บทที่ 13
สามร้อยปี ช่างเป็เวลาที่ยาวนานเหลือเกิน...
ณ หอพิรุณหมึก
เจียงเจ๋อในชุดสีดำสนิท ทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหอด้วยแววตาเฉยเมย เื้ัของเขา เจียงชิวหนิงยืนอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นางเพิ่งได้รับรู้เื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนยอดเขาว่านเจี้ยน ตอนที่ส่งข่าวแจ้งท่านพ่อ นางก็พอจะเดาออกว่าคนที่จะมาสำนักไท่ชิงคือใคร เขาคืออัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลเจียงในรอบพันปี
ท่านอาเล็กของนาง... เจียงเจ๋อ หากจะบอกว่ามีคนในตระกูลเจียงสักคนที่สามารถฟันฝ่าไปสู่การจุติเป็เซียนได้ นอกจากเขาแล้วคงไม่มีคนที่สอง
ดังนั้น คนที่มาสำนักไท่ชิงจึงเป็เขาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
นางนึกว่าท่านอาเล็กที่ทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียร เมื่อทราบถึงตัวตนของซูว่านฉีแล้ว จะยอมปกป้องนางเพื่อเห็นแก่หนี้บุญคุณและโชควาสนา ถึงแม้ท่านอาเล็กจะมีนิสัยสันโดษและเ็า ต่อให้ไม่ผูกมิตรกับนาง แต่อย่างน้อยก็น่าจะ...
เมื่อนึกถึงข่าวที่ได้รับมา เจียงชิวหนิงเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตำหนิเล็กๆ ที่ไม่อาจมองข้าม “ท่านอาเล็ก เื่ที่เกิดขึ้นบนยอดเขาว่านเจี้ยนวันนี้...”
“ทำไมหรือ?” ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ คนเบื้องหน้าก็ขัดจังหวะอย่างไม่ใส่ใจ เขาหมุนตัวกลับมาเนิบนาบ ดวงตาที่ลึกและเย็นดุจสระน้ำลึกลับกวาดมองเจียงชิวหนิงแวบหนึ่ง “คิดจะมาซักไซ้ข้างั้นหรือ?”
“ชิวหนิงมิกล้าเ้าค่ะ” เจียงชิวหนิงรู้ซึ้งถึงนิสัยของเจียงเจ๋อดี แม้แต่ท่านพ่อที่เป็ผู้นำตระกูลเจียง ก็ยังไม่กล้าใช้คำว่า "ซักไซ้" ต่อหน้าเจียงเจ๋อ ต่อให้นางเป็คุณหนูตระกูลเจียง แต่เขาก็เป็ผู้าุโที่มีฐานะเทียบเท่ากับท่านพ่อ
นางสูดหายใจลึก พยายามปรับจังหวะหัวใจที่เต้นผิดระเบียบให้สงบลง “เพียงแต่ตัวตนของซูว่านฉีนั้นพิเศษ การผูกมิตรกับนางย่อมเป็ผลดีต่อโชควาสนา หากเกิดเื่เหมือนวันนี้ขึ้นอีก ชิวหนิงเกรงว่าจะกระทบต่อหนทางสู่์ของท่านอาเล็กเ้าค่ะ”
เจียงเจ๋อมองนางด้วยสายตาเ็า แววตายังคงไร้ความรู้สึกใดๆ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแล้งน้ำใจ “มีคนอยากรนหาที่ตาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?”
“นั่นเป็เพราะนาง...” เจียงชิวหนิงนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับซูว่านฉีใน่ไม่กี่วันนี้ น้ำเสียงของนางแ่เบาลง
“จิตใจของนางได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก หลังจากที่นางรู้... ข่าวนั้น เจตจำนงแห่งดาบของนางก็แตกสลาย และไม่กี่วันก่อนนางยังใช้ค่ายกลสะบั้นิญญากับตัวเองอีกด้วย”
“หลังใช้ค่ายกลสะบั้นิญญา นางยังไม่ทันได้พักฟื้น ก็ขุดบัว์เหมันต์ทมิฬออกมาจากกระดูกและเือีก” พูดมาถึงตรงนี้ เสียงของนางเริ่มสั่นเครือ “แล้ววันนี้ยังมาโดนเข็มเสวียนิอีก...”
นางเงยหน้าจ้องมองเจียงเจ๋อด้วยแววตาที่เป็ห่วงและขอร้องอย่างจริงใจ “นางาเ็ไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ เ้าค่ะ”
เจียงเจ๋อฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของนางด้วยสายตาเ็าที่ผสมปนเปไปด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง เพื่อความรักงั้นรึ หึ ช่างโง่เขลา
เจียงชิวหนิงได้ยินเสียงแค่นในลำคอของเขา นางจึงสูดหายใจลึกและวกกลับเข้าเื่การบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง “โชควาสนาสู่มหาเทพนั้นหาได้ยากยิ่ง หวังว่าท่านอาเล็กจะให้ความสำคัญด้วยเ้าค่ะ ชิวหนิงขอตัวลา”
เจียงเจ๋อมองตามหลังเจียงชิวหนิงที่กำลังจะจากไปแล้วโพล่งขึ้นมาว่า “เ้าจะไปหาซูว่านฉีสินะ”
ฝีเท้าของเจียงชิวหนิงชะงักกึก พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นในใจ ยังไม่ทันที่นางจะอ้าปากพูด หางตาก็เห็นเจียงเจ๋อก้าวเดินมาหยุดอยู่ข้างกายนาง น้ำเสียงแฝงไปด้วยเจตนาร้ายบางอย่าง
“ไปด้วยกันเถอะ ข้าเองก็อยากจะไปเห็น ‘โชควาสนา’ ของข้าอีกสักครั้งเหมือนกัน”
เจียงชิวหนิงร่างแข็งทื่อ นางข่มความตื่นตระหนกแล้วบอกว่า “ท่านอาเล็ก วันนี้ท่านก็ได้พบไปแล้วนี่เ้าคะ...”
ทว่ายังพูดไม่ทันจบ เจียงเจ๋อก็เดินออกจากหอไปแล้ว นางจึงต้องรีบโคจรพลังปราณตามไปทันที
ณ ลานบ้านเล็ก
หนิงเมิ่งหลานกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหินหยกดำ ลูบเคราพลางชวนซูว่านฉีที่อยู่ข้างๆ คุย... แบบขัดเขินสุดๆ หัวข้อสนทนาก็วนเวียนอยู่แค่ วันนี้อากาศดีนะ เมื่อวานอากาศก็ดีเหมือนกัน โต๊ะตัวนี้สวยดีนะ เก้าอี้ไม้นี่ก็ประณีตจัง...
หนิงเมิ่งหลานหาเื่คุยจนเหนื่อยล้าไปทั้งกายและใจ เขาเองก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่ของวิเศษป้องกันทั้ง 49 ชิ้นในมือนั้นมันเยอะเกินไป แถมยังต้องค่อยๆ สวมให้ซูว่านฉีทีละชิ้นๆ
เขาเลยต้องทำทีเป็ชวนคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของนาง แล้วลอบสวมของวิเศษเ่าั้ลงบนตัวนางอย่างแเี
ในตอนนั้นเอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าจากหน้าประตู จึงมองไปทางนั้นราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต แต่พอเห็นร่างที่เดินเข้ามา ความหวังในแววตาก็เปลี่ยนเป็ความเคร่งขรึมภูมิฐานในทันที เขาไม่ได้ลุกขึ้นเพียงแต่พยักหน้าให้น้อยๆ
“ท่านเซียนโม่เจ๋อ คุณหนูเจียง”
เจียงชิวหนิงทำความเคารพตอบด้วยท่าทางร้อนรนเล็กน้อย จากนั้นมองซูว่านฉีด้วยความกังวล วันที่อยู่ที่ยอดเขารั่วซวี ใบหน้าของนางก็ซีดเซียวจนคนไม่กล้ามองแล้ว
วันนี้มาพบกันอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ใบหน้า แต่แม้กระทั่งข้อมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาก็ขาวโพลนไร้สีเื กลิ่นอายความเหนื่อยล้าและความเจ็บป่วยแผ่ซ่าน แต่ที่มุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและสงบนิ่ง
เมื่อซูว่านฉีมองมาที่นาง แววตานั้นดูสงบและไกลโพ้น คล้ายแฝงไปด้วยความง่วงซึมที่ต้องฝืนทนไว้ แต่กลับไม่มีความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เจียงชิวหนิงพลันรู้สึกถึงความขมขื่นที่แปลกประหลาดเอ่อล้นขึ้นมาในอก... มันคือ "ความรู้สึกผิด"
าแของซูว่านฉีใน่ไม่กี่วันนี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากนางทั้งสิ้น เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงไม่เสียเวลาสนทนากับหนิงเมิ่งหลาน แต่รีบก้าวเข้าไปหาข้างกายซูว่านฉี ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งััได้ถึงความอ่อนแอ กลิ่นอายรอบตัวนางจางเบาจนแทบเลือนหาย อุณหภูมิในกายมองดูด้วยตาก็รู้ว่าเย็นเฉียบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการัั
เจียงชิวหนิงเหลือบมองมือซ้ายที่าเ็โดยสัญชาตญาณ มือซ้ายของซูว่านฉีวางอยู่ข้างโต๊ะหยกดำ เพราะเสียเืมากเกินไปมันจึงดูโปร่งแสงราวกับเครื่องแก้วที่จะแตกสลายได้เพียงแค่ัั แม้จะได้รับยาแก้พิษเข็มเสวียนิทันเวลา แต่ใน่ไม่กี่วันหลังจากนี้ าแจะยังคงมีความรู้สึกแสบร้อนดั่งถูกไฟแผดเผา
นางหลับตาลงด้วยความรู้สึกผิด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เื่ที่สหายซูาเ็ในวันนี้ เป็ความผิดของตระกูลเจียง และเป็ความผิดของข้าด้วย ข้า... ไม่ทันสังเกต จนทำให้สหายซูต้องเจ็บหนัก”
นางลืมตาขึ้นมองซูว่านฉีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“เจ็บหนักงั้นหรือ?” ซูว่านฉีกะพริบตาอย่างมึนงง น้ำเสียงแฝงความสงสัยอย่างจริงใจ
“ตอนนี้ข้ายังคงมีชีวิตอยู่ จิติญญายังอยู่ จะนับว่าเป็อาการาเ็หนักได้อย่างไร?”
นางคิดเช่นนั้นจริงๆ นอกจากความเ็ปที่นางคุ้นชินแล้ว เข็มเสวียนิที่ถอนพิษแล้วไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้แก่นางเลย
เมื่อได้ยินคำตอบ เจียงชิวหนิงถึงกับอึ้งอยู่กับที่ ไม่ใช่ว่าต้องาเ็ถึงิญญาเท่านั้นถึงจะเรียกว่าเจ็บหนัก าแแต่ละแห่งบนตัวซูว่านฉีใน่ไม่กี่วันนี้ล้วนแต่น่าขวัญผวา แต่นางกลับ... เมื่อไร้ใจจะอยู่ต่อไป แม้แต่ความเ็ปก็ไม่ยี่หระแล้วงั้นหรือ?
เจียงชิวหนิงกำหมัดแน่น ััอุ่นๆ ในมือขวาทำให้ดึงสติกลับมา นางบรรจงวาง หยกฉิ่นหยาง สมบัติระดับครึ่งเซียนที่สามารถถอนพิษได้ทุกชนิดลงบนโต๊ะข้างตัวซูว่านฉี น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจริงใจ “นี่คือของขอขมา หวังว่าสหายซูจะรับไว้เ้าค่ะ”
ซูว่านฉีไม่แม้แต่จะมองหยกฉิ่นหยางบนโต๊ะ นางเพียงถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจและตอบอย่างจริงจัง “ตอนนี้ร่างกายข้าปกติดี และไม่ได้หมดสติไปแม้แต่วินาทีเดียว ไม่นับว่าเจ็บหนัก และไม่จำเป็ต้องมีของขอขมาหรอกเ้าค่ะ”
เจียงชิวหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาซูว่านฉีทันที ภายใต้ความอ่อนโยนและการโอบอ้อมอารีนั้น ลึกลงไปนางเห็นเพียงความเงียบงันที่เวิ้งว้างและไร้ชีวิต
ใช่แล้ว สำหรับซูว่านฉีในตอนนี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญอีกต่อไป แม้แต่หยกฉิ่นหยางที่ใครต่อใครต่างแย่งชิง
สำหรับนางมันอาจเป็เพียงอุปสรรค... อุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้นางสมปรารถนา ซูว่านฉีอ่อนโยนเกินไป อ่อนโยนจนกระทั่งยอมมีชีวิตอยู่ต่อ เพียงเพราะนั่นคือความหวังของทุกคนรอบข้าง นางไม่ปฏิเสธความปรารถนาดีและความห่วงใยจากผู้อื่น แม้ว่าสำหรับนางแล้ว มันจะเป็ภาระก็ตาม
เจียงเจ๋อที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพตรงหน้าแล้วแค่นเสียง หึ ออกมา น้ำเสียงเ็าว่า “ในดินแดนเหนือสุดมีดินแดนแห่งมารตก์ ที่นั่นสามารถกัดกร่อนได้ทั้งจิติญญาและเืเนื้อของเซียนไปพร้อมกัน...”
“ท่านเซียนโม่เจ๋อ—” หนิงเมิ่งหลานได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก รีบพูดขัดจังหวะทันที ถ้าซูว่านฉีจำคำพูดนี้ไปทำตามขึ้นมาจะทำยังไง! เจียงเจ๋อคนนี้ ช่างน่านัก— เขาก่นด่าในใจไปนับพันคำ แต่ภายนอกยังคงรักษามารยาท
“ได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าท่านเซียนโม่เจ๋อมีพร์ล้ำเลิศ ไม่กี่ปีที่พบกัน วรยุทธของท่านเซียนดูจะก้าวหน้าขึ้นมาก เกรงว่าอีกไม่กี่ร้อยปี คงมีหวังที่จะบรรลุระดับผ่านด่าน์ (ผ่านด่าน์) แน่นอนขอรับ”
เจียงเจ๋อละสายตาจากซูว่านฉีมามองหนิงเมิ่งหลานแล้วตอบเรียบๆ “เ้าสำนักหนิงชมเกินไปแล้ว”
เขามีพร์ระดับสูงและเกิดในตระกูลเจียง ถูกรายล้อมด้วยคำสรรเสริญเยินยอมาั้แ่เด็ก คำชมเหล่านี้เขาเคยชินจนถึงขั้นเบื่อหน่ายไปตั้งนานแล้ว
หนิงเมิ่งหลานยิ้มอย่างจอมปลอมตามมารยาท บางทีอาจเป็เพราะฟังคำชมมาบ่อยจนคล่องปาก เขาจึงสาธยายออกมาได้โดยไม่ต้องคิด
“ท่านเซียนถ่อมตัวเกินไปแล้วขอรับ บรรลุจินตานใน 30 ปี ิญญาก่อกำเนิดใน 50 ปี ผสานกายในร้อยปี ความเร็วในการบำเพ็ญเช่นนี้ช่างเหนือล้ำกว่าผู้ใด ไม่มีใครเทียมทานได้จริงๆ!”
“แถมยังใช้เวลาเพียง สามร้อยปี ก็ทะลวงระดับผสานกายขึ้นสู่มหาบูรพาได้!”
“สามร้อยปี!”
“พร์เช่นนี้ โลกบำเพ็ญเพียรพันปีก็หาพบได้ยากนัก!”
เจียงเจ๋อฟังคำชมนั้นด้วยสีหน้าเฉยเมยเป็ปกติ ทว่านึกอะไรขึ้นได้จึงชายตาไปมองซูว่านฉี แววตาแฝงไปด้วยความหยิ่งผยองที่อยู่เหนือกว่า ในจังหวะนั้น ซูว่านฉีคล้ายััได้ถึงสายตาเขา จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง
นางมองไปทางเขา แต่ดูเหมือนไม่ได้มองที่ตัวเขา ราวกับมองทะลุผ่านเขาไปสู่ความว่างเปล่าอันไกลโพ้น น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและทอดถอนใจ
“สามร้อยปีงั้นหรือเ้าคะ...”
“ช่างเป็เวลาที่ยาวนาน... ยาวนานเหลือเกินเ้าค่ะ”
ใบหน้าของเจียงเจ๋อพลันแข็งทื่อ ความภาคภูมิและความหยิ่งผยองในแววตาแตกสลายลงในพริบตา บรรลุระดับมหาบูรพาในสามร้อยปี... ยาวนานงั้นรึ??!!
