“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ประมุขตงหยางเป็คนเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใด หากแต่ธิดาจากเผ่าวิหคได้ใกล้ชิดกับประมุขตงหยางทุกวันเพื่อฝึกพลังิญญา ความใกล้ชิดเช่นนี้ข้าเกรงว่าจะทำให้ประมุขตงหยางหลงรักนางในสักวัน” เสียงของสาวใช้ที่ยืนอยู่ เผลอพูดขึ้นโดยไม่ทันไตร่ตรอง ก่อนดวงตาแดงก่ำของไป่เอ๋อที่หวาดระแวงอยู่ก่อนแล้ว จะหันมาแล้วฟาดมือที่หน้าของสาวใช้ทันทีด้วยความโกรธ
“เ้าพูดสิ่งใดออกมา เ้าพูดในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ออกมาได้อย่างไร”
“ข้าน้อยผิดไปแล้วเ้าค่ะ ข้าน้อยผิดไปแล้ว” สาวใช้ตบปากตัวเองซ้ำ ๆ ด้วยความหวาดหวั่น ก่อนสายตาสั่นระริกของไป่เอ๋อจะหันกลับไปยังตำหนักไท่จู แล้วกำมือแน่น
“คนอย่างท่านพี่ตงหยาง ไร้หัวใจมาแต่ไหนแต่ไร ขนาดข้าที่ใกล้ชิดเขาจากเด็กจนโต ยังไม่อาจฝ่ากำแพงแ่าเข้าไปได้ กับแค่เด็กสาวต่างเผ่าที่มีอายุขัยเพียงหนึ่งพันปี ไม่มีทางที่จะทำให้ท่านพี่ตงหยางรักนางได้ นับจากนี้ไป เ้าห้ามพูดถึงเื่นี้อีกเป็อันขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะทำโทษเ้าอย่างหนัก”
“ข้าน้อยไม่พูดแล้วเ้าค่ะ” ไป่เอ๋อสะบัดตัวเดินจากไปด้วยความไม่พอใจ ก่อนสาวใช้จะรีบค้อมตัวลงด้วยความรู้สึกผิด
หลายชั่วยามแล้วที่ประมุขตงหยางปล่อยให้ิเยว่ฝึกพลังิญญาเพียงลำพัง หญิงสาวพยายามรวบรวมพลังให้สงบนิ่ง แล้วเคลื่อนพลังไปมาในกายหวังว่า พลังิญญาที่ถูกปิดจะเปิดออกในสักวัน เมื่อฝึกจนเหนื่อยล้า นางจึงตัดสินใจลืมตาขึ้นพบกับร่างของตงหยางในชุดสีดำสนิท นอนเอนกายหลับตาอยู่ไม่ห่างนัก
“เป็ครั้งแรกที่ข้าเห็นเขาหลับอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ นึก ๆ ไป ข้าช่างโชคดีนัก จะมีสักกี่คน ที่มีโอกาสได้เห็นประมุขตงหยางเอนกายนอนในอิริยาบถง่าย ๆ เช่นนี้” หญิงสาวปล่อยยิ้มกว้าง นั่งมองเขาเงียบ ๆ ก่อนนึกบางอย่างได้
“จะว่าไปเมื่อข้ามีโอกาสใกล้ชิดเขาเพียงนี้ ข้าไม่ควรปล่อยโอกาสสำคัญให้หลุดมือไปอย่างง่ายดาย” หญิงสาวคิดได้ดังนั้นจึงปล่อยวางทุกอย่าง แล้วก้าวเท้าเดินเข้ามายังประมุขตงหยางอย่างระวัง นางจับจ้องมองเขาครู่หนึ่งพลางย่อตัวลงนั่งใกล้ ๆ เลื่อนสายตามองใบหน้าหล่อเหลานั้นแล้วพินิจอย่างละเอียด
“คิ้วเข้ม รับกับจมูกและเรียวปากได้อย่างลงตัว นับจากข้าเกิดมายังไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามเท่าท่านมาก่อน ยิ่งกว่านั้นคุณธรรมในตัวของท่าน ทำให้ข้ารับรู้ว่า ชาตินี้ข้าคงหลงรักใครไม่ได้อีกนอกจากท่าน” หญิงสาวนึกได้ดังนั้นจึงปล่อยยิ้มกว้าง แล้วพูดขึ้นเบา ๆ
“ตอนตื่นว่างดงามแล้ว ยามหลับท่านกลับงดงามยิ่งกว่า” ิเยว่พูดเบา ๆ แล้วถือโอกาสใช้มือเขี่ยผมของเขาเบา ๆ อย่างมีความสุข ท่ามกลางสายลมพัดโชยมาเป็ระลอก ก่อนนางจะหันไปยังระเบียงไม้ด้านข้างที่มีธารน้ำไหลผ่าน
ขณะที่ิเยว่กำลังละมือจากปอยผมของชายหนุ่ม มือหนาของตงหยางก็คว้านางไว้ ทำให้ร่างเล็กเซถลาเข้าไปยังอ้อมกอดเขา พร้อมตงหยางเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าของทั้งสองแนบชิดติดกันเพียงฝ่ามือกั้น ชายหนุ่มจับจ้องมองดวงตากลมของหญิงสาว จนไม่อยากละสายตาจากนาง ขณะที่สายลมยังพัดโชยมาให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของนางลอยอบอวลอยู่รอบ ๆ กาย มือหนายังคงกำแขนอีกฝ่ายแน่นดังต้องมนสะกด
“ประมุขตงหยาง ข้าไม่ใช่ผู้อื่น ข้าคือิเยว่เองเ้าค่ะ” ิเยว่เรียกสติ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเผลอใตื่น เพราะนางถือวิสาสะก้าวล่วงจับปอยผมของเขา เพียงชั่วอึดใจประมุขตงหยางใช้เคล็ดวิชาที่เคยสอน ล่วงล้ำเข้ามาในดวงจิตของนางแล้วเห็นภาพในอดีต ที่ิเยว่บังคับให้พี่เลี้ยงอ่านบันทึกเื่ราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเขา แล้วยกมือทั้งสองข้างเท้าคางปล่อยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ท่ามกลางยอดเขาสูงในเผ่าวิหค ก่อนเสียงเจื้อยแจ้วของหมิงเยว่พูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“หากข้าต้องรักใครสักคน คน ๆ นั้นจะต้องเป็ประมุขตงหยาง ซิ่วอิงเ้าว่าข้าแก่แดดเกินไปหรือไม่” ซิ่วอิงรีบวิ่งเข้ามาใช้มือปิดปากิเยว่ในทันที
“ห้ามกล่าวเช่นนี้อีกนะเ้าคะ หากประมุขต้าเหรินได้ยินเข้า จะโกรธเอาได้” ิเยว่หัวเราะคิกคักแล้วพูดขึ้น
“ข้าอยากพบกับประมุขตงหยางสักครั้ง หากชาตินี้ข้ามีโอกาสได้พบเขา แม้ตายจะไม่เสียดายชีวิตเลย” ิเยว่พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส
ก่อนสายลมจะพัดโชยมากระทบกายทำให้ตงหยางค่อย ๆ ละจากเคล็ดวิชาอ่านใจที่ล่วงล้ำเข้าไปในจิตใจของิเยว่ แล้วจับจ้องมองใบหน้าสวยของิเยว่ที่อยู่ห่างจากเขาเพียงฝ่ามือกั้น ก่อนค่อย ๆ ปล่อยนางออกจากกาย แล้วพูดขึ้น
“ข้าคิดว่าเป็ผู้อื่นเข้ามา เลยเผลอใ” ประมุขตงหยางตอบเลี่ยงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนิเยว่จะปล่อยยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าขึ้นลง ก่อนจะเดินไปยังระเบียงไม้ที่มีธารน้ำพาดผ่านแล้วพูดขึ้น
“ตอนนี้แม้ข้ายังไม่สามารถเปิดพลังิญญาของตัวเองได้ แต่ข้าก็สำเร็จเคล็ดวิชาอ่านใจ หมายความว่าข้ายังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก” ตงหยางทอดสายตามองดูความหวังของนาง ก่อนิเยว่จะหันกลับมายังชายหนุ่ม
