สายลมยามเช้าพัดเอื่อย ร่วมกับม่านฝนบางๆ ที่ตกพรำลงมาไม่หยุดั้แ่เมื่อคืน บรรยากาศในเมืองหลวงวันนี้ช่างหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าวันใด เพราะมันคือวันประกอบพิธีศพของสองบุคคลผู้จากไป คนหนึ่งคือผู้มีฐานะสูงส่งเป็ถึงเ้ากรมคลังแห่งอาณาจักร ผู้เปี่ยมด้วยอำนาจทางการเงินและเกียรติ
อีกคนหนึ่งเป็บุตรชายของตระกูลคาเว็นดิชอันสูงศักดิ์ ผู้เป็เสมือนความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล แม้ว่าทั้งคู่จะจากโลกนี้ไปด้วยเหตุการณ์ที่สั่นะเืจิตใจและยังคงเป็ปริศนาถกเถียงไม่จบ แต่งานศพจำต้องถูกจัดขึ้นอย่างเหมาะสมภายใต้การรับรู้ของทุกฝ่าย
แต่ภายใต้เงาของการจากไปอันน่าสลด ยังมีผู้วายชนม์รายเล็ก ๆ อีกสองรายที่ดูจะถูกกลบไปด้วยกระแสใหญ่ของงานศพครั้งนี้ คนเ่าั้คือผู้คุมประจำคุกหลวงสองนายที่เสียชีวิตอย่างปริศนาในคืนที่นักโทษแหกคุก ชื่อของพวกเขาไม่มีเกียรติยศยิ่งใหญ่ ไม่มีฐานันดรศักดิ์ใด ๆ แต่ทางการก็ยังนับว่าเป็ผู้เสียสละทำหน้าที่ จึงจัดพิธีไว้อาลัยควบคู่ไปในสุสานเดียวกัน เพียงแต่อยู่ในมุมที่เงียบกว่า ไม่มีผู้คนสนใจมากนัก
เสียงระฆังจากวิหารใหญ่ดังก้องกังวาน ประกาศการจากไปของผู้วายชนม์ สลับกับเสียงสวดจากนักบวชแห่งศาสนา เสียงจังหวะที่แ่เบาปะปนกับเสียงน้ำในอากาศยามเช้า
สุสานเมืองหลวงในวันนี้จึงคลาคล่ำด้วยผู้คนที่มาไว้อาลัย ขุนนางและบุคคลสำคัญมากหน้าหลายตา ต่างทยอยกันมาถึงั้แ่แสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
โลงศพสองโลงวางเคียงกัน แต่ละโลงปิดด้วยผ้าคลุมสีเข้มปักดิ้นเงินลายวงล้อ ประดับด้วยเครื่องหมายศาสนาและเครื่องหมายสังกัดอันบ่งบอกเกียรติยศ เ้ากรมคลังคริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ รับพระราชทานปกเกียรติยศ ส่งเสริมศักดิ์ฐานะครั้งสุดท้าย ส่วนโจเซฟ คาเว็นดิช แม้จะไม่ได้เป็ถึงระดับเ้ากรมใดๆ แต่ก็เป็ลูกผู้ชายจากตระกูลคาเว็นดิชที่มีชื่อเสียงยาวนานในเื่รับราชการทหาร จึงมีเกียรติโดยสมบัติราชสกุลสูงศักดิ์สมฐานะเช่นกัน
ผู้คนเข้าร่วมพิธีต่างสวมชุดไว้ทุกข์ ชุดสีดำขลับสนิท แสดงถึงความเศร้าและการสูญเสีย พวกเขายืนล้อมโลงศพทั้งสอง เต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม เรือนร่างของแต่ละคนเยือกเย็นราวกับต้นไม้ไร้ชีวิต ขุนนางบางคนถึงกับเงียบงันจนดูเหนื่อยล้า เก็บซ่อนความตกตะลึงกับการตายที่กะทันหันเช่นนี้ คนในราชสำนักหรือเชื้อพระวงศ์บางคนก็มาเข้าร่วมเพื่อตอกย้ำว่าบุคคลสองคนที่จากไปล้วนมีความสำคัญเพียงใด
นักบวชสูงวัยในชุดคลุมสีขาวดำ ถือไม้เท้าสลักสัญลักษณ์ศาสนา เดินนำลงมากลางลานที่จัดวางโลงศพ เขาหยุดยืนหน้าโลง มีผู้ช่วยนักบวชอีกสองคนยืนขนาบข้าง สายตาของเขาภายใต้คิ้วหนาสีดอกเลา มองดูประชาชนและญาติพี่น้องที่ยืนรายล้อมอย่างสำรวม จากนั้นเขาเริ่มเอ่ยวาจาด้วยเสียงนุ่ม หนักแน่น ชัดถ้อยชัดคำ
"วันนี้เป็วันที่เราต้องส่งิญญาของผู้จากไปกลับคืนสู่อ้อมกอดขององค์มหาลิขิต ถึงแม้นี่จะเป็การสูญเสียที่ยากจะทำใจ แต่มนุษย์ทุกผู้ย่อมมีวันสิ้นชะตาชีวิต การได้ใช้ชีวิตในโลกนี้ก็เฉกเช่นผ้าผืนหนึ่งที่เราทอขึ้นด้วยการกระทำของเราแต่ละวัน… จนกระทั่งมาถึงบทสุดท้าย บทที่ผ้าแพรแห่งชะตาจะถูกปิดทับและรอให้พระองค์คลี่มันออกอ่านในภพหน้าต่อไป…"
ว่าพลางจรดไม้เท้าลงกับพื้นหิน ผู้ช่วยนักบวชขยับไปด้านข้าง ยกธงเครื่องหมายศาสนาขึ้นโบกช้าๆ เป็สัญญาณเริ่มเพลงสวดศพ สอดประสานกับคำกล่าวของผู้ทำพิธี
"ขอให้เราส่งพวกเขาด้วยหัวใจอันเคารพ ด้วยสำนึกในความดีงามที่พวกเขาได้ทำต่ออาณาจักรนี้ ทั้งคริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ เ้ากรมคลัง ผู้ดูแลทรัพย์ ร่วมยืนหยัดช่วยเหลือเรามาหลายปี และ โจเซฟ คาเว็นดิช ผู้เป็บุตรแห่งตระกูลสูงศักดิ์ ผู้รับใช้ทางทหารด้วยความกล้าหาญและเป็ที่รักของทุกผู้คน ขอให้ผืนแผ่นดินโอบรับร่างของเขาไว้ และองค์มหาลิขิตโอบกอดจิติญญาของพวกเขาสู่ดินแดนอันเป็นิรันดร์"
สิ้นเสียงนี้ เพลงสวดศพก็แปรเปลี่ยนไปเป็ท่วงทำนองแ่เบาสะกดอารมณ์ ผู้คนก้มหน้า จิตใจหม่นหมอง สงบนิ่ง
ริชาร์ด ผู้เป็บิดา ใบหน้าอิดโรยและซีดเซียว แม้จะพยายามปกปิดความโศก แต่ดวงตาก็ฉายแววสูญเสียอย่างที่สุด ั์ตาลึกโบ๋เหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน
อลิซ มารดาผู้เปี่ยมความรัก สวมชุดดำไร้ผ้าคลุมหน้าปิด น้ำตาเธอไหลอาบแก้มตลอดเวลา สะท้อนความสูญเสียลูกชายผู้เป็ที่รักดั่งดวงใจ
มิแรนดา พี่สาวของโจเซฟ สีหน้าเคร่งเครียด ั์ตามีทั้งความแค้นและความผิดหวัง ยิ่งไปกว่านั้น เธอรับรู้เื้ับางส่วนว่าการตายของน้องชายเกี่ยวเนื่องกับแผนสกปรกอะไรบางอย่าง ทว่าวันนี้เธอจะต้องทำหน้าที่พี่สาวก่อน
เอ็ดเวิร์ด ผู้เป็อา เขายืนสงบนิ่งข้างๆ มิแรนดา พยายามระงับความรู้สึกไว้ ในดวงตาของเขาดูลึกล้ำยากจะคาดเดาความคิดว่ากำลังวางแผนสิ่งใดอยู่
อิซาเบล ลูกพี่ลูกน้องของโจเซฟ ยืนข้างเอ็ดเวิร์ด สะอื้นเงียบๆ พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา
และ รีเบคก้า ภรรยาของโจเซฟ ผู้อยู่ในชุดไว้ทุกข์เต็มยศ หมวกคลุมหน้ามีผ้าบางสีดำปิดไม่ให้เห็นใบหน้าได้ชัด แต่ก็ยังเห็นดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ สะท้อนให้เห็นว่าเธอเ็ปเพียงใดกับการสูญเสียครั้งนี้
ไวโอลา เซบาสเตียน อบิเกล เอมีเลีย และแอนดรูว์ ยืนอยู่ห่างออกไป พวกเขาต่างก็เข้าร่วมอาลัยในฐานะมิตรสหายและเพื่อนร่วมงาน ข้างเซบาสเตียน เอ็มม่ายืนมองโลงของผู้ที่ช่วยเหลือเธอด้วยสายตาที่เศร้าโศก
ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตทยอยกันมา "ปักเข็ม" ลงบนผ้าคลุมร่าง ดั่งธรรมเนียมสำคัญที่เชื่อว่าเป็การ ผูกถักทอชะตาสุดท้าย เพื่อส่งผู้วายชนม์
มิแรนดาเป็คนแรกที่เดินเข้าไป มือเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อนำเข็มมาปักลงบนผืนผ้า ตาทั้งสองข้างไม่ได้มีน้ำตาไหลพรั่งพรู แต่มันเปี่ยมด้วยเพลิงอารมณ์บางอย่างที่อัดแน่น คนรอบข้างต่างรู้ดีว่าเธอเก็บความโศกและความโกรธเอาไว้ภายใน
ต่อมา อลิซ ผู้เป็แม่ เดินก้าวไปปักเข็มแทบจะคุมสติไม่ได้ เธอสะอื้นออกมาพร้อมเรียกชื่อโจเซฟเสียงสั่นเครือ จนคนรอบข้างต้องประคองเธอไว้ไม่ให้เป็ลมล้มพับ
อิซาเบล ตามมาเป็ลำดับที่สาม ปักเข็มลงพลางพร่ำรำลึกความทรงจำสมัยที่เคยวิ่งเล่นกับโจเซฟ ร่างเล็กสะอื้นเงียบๆ ขณะปักเข็มลงไป ทุกคนที่เห็นต่างสงสารและรู้ว่าจิตใจเธอคงบอบช้ำไม่แพ้ผู้ใหญ่
รีเบคก้า ขยับไปหน้าโลงศพอย่างแ่เบา เธอปล่อยให้น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย คำนึงว่าชายผู้นี้คือสามีผู้ที่เธอรักที่สุด หล่อนปักเข็มลงไป ลมหายใจสะดุดเป็่ๆ อย่างคนกำลังจะขาดใจ แล้วเงยหน้าถอยหลังก้าวออกมา
และสุดท้าย ริชาร์ด บิดาผู้เข้มแข็ง รวบรวมกำลังใจทั้งหมดเดินไปปักเข็มลงช้าๆ จังหวะนั้นเงียบงันเหมือนเวลาได้หยุดลง ริชาร์ดไม่มีน้ำตาสักหยด แต่อากัปกิริยาในดวงตาสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด เขาถอนเข็มพร้อมทั้งใช้มือข้างเดียวตัดปลายเข็มดังธรรมเนียม จนเข็มหล่นไปบนผืนดินเบื้องล่าง ก่อนจะมีผู้ทำพิธีที่อยู่ใกล้เข้ามาช่วยก้มเก็บไปตามขั้นตอน
"ผ้าคลุมที่ปักเข็มครบแล้ว หมายถึงชะตาชีวิตของผู้ตายที่ถูกถักทอจนสุดปลายทาง" ผู้ทำพิธีเอ่ยเสียงนุ่ม ั์ตาเปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
"ขณะนี้ผืนผ้าแพรแห่งชะตาของเขาผูกถักทอถึงจุดสิ้นสุดแล้ว จะนำไปฝังพร้อมร่างใต้ผืนธรณี รอให้มหาลิขิตหยิบขึ้นมาอ่านเพื่อให้ผู้วายชนม์เข้าสู่อ้อมกอดของพระองค์ต่อไป ในดินแดนแห่งนิรันดร์อันเต็มไปด้วยความสุข" เขากล่าวพร้อมชูไม้เท้าสัญลักษณ์ศาสนา
เสียงเพลงสวดศพดังต่ออีกครั้ง รอบข้างปรากฏภาพคนหลั่งน้ำตาและสั่นสะอื้น อบอวลด้วยความเศร้าสุดประมาณ
"ขอแผ่นดินนี้เป็ประจักษ์พยาน ว่าพวกเขาได้ทำหน้าที่จนครบถ้วน พวกเขาได้ทิ้งมรดกและความทรงจำอันงดงามไว้ให้โลกใบนี้ ขอให้ดวงิญญาจงสงบสุข…" นักบวชประกาศปิดท้าย
ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง การฝังร่างของคริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ ก็ดำเนินคู่กันไป ผู้แทนราชสำนักกล่าวสดุดีเกียรติยศ อัญเชิญพรตามธรรมเนียมเ้ากรมคลัง เสียงสะอื้นดังพอประมาณจากผู้เป็ญาติสนิทหรือผู้ที่เคยทำงานใกล้ชิด หลายคนยังสับสนไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดเขาถึงจบชีวิตแบบน่าสลดเช่นนี้
ห่างจากลานใหญ่ที่ประกอบพิธีศพของบุคคลสำคัญเพียงไม่กี่สิบเมตร ตรงมุมใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกเรียงเป็แนว ทางการได้จัดมุมเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อฝังร่างของผู้คุม สองนายที่เสียชีวิตในหน้าที่ แม้จะยังมีปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นในคุกกันแน่ แต่เ้าหน้าที่ระดับสูงก็ยืนยันว่าพวกเขาได้ต่อสู้กับนักโทษอุกฉกรรจ์ ก่อนถูกสังหารอย่างโเี้
ไม่มีผู้เข้าร่วมพิธีมากนัก มีเพียงญาติสนิทของพวกเขา และเพื่อนร่วมงานอีกสองสามนายซึ่งคุ้นเคยกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงสัยและเสียใจในเวลาเดียวกัน
"เขาทั้งสองเป็ผู้เสียสละในหน้าที่ ราชสำนักขอแสดงความไว้อาลัย" เ้าหน้าที่คนหนึ่งอ่านประกาศน้ำเสียงราบเรียบ "จะจัดค่าตอบแทนให้ครอบครัว"
ฝ่ายญาติพี่น้องของผู้คุมต่างยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น ใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาพยายามจะฆ่าโจเซฟก่อน แต่กลับถูกชาร์ลส์ฆ่าเสียเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครเล่าเื่นี้ออกมาให้ได้ยินอย่างเปิดเผย ผู้คุมคนอื่นที่รู้ข่าวบางอย่างก็ไม่ปริปาก แค่มองตากันด้วยความกังวล เพราะภายในคุกหลวงมีความลับหลายเื่ที่ยังไม่อาจพูดอีกมาก
พวกเขาทำได้เพียงจัดพิธีเงียบๆ ฝังร่างสองผู้คุมโดยไม่มีกองเกียรติยศอะไรใหญ่โต อาศัยหลุมศพแถวหลังของสุสาน ที่คนสำคัญมักไม่ฝังตรงนั้น บางรายมองว่านี่อาจเป็ทางที่ดีแล้วที่ราชการยังยอมให้เกียรติในระดับหนึ่ง
ฝ่ายครอบครัวคาเว็นดิช เมื่อเสร็จพิธีฝังศพของโจเซฟลงไปในหลุม หลายคนยืนมองดินที่ถูกกลบ ราวกับมองว่าชีวิตของเขาถูกปิดผนึกตลอดกาลแล้ว น้ำตาของพวกผู้หญิงยังคงไหลไม่หยุด ดูะเือารมณ์ยิ่งนัก
รีเบคก้าเมื่อผละออกจากหลุมศพ ได้ยินเสียงคนซุบซิบอยู่ตรงมุมหนึ่งของสุสาน เนื้อหาเป็เื่ใครกันแน่ที่ฆ่าพวกเขา
"ได้ข่าวว่าเป็ฝีมือของชายที่ชื่อชาร์ลส์ไม่ใช่หรือ? น่ากลัวนะ ไม่น่าเชื่อเลย"
"ใช่ๆ เขาเป็นักสืบที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป… ฆ่าคนดีสองคนในคราวเดียวกัน"
"คิดว่าทำเพื่ออะไร? หรือเป็สายลับต่างชาติ?"
คำพูดเหล่านี้ราวกับหอกแหลมปักลงในใจริเบคก้า ความเศร้ากลายเป็ความโกรธและแค้นซ้อนทับ ริมฝีปากที่สั่นระริก หญิงสาวกำหมัดแน่น
ขณะเดียวกัน มิแรนดารู้ดีว่ามันซับซ้อนกว่าที่ผู้คนรับรู้ แต่ทว่าการที่ชาร์ลส์ถูกระบุว่าเป็ฆาตกร ณ วันนี้ก็กลายเป็ข้อเท็จจริงทางกฎหมายไปเสียแล้ว ในฐานะพี่สาวผู้พยายามหาความจริง เธอยิ่งต้องเก็บความโกรธนี้ไว้ ใช้เป็แรงผลักดันในการสืบหาหลักฐานว่าแท้จริงแล้วใครคือผู้บงการเื้ั
เอ็ดเวิร์ดยืนนิ่งเงียบมองหลุมศพ ยกมือลูบหน้าเหมือนพยายามสะกดกลั้นความรู้สึก สิ่งที่อยู่ในใจเขาอาจจะเป็ความเ็ปที่สูญเสียหลานอันเป็ที่รัก และอาจจะเป็ความกังวลในกลเกมของอำนาจที่ซับซ้อน เขาเลี่ยงไม่สบตาใครทั้งนั้น ค่อยๆ ถอยออกมาจากสุสาน ให้ครอบครัวได้ไว้อาลัยตามสะดวก
หลังเสร็จพิธีฝังศพ สายตาของคนมากมายต่างจับจ้อง ครอบครัวคาเว็นดิชส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพอ่อนล้าเกินกว่าจะแถลงใดๆ ด้านนอกสุสานมีเหล่าทหารและคนจากราชสำนักยืนประจำตามหน้าที่ มีการอ่านประกาศยืนยันข่าว ชาร์ลส์ เรเวนส์ครอฟต์ เป็ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม และประกาศยกย่องผู้ตายในฐานะผู้มีคุณูปการต่ออาณาจักร
เสียงซุบซิบนินทาดังกระจายไปทั่ว
"เขาทำไปได้อย่างไร… นักสืบผู้มีชื่อเสียงคนนั้น"
"หรือจะเป็แค่แพะรับบาป? แต่ฟังจากขุนนางหลายคนพูด เขาน่าสงสัยออกจะตาย"
ไม่ไกลนัก ฮัมฟรีย์ เกรย์ ยืนฟังบทสนทนาที่แว่วผ่านเข้ามา
ทุกคนในครอบครัวคาเว็นดิชต่างทยอยกลับคฤหาสน์ ชุดไว้ทุกข์ยังไม่ทันเปลี่ยนออกก็มีขุนนางสองสามคนตามมาแสดงความเสียใจ และยื่นคำปลอบโยนต่างๆ แต่ก็ไม่มีใครในครอบครัวอยากพบปะหรืออยากพูดคุยในเวลานี้
ภายในคฤหาสน์ใหญ่ บรรยากาศเศร้าหมองปกคลุม ห้องโถงกว้างดูว่างเปล่า ริชาร์ดกับอลิซปลีกตัวเข้าไปในห้องส่วนตัว ปิดประตูเงียบเชียบ ขณะที่ริเบคก้ากลับตรงไปห้องของเธอเช่นกัน ปิดประตูล็อกจากด้านใน
เธอไม่ยอมเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์ ยังคงอยู่ในสภาพเดิม น้ำตาอาจแห้งไปแล้วเหลือเพียงคราบ เกาะรอบดวงตาบวมช้ำ
"โจเซฟ…" เธอกระซิบเรียกชื่อสามีเสียงสั่น "เกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ภาพวันคืนเก่าๆ ยังแวบผ่านในหัว
"แต่เพราะใคร? ใครกันที่ทำให้ทุกอย่างพัง" เธอพูดกับตัวเอง รวบรวมข้อมูลจากปากคนในงานศพที่กล่าวโทษว่า ชาร์ลส์ คือผู้ฆาตกร
"ถ้าอย่างนั้น… ชาร์ลส์… แกจะต้องชดใช้ที่ฆ่าเขา" เสียงเธอสั่นเครือเเจือด้วยความคับแค้น แรงแค้นรุนแรงยิ่งกว่าความเศร้าที่มี
ไม่มีใครในคฤหาสน์รับรู้ความตั้งใจนี้ ในใจเธอมีเพียงภาพว่า เขาคือฆาตกรทำให้โจเซฟตาย จึงต้องตามล่าเอาชีวิตคืน
