จริงแล้วในสายตาของข้ามองว่าช่างอ่อนแอ ไม่มีทางสู้พวกข้าได้”
“หากข้า้า ข้าก็สามารถทำให้สี่สำนักนั้นถูกลบชื่อไปจากอาณาจักรหลีเทียนได้ตลอดกาล”
“ที่ข้ายอมให้สี่สำนักดำรงอยู่ก็เพียงแค่เพราะ้าใช้เป็หินลับมีดให้แก่ลูกศิษย์วังยมบาล ไม่เคยมองพวกเขาเป็มีดแหลมคมเฉกเช่นวังยมบาลของพวกข้า”
“ในสายตาของข้า สำนักภูตผีและสำนักโลหิตเองก็ไม่ต่างอะไรไปจากสี่สำนักอื่นนัก”
“ในเมื่อวังยมบาลของข้าสถาปนาขึ้นในอาณาจักรหลีเทียนก็จำเป็ต้องมีคู่ต่อสู้ในปริมาณที่เหมาะสม ใน่เวลาที่ข้ามีศักยภาพมากพอจะฮุบกลืนทุกสำนัก ข้ากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น”
“เมื่อไม่มีคู่ต่อสู้ ลูกศิษย์เบื้องล่างก็จะไม่รู้สึกถึงวิกฤต ไม่มีใจทะเยอทะยาน”
“การดำรงอยู่ของสำนักอื่นเป็เพราะข้าจงใจ เพราะ้าขัดเกลาพวกเขา ขัดเกลาให้เหลี่ยมของพวกเขาแหลมคมมากพอ”
ฉางเซินพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
ฟังจากคำพูดของเขา ดูเหมือนว่าขอแค่เขา้า ลำพังเพียงแค่พลังของวังยมบาลฝ่ายเดียวก็สามารถกวาดล้างอาณาจักรหลีเทียน ทำให้ทุกสำนักยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่ายได้
ที่น่าแปลกก็คืออูจี้กลับไม่ได้เอ่ยอะไรตอบโต้
ราวกับว่าแม้แต่เขาเองก็ยังเห็นด้วยในคำพูดของฉางเซิน ไม่รู้สึกว่าฉางเซินโอ้อวดตนส่งเดช
เพราะเขารู้ดียิ่งกว่าใครว่าฉางเซินที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้แข็งแกร่งมากแค่ไหน
เขตลี้ลับเหมือนกัน ทว่าฉางเซิน... กลับอยู่ใน่ท้ายสมบูรณ์แบบ ขาดอีกแค่ครึ่งก้าวก็เหยียบย่างเข้าสู่เขติญญาได้แล้ว
ฉางเซินสมแล้วที่เป็บุคคลอันดับหนึ่งของอาณาจักรหลีเทียน นอกจากเขาแล้ว อาณาจักรหลีเทียนก็ไม่มีใครเหยียบย่างเข้าสู่เขตลี้ลับ่ท้ายได้อีก ต่างก็มีตบะอยู่แค่่ต้นและ่กลางเท่านั้น
พวกเขาสี่สำนัก แม้ว่าแต่ละสำนักล้วนมีผู้แข็งแกร่งขอบเขตลี้ลับหนึ่งคน
ทว่านอกจากเขาแล้ว อีกสามคนที่เหลือก็ล้วนเป็แค่เขตลี้ลับ่ต้น
ตัวเขาเองก็เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่เขตลี้ลับ่กลางได้ไม่นาน
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า หากไม่มีโชควาสนาครั้งใหญ่ ด้วยอายุขัยของเขา... ย่อมไม่เพียงพอที่จะประคับประคองตนไปจนถึงขั้นเขติญญาเพื่อไขว่คว้าอายุขัยที่มากกว่านี้ได้อีกแล้ว
ฉางเซินหรี่ตา มองการต่อสู้ที่ดุเดือดภายใต้ฝ่าเท้าของตัวเอง มองผู้แข็งแกร่งของสำนักหลิงอวิ๋นและวังยมบาลเ่าั้ที่กำลังแย่งชิงกุญแจประตู์กัน
“เื่ราวบนโลกยากจะคาดเดา ต่อให้เป็ยอดฝีมือของอาณาจักรคุณหลัวก็ยังไม่สามารถคำนวณได้ว่าประตู์ครั้งนี้จะมีข้อจำกัดเกิดขึ้นด้วย”
“หากรู้ว่าเป็อย่างนี้ั้แ่แรก การรุกรานที่สำนักภูตผีและสำนักโลหิตที่มีต่อหอหลิงเป่า ข้าก็สามารถหลีกเลี่ยงได้”
“เื่มาถึงตรงนี้ การต่อสู้ในภายหลังก็ไม่มีความจำเป็อีกแล้ว”
“ผู้ที่ได้กุญแจของประตู์ ข้าจะอนุญาตให้พวกเขาเข้าไปในประตู์ ไม่สร้างอุปสรรคกีดขวางใดๆ อีก”
“นอกอาณาจักร มีคนมากมายจ้องอยากจะฮุบอาณาจักรหลีเทียนของพวกเราตาเป็มันมาหลายปี ก่อนหน้านี้เป็เพราะไม่มีผลประโยชน์ที่มากพอไปกระตุ้นให้พวกเขายอมทุ่มสุดตัวเพื่อเหยียบย่างเข้าสู่อาณาจักรหลีเทียน”
“ประตู์ปรากฏขึ้น สัตว์เพลิงพิภพใต้เทือกเขาชื่อเหยียนหลุดพ้นพันธนาการก็คือลางบอกเหตุอย่างหนึ่ง วันหน้า อาณาจักรหลีเทียนอาจจะมีเื่มหัศจรรย์มากมายเกิดขึ้น ถึงเวลานั้น พวกกลุ่มอิทธิพลนอกอาณาจักรที่แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะต่อกรด้วยได้ย่อมทยอยกันปรากฏตัวในอาณาจักรหลีเทียน”
“ศึกภายในของอาณาจักรหลีเทียน ลูกศิษย์ที่ต่ำกว่าเขตสามัญมีศักยภาพไม่มากพอ ตายแล้วก็ตายไป ไม่มีค่าอะไรให้เสียดาย”
“ศึกภายในจะเป็การกระตุ้นพวกเขา ให้พวกเขาฝ่าทะลวงออกมาจากความสิ้นหวังและศึกที่พลิกผัน จากนั้นก็เหยียบย่างเข้าสู่เขตสามัญ”
“ข้าหวังว่าหลังจากการประลองในประตู์สิ้นสุดลง อาณาจักรหลีเทียนจะมีคนเลื่อนขั้นเป็เขตสามัญมากขึ้นกว่าเดิม”
“คนเ่าั้ถึงจะเป็พละกำลังอันแข็งแกร่งของอาณาจักรหลีเทียนที่จะต่อกรกับอาณาจักรอื่นได้ในวันหน้า”
“นับแต่นี้ไป ข้าจะควบคุมสำนักภูตผีและสำนักโลหิต ไม่ให้พวกเขาก่อเื่ขึ้นมาอีก และก็หวังว่าท่านจะบอกกล่าวกับอีกสามฝ่ายที่เหลือ ให้พวกเขาเข้าใจว่าอีกไม่ถึงสิบปี อาณาจักรหลีเทียนจะต้องเผชิญหน้ากับการบุกโจมตีจากนอกอาณาจักร”
“และก็ได้เวลาที่พวกเราควรเตรียมตัวรับมือล่วงหน้าแล้ว”
ฉางเซินพูดความกังวลของเขาออกมาช้าๆ บอกวัตถุประสงค์การมาที่แท้จริงของเขาในครั้งนี้ให้อูจี้ทราบ
ผู้แข็งแกร่งของสำนักอื่นล้วนแอบเดากันไปว่าเป็เพราะผู้แข็งแกร่งของอารามเสวียนอู้ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรหลีเทียน บวกกับคนผู้นั้นของหุบเขาเทาเองก็... ปิดด่านตาย ดังนั้นสำนักภูตผีและสำนักโลหิตถึงได้ฉวยโอกาสโจมตี
ทว่าอูจี้กลับเข้าใจดีว่าเื่ราวที่แท้จริงไม่ได้เป็เช่นนั้น
หากฉางเซินคิดจะเปิดศึกครั้งใหญ่ขึ้นมาจริง เขาไม่จำเป็ต้องเกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น!
“ข้าจะบอกกับอีกสามฝ่ายเอง” อูจี้พยักหน้า
ฉางเซินพยักหน้าแล้วก็ไม่พูดอะไรมากความอีก เรือนกายของเขาที่นั่งตรงอยู่ที่เดิมถูกลมพัดหนึ่งครั้งก็จางหายไปราวกลุ่มควันบางเบา
วินาทีที่เงาร่างของหายไปจากูเาด้านหลังเขาหลิงอวิ๋น เฉียวหยางเ้าวังยมบาลที่อยู่เบื้องล่างจึงออกคำสั่งทันที “ไม่ว่าได้กุญแจประตู์หรือไม่ จงถอยทัพออกจากสำนักหลิงอวิ๋นเดี๋ยวนี้!”
ผู้แข็งแกร่งทุกคนของวังยมบาลหลังจากได้ยินคำสั่งของเฉียวหยาง แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัย ทว่ากลับพากันถอนตัวออกจากการต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งของสำนักหลิงอวิ๋น
ถึงแม้จะยังมีกุญแจประตู์หลายดอกประทับอยู่บนหินอุกกาบาต แต่พวกเขาก็ไม่ได้ไปแย่งชิงต่อ ปฏิบัติตามคำสั่งของเฉียวหยางโดยการจากไปอย่างเป็ระเบียบ
ผู้แข็งแกร่งเ่าั้ของสำนักหลิงอวิ๋นก็งุนงงสงสัยไม่ต่างกัน แต่กลับไม่ได้ขัดขวาง
ไม่นานผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลที่โอบล้อมสำนักหลิงอวิ๋นมาหลายวันก็ถอนกำลังจากไป
......
หน้าประตูตระกูลอวิ๋น
เนี่ยเทียนที่ถูกแสงสีทองสาดกระเซ็นมาโดน สาบเสื้อตรงหน้าอกเต็มไปด้วยคราบเื พยายามหลบเลี่ยงไปตามช่องโหว่ระหว่างแสงสีทองที่กระจัดกระจายเ่าั้ หวังจะเข้าไปใกล้ต้วนหยวน
ลำพังเพียงแค่แสงสีทองที่สาดส่องมาจากขวานรบสองคมก็ทำให้หน้าอกของเนี่ยเทียนถูกกรีดผ่า จนสภาพดูน่าเวทนา
ต้วนหยวนที่มาจากวังยมบาลซึ่งมีขอบเขตอยู่ในขั้นกลาง์่ต้น ทำให้เขาตระหนักได้ว่าความต่างระหว่างขอบเขตทั้งสองมีมากเพียงใด
“ฟั่บ!”
แสงสีทองหนึ่งจุดเปล่งวาบผ่านแผ่นหลังของเนี่ยตงไห่ เขาร้องอู้อี้อยู่ในลำคอหนึ่งครั้งแล้วโซซัดโซเซถอยร่นไม่เป็ท่า
กลุ่มแสงสีทองระยิบระยับซึ่งแปลงมาจากขวานรบสองคมที่กำลังหมุนวนฉวัดเฉวียนพากันไล่กวดเขาไป
ทำให้เนี่ยเทียนหลุดพ้นจากวิกฤตชั่วขณะ
เขาหันกลับไปมองก็พบว่าเนี่ยตงไห่ล่อให้ขวานรบสองคมนั้นออกห่างเขาไปไกลอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาถูกแสงสีทองของขวานรบทำร้ายเอาได้
เมื่อขวานรบจากไป เนี่ยเทียนก็ไม่สนใจอาการาเ็ตรงหน้าอก กระโจนเข้าใส่ต้วนหยวนราวกับสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งตัวหนึ่ง
ไฟโทสะกองหนึ่งถูกจุดขึ้นกลางใจแล้วพลันแผ่ขยายไปทั่วร่าง
พลังิญญาที่ไหลกรากอยู่มหาสมุทริญญาจุดตันเถียน พละกำลังที่ซุกซ่อนอยู่ในกระดูกและเืเนื้อของเขา บัดนี้ได้ะเิตูมออกมา
“หมัดพิโรธ!” เขาคำรามลั่นอยู่ในใจ
“ตูม!”
หมัดที่พกพาเอาความโกรธแค้นรุนแรงนั้นได้ระบายพละกำลังทั้งร่างของเขาออกมา ทำให้จุดลึกในชั้นเมฆของอาณาจักรหลีเทียนมีคลื่นมิติแปลกประหลาดก่อเกิดขึ้น
ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิด เงาั์น่าหวาดกลัวร่างหนึ่งปรากฏวาบขึ้นส่งเสริมให้หมัดพิโรธนั้นยิ่งมีอานุภาพดุร้าย
ต้วนหยวนที่รู้สึกได้ว่าท่าไม่ดีฝืนรวบรวมพละกำลังร่ายเวทลับของวังยมบาล
“ประตูเผาโลกันตร์!”
ภายใต้พลังิญญาของเขา เงาปีศาจดุร้ายมากมายหลายเงาตรงหน้าอกของต้วนหยวนรวมตัวเข้าด้วยกันกลายมาเป็ประตูประหลาดที่เต็มไปด้วยหนามแหลมและมุมโค้งงอ
“ปัง!”
หมัดของเนี่ยเทียนกระแทกลงบนประตูประหลาดนั้นอย่างแรง และประตูนั่น... ก็แตกทลายพร้อมเสียงที่ดังขึ้น
“พรวด!”
เืสดพุ่งทะลักออกมาจากปากของต้วนหยวน ร่างของเขาลอยคว้างไปด้านหลังราวกับถูกูเาขนาดั์กลิ้งชน
หลังจากร่างร่วงกระแทกลงบนพื้น มุมปากของต้วนหยวนยังคงมีเืไหลซึมไม่หยุด ทว่ากลับดิ้นรนค่อยๆ ฝืนตัวลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าข้างเดียวได้
“นี่มันกระบวนท่าวิเศษอะไรกัน?” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความหวาดหวั่นและสิ้นหวัง
-----
