หลินเฟิงหันไปมองด้วยสายตาเ็าเมื่อได้ยินคำพูดของหนุ่มสาวพวกนั้น และมุมปากของพวกเขาเผยให้เห็นรอยยิ้มเยาะเย้ย
“พวกเ้าว่าอะไรนะ?” ต้วนเฟิงกล่าวอย่างเ็า
แต่หลินเฟิงกลับแตะไปที่แขนของต้วนเฟิงและกล่าวว่า “ต้วนเฟิง ไปลงชื่อกันเถอะ”
เมื่อพูดจบ หลินเฟิงก็จูงรถม้aาไปข้างหน้าต่อ
“พี่หลินเฟิง” ต้วนเฟิงงงงวย แต่กลับเห็นหลินเฟิงส่ายหน้าขณะหัวเราะ และกล่าวว่า “ช่างโง่เขลาเสียจริง เ้าไปโกรธเกรี้ยวเช่นนั้นทำไมกัน?”
ต้วนเฟิงตะลึงงัน จากนั้นก็หัวเราะขณะส่ายหน้า
อย่างไรก็ตามคำพูดของหลินเฟิงกลับทำให้ใบหน้าของหนุ่มสาวคู่นั้นเริ่มบิดเบี้ยว
“คนชั้นต่ำ วันนี้ห้ามสร้างปัญหาให้แก่สำนักเทียนอี้ มิเช่นนั้นข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเ้าซะ”
สิ้นคำพูดที่ไม่แยแสของชายหนุ่มนั่นแล้ว แต่หลินเฟิงกลับไม่สนใจในคำพูดของเขา เพราะหลินเฟิงเจอแบบนี้มาเยอะมากจนเขาไม่สะทกสะท้านกับคำพูดเช่นนี้แล้ว
“จั่วชิว เ้าโมโหใครกัน?”
ขณะนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของคนรุ่นเยาว์ ทั้งจั่วชิวและจงหลิงต่างหันหลังไปมอง จากนั้นพวกเขาก็เห็นต้วนอวี้ที่กำลังเดินมาหาพวกเขา
“อย่าพูดถึงมันเลย ก็แค่คนชั้นต่ำน่ะ”
จั่วชิวกล่าวอย่างเฉยชา จากนั้นก็ะโลงมาจากหลังหมาป่าจันทรา ส่วนจงหลิงก็ทำเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ต้วนเลี่ยจะเป็คนของตระกูลต้วนแต่ท่ามกลางฝูงชนนั้น เขากลับไม่โดดเด่น แต่เขาก็ยังคงแซ่ต้วนและเป็องค์ชายของอาณาจักรเสวี่ยเยว่ ส่วนต้วนอวี้ก็เป็องค์หญิง อย่างน้อยก็มีจั่วชิวและจงหลิงที่เคารพพวกเขา
ในกลุ่มอย่างพวกเขา ผู้คนจะถูกแบ่งออกเป็ชนชั้นต่ำ ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง นอกจากนี้พวกคนชั้นต่ำและชั้นกลางก็ไม่กล้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกคนชั้นสูง ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นต้วนอวี้ลงมาจากอานม้า มิหนำซ้ำกลับดูิ่ดูแคลนหลินเฟิงที่เป็คนชั้นต่ำ
เพราะว่าพวกเขาอยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่าต้วนอวี้และยังเหนือกว่าหลินเฟิง
“เป็เพียงคนชั้นต่ำจะโมโหไปทำไม ไปลงชื่อกันเถอะ”
ต้วนอวี้กล่าวอย่างเฉยชา ตอนนี้รอยนิ้วทั้งห้าบนใบหน้าของนางได้จางหายไปแล้ว ตระกูลของนางมีเม็ดยาิญญาจึงรักษาาแบนใบหน้าได้อย่างง่ายดาย แต่ศักดิ์ศรีของนางได้ถูกทำลายไปแล้ว มันไม่ง่ายเลยที่จะเยียวยาให้หายได้ เพราะหลินเฟิงได้ตบหน้านางต่อหน้าผู้คนมากมาย
เกรงว่าเมื่อเื่นี้ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง แล้วผู้คนจะคิดอย่างไรกัน
ต้วนเฟิงมาถึงที่หน้าโต๊ะหิน จากนั้นชายชราที่นั่งอยู่บนม้านั่งหินได้กล่าวว่า “จดหมายแนะนำ หยิบออกมาซะ”
“ขอรับ” ต้วนเฟิงนำจดหมายแนะนำให้แก่ชายชรา หลังจากที่ชายชราเหลือบมองจดหมาย จึงเงยหน้าขึ้นมองและถามต้วนเฟิงว่า “เ้าแซ่ต้วน?”
“ใช่แล้วขอรับ” ต้วนเฟิงกล่าวตอบ
“เอ่อ ไปตรงนั้นแล้วรับป้ายไม้ เ้าก็จะเข้าสู่สำนักเทียนอี้ได้ แล้วจะมีคนมาต้อนรับเ้า” ชายชราชี้ไปข้างๆ ขณะกล่าว และต้วนเฟิงนั้นค่อยพยักหน้ารับทราบ
“พี่หลินเฟิง พวกเราไปกันเถอะ” ต้วนเฟิงหันไปพูดกับหลินเฟิง ขณะนั้นชายชราได้พูดแทรกขึ้นมาว่า “แล้วจดหมายแนะนำของพวกเ้าล่ะ?”
จดหมายแนะนำ?
หลินเฟิงและคนอื่นจะมีของแบบนั้นได้อย่างไรกัน หลินเฟิงจึงส่ายหน้าและกล่าวว่า “พวกข้ามากับต้วนเฟิง จึงไม่มีจดหมายแนะนำ”
“ไม่มีจดหมายแนะนำ แล้วก็ไม่ใช่คนของสำนักเทียนอี้ จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้แม้เพียงครึ่งก้าวก็ตาม แม้จะเป็ครอบครัวก็ไม่ได้รับอนุญาต พวกเ้าจงกลับไปซะ”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ในน้ำเสียงนั่นดูเหมือนจะเป็คำสั่ง
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา จู่ๆ หลินเฟิงก็นึกขึ้นได้ว่าผู้คนที่อยู่รอบตัวเขาต่างเป็ลูกหลานของชนชั้นสูง แต่ก็มีคนน้อยมากที่จะพาญาติหรือครอบครัวมาด้วย น่าจะเป็เพราะกฎระเบียบของสำนักเทียนอี้ที่ไม่สามารถให้คนนอกเข้ามาได้
“คนชั้นต่ำก็ยังเป็แค่คนชั้นต่ำอยู่วันยังค่ำ ไม่รู้กฎระเบียบและไม่มีแม้แต่จดหมายแนะนำ ช่างโง่เขลายิ่งนัก”
จั่วชิวที่เพิ่งมาถึง ได้ยินการสนทนาระหว่างชายชรากับหลินเฟิง จึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“จั่วชิวกล่าวถูกแล้ว ไม่รู้ว่าคนชั้นต่ำมาจากไหนกัน ช่างโง่เขลายิ่งนัก” จงหลิงที่อยู่ด้านข้างกล่าวออกมา และในน้ำเสียงนั่นเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
“ต้วนอวี้ เ้าคิดอย่างไร?” จั่วชิวหันไปกล่าวกับจงหลิงที่อยู่ข้างๆ นางรู้ดีว่าการที่ต้วนอวี้ดูถูกคนชั้นต่ำมันทำให้เขารู้สึกภูมิใจอย่างมาก
แต่เมื่อจงหลิงมองไปที่ต้วนอวี้ กลับเห็นต้วนอวี้กำลังจ้องมองไปที่แผ่นหลังของคนคนหนึ่ง และััได้ถึงสีหน้าที่ดูซับซ้อนนั่นที่มีทั้งความโกรธและความกลัว
หลินเฟิงหันหลังกลับไปและมองไปที่ต้วนอวี้ อดไม่ได้ที่มุมปากจะเผยรอยยิ้มออกมา ซึ่งทำให้ต้วนอวี้ถึงกับตัวแข็งทื่อ
“จริงๆ แล้วเ้าเป็คนแบบนไหนกัน พวกเขาสองคนก็ดูเหมือนเ้าที่ดูโง่เขลาเช่นกัน เอาแต่ดูถูกคนชั้นต่ำ แต่กลับไม่รู้ว่าปากของตัวเองนั้นมันเลวทรามอย่างยิ่ง”
น้ำเสียงเ็าที่ออกมาจากปากของหลินเฟิง ได้ทำให้สีหน้าของจงหลิงและจั่วชิวดูแข็งทื่อและอึมครึมในเวลาเดียวกัน
คนชั้นต่ำนี่กล้าดูถูกพวกเขา? นอกจากนี้แล้วยังทำให้ต้วนอวี้ได้รับความอับอายเช่นกัน ช่างใจกล้ายิ่งนัก!
แต่เมื่อพวกเขามองไปที่ต้วนอวี้ กลับเห็นต้วนอวี้นอกจากที่มีสีหน้าดูบิดเบี้ยวแล้ว ก็ยังไม่มีท่าทางอื่นๆ อีก เพราะปกติเมื่อมีคนมาดูถูกนาง นางจะหงุดหงิดเป็อย่างมาก แต่คราวนี้นางกลับเงียบ จึงทำให้จงหลิงและจั่วชิวรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
“เ้าพูดว่าใครเลวทรามกัน?”
เมื่อต้วนอวี้ไม่พูดอะไรออกมา จงหลิงจึงมองไปที่หลินเฟิงด้วยแววตาอันเย็นะเื ทำให้ราชสีห์ที่นั่งอยู่ถึงกับคำรามออกมา
สัตว์อสูรระดับจิติญญามีเชาวน์ปัญญาที่ยอดเยี่ยม หลังจากที่ถูกเลี้ยงให้เชื่อง มันจะสามารถเข้าใจความรู้สึกของเ้านายมันได้
“ปากอันเลวทรามของเ้า ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมสำนักเทียนอี้ถึงได้มีคนประเภทนี้อยู่กัน”
หลินเฟิงกล่าวขณะส่ายหน้า การที่ดูถูกคนชั้นต่ำถึงสองครั้งมันก็ควรเพียงพอได้แล้ว เมื่อเขาได้ยินจึงทำเป็ไม่สะทกสะท้าน แต่อีกฝ่ายนั้นกลับไม่รู้จักพอ ทำให้หลินเฟิงอดไม่ได้จนต้องกล่าวออกมา
“คนชั้นต่ำที่ไม่มีแม้กระทั่งจดหมายแนะนำ ยังกล้าซักถามเกี่ยวกับสำนักเทียนอี้ ช่างน่าละอายเสียจริง ถึงแม้วันนี้สำนักเทียนอี้จะไม่ให้ก่อปัญหา แต่ข้าจะตบหน้าเ้าให้ได้”
จงหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า เพราะไม่เคยมีใครกล้าด่านางว่าเลวทรามมาก่อน
“เอาล่ะ วันนี้เป็วันลงทะเบียนของสำนักเทียนอี้ ถ้าจะสร้างปัญหาก็ไปให้พ้นจากที่นี่ซะ”
ชายชราที่นั่งอยู่ตรงม้านั่งหินกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“ท่านอาจารย์ นี่คือจดหมายแนะนำของข้า”
จงหลิงเดินมาถึงข้างๆ หลินเฟิง และยื่นจดหมายแนะนำให้แก่ชายชรา
เมื่อรับจดหมายแนะนำมา ชายชราจึงเห็นตราประทับของผู้ที่แนะนำ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะตะลึงงัน จากนั้นได้กล่าวว่า “ตอนนี้เ้าสามารถไปขอรับป้ายไม้ และเข้าสู่สำนักเทียนอี้ได้ หลังจากนี้เ้าจะเป็ส่วนหนึ่งของสำนักเทียนอี้อย่างแท้จริง”
“ไม่ต้องรีบล่ะ” จงหลิงมองที่หลินเฟิงอย่างพึงพอใจ แต่ในเวลาเดียวกันจั่วชิวก็เดินออกมาและยื่นจดหมายแนะนำของตัวเองให้แก่ชายชรา
ชายชรามองไปที่จั่วชิวอย่างตะลึงงันอีกครั้ง และพยักหน้าเล็กน้อย “ไม่เลว อายุยังไม่ถึง 17 ปี แต่อยู่ขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 2 แล้ว ตระกูลจั่วได้ให้กำเนิดบุตรชายที่ดีอย่างยิ่ง”
“ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์” จั่วชิวกล่าวขณะยิ้ม
“จั่วชิว เ้าอย่างเพิ่งรีบดีใจไป สำนักเทียนอี้นั้นมีศิษย์ที่อัจฉริยะมากมาย พวกเขามาจากทั่วทุกมุมโลกและยังแข็งแกร่งอย่างมาก และเ้าจะต้องไม่ทำให้ตระกูลจั่วต้องขายหน้า”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
จั่วชิวส่ายหน้าและกล่าว จากนั้นเหลือบไปมองหลินเฟิงและกล่าวอย่างเ็าว่า “แต่ท่านอาจารย์ ตอนนี้จะมีคนมาตบหน้าข้า”
แววตาของชายชราเป็ประกายเล็กน้อย และเหลือบมองหลินเฟิง
“แม้ว่าวันนี้จะเป็วันลงทะเบียนของสำนักเทียนอี้ ไม่อนุญาตให้ก่อเื่ สำหรับผู้ที่ไม่มีจดหมายแนะนำนั้นไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข”
คำพูดของชายชราทำให้หลินเฟิงและคนอื่นต่างงงงวย จากนั้นเขาก็กล่าวต่ออย่างเ็าว่า “คนของสำนักเทียนอี้ต่างมีคนที่มีความแข็งแกร่งและก็ไม่ได้มีความคิดตื้นๆ เช่นนี้”
“ปากของเ้าช่างต่ำยิ่งนัก ถ้าข้าไม่ได้ตบปากเ้า ข้าก็ไม่สมควรเป็คนของสำนักเทียนอี้”
จั่วชิวกล่าวขณะยิ้มเยาะ คนผู้นี้ไม่มีแม้กระทั่งจดหมายแนะนำ แต่กลับแกว่งเท้าหาเสี้ยนเช่นนี้
ในขณะนั้นผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆ เริ่มเข้ามามุงดู แม้แต่ศิษย์ของสำนักเทียนอี้ต่างก็เข้ามาดูเช่นกัน ไม่คาดคิดเลยว่าวันลงทะเบียนของสำนักเทียนอี้จะอึกทึกครึกโครมเช่นนี้
“คนชั้นต่ำก็เป็แค่คนชั้นต่ำอยู่วันยังค่ำ แถมยังหน้าไม่อายอีกต่างหาก”
ท่ามกลางฝูงชนมีคนรุ่นเยาว์คนหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าที่หรูหราได้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง การดูิ่ดูแคลนสามัญชนมันเป็ความภาคภูมิใจของพวกเขามาั้แ่เด็ก ในมุมมองของพวกเขาสำนักเทียนอี้ควรหลีกเลี่ยงการรับสมัครสามัญชน แม้ว่าพร์ของพวกเขาจะแข็งแกร่ง แต่จะเทียบกับลูกหลานของชนชั้นสูงที่เกิดมาพร้อมกับพร์ที่แข็งแกร่ง และยังมีทรัพยากรที่เอาใช้ในการบ่มเพาะพลังอย่างมากมายอีก แล้วพวกเขาจะสามารถเทียบชั้นได้อย่างไรกัน
“อาศัยอิทธิพลแล้วยังชอบกลั่นแกล้งผู้ที่ด้อยกว่า นอกจากซื้อเม็ดยาเพื่อการบ่มเพาะ พวกเ้าก็เป็ได้แค่ขยะที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น”
ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา และเริ่มดูิ่ดูแคลนลูกหลานของชนชั้นสูง
นี่เป็การเผชิญหน้าระหว่างสามัญชนกับลูกหลานชนชั้นสูง
ในเมืองหลวงมีผู้ฝึกยุทธ์ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากมาย และลูกหลานของชนชั้นสูงก็มีเยอะเช่นกัน พวกเขามักจะท้าทายและดูิ่พวกคนชั้นต่ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในเมืองหลวงทั้งคนชั้นสูงและคนชั้นต่ำต่างมีจุดยืนและสถานะที่แตกต่างกัน และนี่เป็จุดเด่นของเมืองหลวง เพราะเมืองอื่นๆ ไม่ได้มีเช่นนี้เหมือนเมืองหลวง
