ปฏิกิริยาของสาวน้อยผมลอนข้างกายชายหนุ่มไม่ใช่เื่แปลกประหลาดอะไร ในยุคสมัยนี้ เครื่องแบบสีเขียวมะกอกคือสัญลักษณ์ของเกียรติยศและความมั่นคง หญิงสาววัยออกเรือนร้อยทั้งร้อยต่างก็ใฝ่ฝันอยากได้ชายชาติทหารมาเป็คู่ครองกันทั้งนั้น
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบคนนี้ชื่อ 'ซ่งเฉียว' เขาเติบโตมาพร้อมกับ 'โจวหลิน' สาวน้อยผมลอนคนนี้ หลังจากเรียนจบมัธยมปลาย เขาก็เข้ากรมกองไปรับใช้ชาติ นานทีปีหนถึงจะมีโอกาสกลับมาพักผ่อนที่บ้านเกิด
ด้วยความที่บ้านอยู่ติดกัน บวกกับแรงเชียร์จากผู้ใหญ่ที่อยากให้ทั้งสองบ้านเกี่ยวดองเป็ทองแผ่นเดียวกัน คืนนี้จึงเป็โอกาสดีที่ถูกจัดฉากให้หนุ่มสาวได้ออกมา "ทำความรู้จัก" กันให้มากขึ้น
ต้องยอมรับว่า 'พี่ซ่ง' ในสายตาของโจวหลินนั้นช่างดูสง่างามเหลือเกิน ส่วนสูงร้อยแปดสิบกว่าบวกกับบุคลิกผึ่งผาย เพียงแค่ยืนเฉยๆ ก็ดึงดูดสายตาผู้คนให้หันมามองด้วยความชื่นชมระคนเกรงขาม
“ยืนให้มันดีๆ หน่อย เป็สาวเป็นาง เดี๋ยวคนอื่นจะมองไม่ดี” ซ่งเฉียวขมวดคิ้วเข้ม สะบัดมือที่พยายามจะเกาะแกะเขาออกอย่างไม่ไว้หน้า
แม้อากาศในค่ำคืนนี้จะร้อนอบอ้าว แต่ชายหนุ่มยังคงติดกระดุมคอเสื้อครบทุกเม็ด บ่งบอกถึงนิสัยเ้าระเบียบและเคร่งครัดชนิดตึงเปรี๊ยะ
โจวหลินหน้าเสีย กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินลิ่วไปข้างหน้า เธอก็จำต้องรีบซอยเท้าวิ่งตามไปอย่างเสียไม่ได้
เมื่อหาที่นั่งเหมาะๆ ได้แล้ว โจวหลินก็ยกมือขึ้นปิดจมูก ทำท่าทางรังเกียจกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คน จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง “พี่ซ่งคะ ดูสิ ตรงนั้นมีของดีอะไรหรือเปล่า คนมุงกันใหญ่เลย?”
ซ่งเฉียวยังคงขมวดคิ้ว แต่ไม่ทันได้ตอบอะไร หญิงสาวข้างกายก็ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างผิดหวัง “โธ่เอ๊ย นึกว่าอะไร ที่แท้ก็พวกหาบเร่ขายเมล็ดทานตะวัน”
จังหวะนั้น ถังหว่านเดินขายของมาถึงตรงหน้าทั้งคู่พอดี เมื่อเห็นการแต่งกายที่ดูดีมีฐานะ เธอจึงฉีกยิ้มการค้าส่งให้ทันที “รับเมล็ดทานตะวันคั่วสมุนไพรไหมคะ? ลองชิมดูก่อนได้นะ ไม่คิดเงินจ้ะ”
แววตาดูถูกเหยียดหยามของโจวหลินฉายชัดออกมาโดยปิดไม่มิด สัญชาตญาณผู้หญิงมักละเอียดอ่อน ยิ่งเห็นแม่ค้าหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ยิ้มแย้มมีเสน่ห์ดึงดูดใจเกินหน้าเกินตา หล่อนก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้
“ไม่ล่ะ ฉันไม่กินของแบบนี้ สกปรก ขายข้างทางมีฝุ่นมีเชื้อโรคหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขืนกินเข้าไปท้องเสียขึ้นมาจะทำยังไง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของถังหว่านแข็งค้าง ร่างที่เคยน้อมลงอย่างนอบน้อมค่อยๆ ยืดตรงขึ้น... ใช่ เธอเป็แม่ค้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมให้ใครมาดูถูก โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้แม้แต่จะลิ้มรสสินค้าของเธอ แล้วตัดสินไปก่อนแล้ว
“สหายคะ ท่านประธานเหมาเคยกล่าวไว้ว่า ‘ไม่มีการสำรวจ ย่อมไม่มีสิทธิ์ออกเสียง’ การที่คุณวิพากษ์วิจารณ์ลอยๆ โดยไม่พิสูจน์ความจริงแบบนี้ เขาเรียกว่าพวกลัทธิหลงตัวเองนะคะ” ถังหว่านงัดวาทศิลป์ทางการเมืองที่กำลังฮิตในยุคนั้นตอกกลับไปอย่างเจ็บแสบ
ซ่งเฉียวเลิกคิ้วมองเด็กสาวด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดฉะฉานแบบนี้จากแม่ค้าตัวเล็กๆ
แต่โจวหลินกลับไม่ทันสังเกตแววตาของชายหนุ่ม เธอโกรธจนหน้าแดง “นี่หล่อน กล้าดียังไงมาว่าฉัน... หมายความว่าของหล่อนอร่อยนักใช่มั้ย? ได้ ฉันจะ 'สำรวจ' ให้ดู แล้วจะแฉให้หน้าหงายไปเลย”
พูดจบ หล่อนก็คว้าเมล็ดทานตะวันจากถุงตัวอย่างมาแกะเข้าปากอย่างไม่เกรงใจ กะว่าจะเคี้ยวแล้วพ่นคำด่าออกมาชุดใหญ่
ทว่า...
เม็ดแรกผ่านไป รสชาติอาจยังไม่ชัด แต่พอเม็ดที่สอง ที่สามตามมา กลิ่นหอมของเครื่องเทศและความมันเค็มที่ลงตัวกลับทำให้หล่อนหยุดเคี้ยวไม่ได้
สีหน้าของโจวหลินเริ่มเจื่อนลง ความอร่อยมันคับปากจนด่าไม่ออก
“ก็... งั้นๆ แหละ พอถูไถแก้ขัดได้” หล่อนเชิดหน้าขึ้นเพื่อกลบเกลื่อน “เท่าไหร่ล่ะ? เอามาถุงนึง ฉันจ่ายให้สองเท่าเลยเอ้า”
ซ่งเฉียวขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมกับกิริยาอวดร่ำอวดรวยนั้น
ถังหว่านยืดอกขึ้นอย่างผู้ชนะ ความอัดอั้นเมื่อครู่มลายหายไป เธอกระชับปากถุงเมล็ดทานตะวันแน่น แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เฉียบขาด
“เสียใจด้วยนะคะคุณผู้หญิง เมล็ดทานตะวันของฉัน ‘ขายหมดแล้ว’ ค่ะ ต่อให้คุณอยากกิน ตอนนี้ก็ไม่มีขายให้แล้ว”
โจวหลินตาโต “พูดบ้าอะไรของหล่อน ก็เห็นๆ อยู่ว่าในถุงยังเหลืออีกตั้งเยอะ”
“อ๋อ... อันนี้เหรอคะ พอดีฉันเปลี่ยนใจจะเก็บไว้กินเองค่ะ ไม่ขาย”
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้โวยวาย ถังหว่านสะบัดหน้าเดินหนีออกมาอย่างรวดเร็ว
ผู้หญิงคนนั้นมีทหารหนุ่มอยู่ข้างกาย ดูท่าทางคงมียศมีตำแหน่ง ขืนอยู่ต่อล้อต่อเถียงอาจจะเดือดร้อนได้ เธอฉลาดพอที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรสู้ เมื่อไหร่ควรต้องถอย เธอจึงเลี่ยงออกมาอีกทางเพื่อหาลูกค้ากลุ่มใหม่
แต่แล้ว... เธอก็รู้สึกเหมือนลืมอะไรบางอย่าง
ถังหว่านชะงักฝีเท้า ยกมือเคาะหัวตัวเองเบาๆ
“พี่รอง”
เืในกายของถังหว่านเย็นเฉียบราวกับถูกสูบออกไปจนหมด เธอเพิ่งนึกได้ว่าตอนที่มัวแต่ไปต่อปากต่อคำกับผู้หญิงคนนั้น พี่ชายของเธอยืนอยู่ข้างหลัง
แต่ตอนนี้... ข้างหลังเธอว่างเปล่า ไร้เงาของถังเสี่ยวจวิน
หัวใจเธอเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก ถ้าไม่มีเธอคอยดู พี่รองจะทำยังไง? เขาจะไปไหน?
ถังหว่านรีบวิ่งย้อนกลับไปทางเดิม แหวกฝูงคนเข้าไปจนถึงจุดที่ซ่งเฉียวและโจวหลินนั่งอยู่
ซ่งเฉียวนั่งหลังตรง มือวางบนเข่าอย่างมีระเบียบวินัย ถังหว่านพุ่งเข้าไปยืนหอบแฮกตรงหน้าพวกเขา เสียงของเธอสั่นเครือจนน่าใจหาย
“พี่ชายคะ พว...พวกคุณเห็นพี่รองของฉันบ้างไหม?”
โจวหลินที่กำลังอารมณ์ค้างเพราะถูกหักหน้า แถมพี่ซ่งก็ไม่ยอมออกโรงปกป้อง พอเห็นถังหว่านวิ่งกลับมาหน้าตาตื่น หล่อนก็ยิ้มเยาะด้วยความสะใจ
“พวกเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาหายหัวไปไหน”
“ผู้ชายคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างหลังฉันเมื่อกี้นี้
พวกคุณต้องเห็นเขาแน่ๆ” ถังหว่านร้อนรนจนคุมสติไม่อยู่ น้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอเบ้าตา
“อ๋อ...” โจวหลินลากเสียงยาว “ไอ้หนุ่มปัญญาอ่อนคนนั้นน่ะเหรอ”
น้ำเสียงเหยียดหยามคำว่า ‘ปัญญาอ่อน’ ทำให้ซ่งเฉียวที่นั่งนิ่งมาตลอดลุกพรวดขึ้นยืนทันที
“พอได้แล้ว” เขาปรามหญิงสาวเสียงดุ ก่อนจะหันมาพูดกับถังหว่านด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่น “ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์ หนังยังไม่เลิก พี่ชายคุณคงเดินไปไหนได้ไม่ไกลหรอก”
พูดจบ เขาก็ขยับตัวทำท่าจะช่วยตามหา
โจวหลินโกรธจนตัวสั่น กระทืบเท้าเร่าๆ อยู่ด้านหลัง แต่ซ่งเฉียวไม่สนใจ
“พี่ชายของคุณน่าจะยังป้วนเปี้ยนอยู่ในลานหนังนี่แหละ เดี๋ยวผมจะไปดูที่ทางออกให้ คุณลองไปหาตรงที่คนมุงเยอะๆ ถ้าเขา... เอ้อ... ถ้าแกสติไม่ค่อยดี แกอาจจะไปก่อเื่หรือส่งเสียงดังที่ไหนสักแห่ง” สัญชาตญาณทหารทำให้เขาวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ทันทีที่พูดจบ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังแว่วมาจากทิศทางด้านหลังเฉียงๆ ผู้คนเริ่มขยับตัวเข้าไปมุงดู
หัวใจถังหว่านกระตุกวูบ สังหรณ์ร้ายแล่นพล่าน เธอไม่รอช้า รีบวิ่งตะบึงไปทางต้นเสียงทันที
เมื่อแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไป สิ่งที่เห็นทำให้เืขึ้นหน้า
ผู้ชายคนหนึ่งกำลังกระชากคอเสื้อพี่รองของเธอ พลางตะคอกด้วยความโมโห ขณะที่ถังเสี่ยวจวินยืนตัวลีบด้วยความหวาดกลัว
สติของถังหว่านขาดผึง ความเป็พี่สาว (ในร่างน้องสาว) เข้าครอบงำ เธอไม่คิดหน้าคิดหลัง พุ่งตัวเข้าชนชายคนนั้นสุดแรงเกิดเหมือนวัวกระทิงคลั่ง
แรงกระแทกจากร่างกายเล็กๆ ที่พุ่งมาเต็มแรงทำให้ชายคนนั้นเซถลา
“เฮ้ย อะไรวะเนี่ย ฉันแค่จะให้มันขอโทษ มันยากนักหรือไง ทำไมต้องมารุมฉันด้วย”
'หลู่เว่ยผิง' ชายหนุ่มคู่กรณีปล่อยมือจากถังเสี่ยวจวิน แล้วหันมาคว้าตัวคนที่เพิ่งพุ่งชนเขาไว้
แต่ััที่จับได้กลับนุ่มนิ่มแปลกประหลาด?
เขาก้มลงมอง ก็สบเข้ากับดวงตากลมโตที่วาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวของหญิงสาว เขาถึงกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
“อะไรกันนี่? พาผู้ช่วยมาด้วยเหรอ?” เขาหันไปมองถังเสี่ยวจวินที่ยืนตัวสั่น “เฮ้ย นายเป็ลูกผู้ชายภาษาอะไรวะ? จะมีเื่ทั้งทีต้องให้ผู้หญิงออกมาหน้าออกตาแทน”
ถังเสี่ยวจวินเริ่มสติแตก ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ถังหว่านเห็นท่าไม่ดี เธอรีบจับมือพี่ชายบีบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม พลางดึงเขาให้มายืนข้างหลังเธอ ปกป้องราวกางปีก แล้วทำท่าจะหันหลังเดินหนี
“เดี๋ยว จะไปไหน เื่ยังไม่จบนะเว้ย ดูเสื้อผ้าฉันสิ เปื้อนหมดแล้วเนี่ย มัน...”
“เขาไม่เต็มบาท คุณก็บ้าจี้ไม่เต็มบาทตามเขาไปด้วยหรือไง”
ถังหว่านตวาดสวนกลับเสียงดังฟังชัด “ตาคุณมีปัญหาหรือเปล่า? ดูไม่ออกหรือไงว่าพี่รองของฉันสติไม่ดี คุณเป็คนปกติแต่กลับไปหาเื่ทะเลาะกับคนป่วย คุณเองนั่นแหละที่น่าสมเพช”
หลู่เว่ยผิงถึงกับอ้าปากค้าง เจอผู้หญิงตัวเล็กๆ ด่าฉอดๆ ด้วยแววตาเอาเื่แบบนี้ เขาถึงกับไปไม่เป็
จังหวะนั้นเอง ซ่งเฉียวก็แหวกฝูงชนเข้ามาทันเวลา เขาเอาตัวเข้าขวางกลางวง แล้วพูดไกล่เกลี่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ทรงพลัง
“คุณเป็ผู้ชายตัวโตๆ จะมาเอาเื่เอาราวอะไรกับเด็กผู้หญิงและคนป่วย เลิกแล้วต่อกันเถอะน่า”
หลู่เว่ยผิงมองทหารหนุ่ม แล้วเหลือบไปมองถังเสี่ยวจวินร่างใหญ่ที่ตอนนี้ยืนเกาะชายเสื้อน้องสาวแน่นด้วยท่าทางหวาดกลัว เขาก็เริ่มตระหนักได้ว่าชายร่างใหญ่นั้นคงมีปัญหาทางสติปัญญาจริงๆ
ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเริ่มตีตื้นขึ้นมาแทนที่ความโกรธ... นี่เขาไปหาเื่คนปัญญาอ่อนจริงๆ หรือเนี่ย?
