ใน่ปลายสารทฤดู ยามอาทิตย์ทอแสงอัสดง ควันจากบ้านแต่ละหลังลอยปลิวขึ้นสู่ฟากฟ้า
ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านหวัง ปรากฏร่างของเด็กๆ วัยกำลังซุกซนสองสามคน พวกเขายังคงก่อเื่เล่นสนุกไม่คิดกลับบ้าน และเป็ในตอนนั้นเองที่บนถนนสายหลักปรากฏเงาร่างของวัวตัวหนึ่งกำลังค่อยๆ เดินเยื้องย่างมาช้าๆ ปากของมันไม่รู้ว่ากำลังเคี้ยวสิ่งใดอยู่ ด้านหลังของวัวตัวนั้นคือชายชราในชุดสีเทา ใบหน้าที่มีคิ้วดกตาโตของเขาอาบย้อมไปด้วยรอยยิ้มเต็มแก้ม
ชายชราในชุดสีเทาผู้นั้นแบกตะกร้าไม้ไผ่ไว้ และในตะกร้าไม้ไผ่ก็บรรจุหญ้าเอาไว้จนเต็ม
“ท่านปู่ห้า ท่านกลับมาจากเลี้ยงวัวแล้วหรือ?”
“ท่านปู่ห้า วัวบ้านท่านอายุเท่าไรแล้ว มันสามารถให้กำเนิดลูกวัวได้หรือไม่?”
เด็กสองสามคนนั้นกรูเข้ามารายล้อมวัวและตัวชายชราสวมชุดเทา
ชายชราสวมชุดเทาก็คือผู้เฒ่าหวังที่แย่งอำนาจในการเลี้ยงวัวมาจากลูกหลาน ั้แ่วันแรกที่บ้านสกุลหวังมีวัวเป็ของตนเอง ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้คิดจะเลี้ยงวัวตัวนี้ ผู้เฒ่าหวังใช้อำนาจเผด็จการผูกขาดงานนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว
“วัวบ้านข้าเป็วัวตัวผู้ ปีนี้อายุสี่ขวบ วัวตัวผู้มิอาจคลอดลูกได้ ฮ่าๆ มิใช่ว่าเมื่อวานพวกเ้าถามไปแล้วหรอกหรือ ลืมสิ้นแล้วหรืออย่างไร?” ผู้เฒ่าหวังมีน้ำอดน้ำทนสำหรับทุกคำถามที่เกี่ยวข้องกับวัวเสมอ
เดิมทีการเลี้ยงวัวไม่จำเป็ต้องพาไปถึงถนนสายหลัก เพียงตรงไปยังูเาด้านหลังหมู่บ้าน ปล่อยให้วัวกินหญ้าไปก็เพียงพอแล้ว ทว่าทีู่เาด้านหลังจะมีคนเห็นวัวได้ที่ใด จะมีสายตาอิจฉาทอดมองมาที่ใดกัน?
ผู้เฒ่าหวัง้าให้ชาวบ้านได้รู้กันถ้วนทั่วว่า เขาคือคนที่ได้วัวเชียวนะ!
ด้านหลังของผู้เฒ่าหวังมีวัวเดินตาม ส่วนด้านหลังของวัวมีเด็กน้อยวิ่งตาม
คนสองสามคนพร้อมกับวัวหนึ่งตัวเดินพูดคุยหัวเราะเฮฮากลับบ้านสกุลหวัง
หลี่ชิงชิงรับตะกร้าไม้ไผ่มาจากมือผู้เฒ่าหวัง อย่าได้ดูถูกที่ด้านในใส่แค่หญ้า ทว่าแท้จริงหญ้าถูกกดและบรรจุเอาไว้จนเต็ม ใต้หญ้ายังมีเคียว ทั้งหมดประมาณสิบกว่าจิน นางเอ่ยด้วยความโมโหว่า “ท่านพ่อ มิใช่ตกลงกันแล้วหรือเ้าคะว่าท่านจะไม่ได้แบกหญ้ากลับมาเอง แต่จะให้ต้าหวงแบกกลับมา?”
“จะให้ต้าหวงแบกกลับมาได้อย่างไร ข้าแบกคนเดียวก็พอแล้ว”
“พวกเราเลี้ยงต้าหวงมาเพื่อให้มันทำงานนะเ้าคะ” หลี่ชิงชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นางลอบเอ่ยในใจว่า นางมิได้ตั้งใจจะเลี้ยงวัวเอาไว้ เพื่อให้พวกท่านนำมันออกไปอวดนอกบ้านทุกวันนะเ้าคะ
เด็กๆ สองสามคนนั้นมองวัวที่ถูกผู้เฒ่าหวังจูงไปหลังบ้านจนกระทั่งลับสายตา ถึงยอมหักใจจากลาได้เสียที
ได้ยินเสียงทะเลาะกันของหวังจวี๋กับหวังเลี่ยงแว่วดังมาจากหลังบ้านว่า “วันนี้เป็ตาข้าให้อาหารต้าหวง!”
“เห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้าหวงชอบให้ข้าป้อนมันมากกว่า”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้าหวงชอบที่เ้าป้อนมากกว่า?”
“ไร้สาระ ข้าป้อนหญ้าให้ต้าหวงกิน มันก็กิน”
“เฮอะ ล้วนเป็ความผิดของเ้าทั้งสิ้น หากไม่ใช่เพราะเ้า ข้าก็คงได้พาต้าหวงไปกินหญ้าข้างนอกแล้ว”
ที่แท้แล้วเพราะวันนั้นสองพี่น้องมัวแต่ทะเลาะกันเื่การเลี้ยงวัว ผลสุดท้ายจึงถูกผู้เฒ่าหวังชุบมือเปิบ จูงวัวออกไปกินหญ้าด้านนอก หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รับโอกาสให้พาวัวออกไปกินหญ้าอีกเลย
หวังเยวี่ยตักข้าวอยู่ในครัว นางเอ่ยกับหลี่ชิงชิงที่กำลังผัดกับข้าวว่า “บ้านพวกเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีต้าหวงอีก ยามนี้ยิ่งคึกคักกันใหญ่แล้ว”
“ในภายภาคหน้าย่อมดีกว่านี้แน่นอนเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง
นางตักหมูผัดหน่อไม้ฝานขึ้นใส่จานขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าไม้บรรทัด ก่อนจะควักน้ำจากถังขึ้นมาครึ่งทัพพีเพื่อล้างหม้อ หลังจากรอจนน้ำเดือดและระเหยเรียบร้อยแล้ว นางก็ใส่น้ำมันพืชลงไป เมื่อน้ำมันเริ่มมีควันลอยกรุ่น นางก็ใส่กระเทียมและขิงลงไปผัดจนหอม จากนั้นก็นำปลาหลี่ที่หนักสองจินกว่าสองตัวที่ผ่านการหมักมาหนึ่งชั่วยามลงไปทอดในน้ำมัน รอกระทั่งปลาสุกกรอบเป็สีเหลืองทองอ่อนทั้งสองด้านแล้ว นางก็ใส่สุราข้าว เกลือ และน้ำในปริมาณที่พอเหมาะลงไป สุดท้ายก็ปิดฝาหม้อเพื่อทำเป็ปลาตุ๋น
อาหารค่ำของวันนี้มีทั้งหมดสามรายการ นอกจากหมูผัดหน่อไม้และเนื้อปลาหลี่ตุ๋นที่มักจะทำเป็ประจำแล้ว ก็ยังมีฟักผัดพริกเพิ่มเข้ามาด้วย และอาหารหลักก็คือข้าวนั่นเอง
ยามนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว นางกลัวว่าอากาศเย็นจะทำร้ายกระเพาะ นางจึงไม่ทำอาหารที่ให้ฤทธิ์เย็นแก่ร่างกายอีก
เนื่องจากว่าจางซื่อยังอยู่ใน่อยู่ไฟหลังคลอด อีกทั้งต้องให้นมลูกด้วย นางจึงมิอาจทานเผ็ดได้ ดังนั้น่เวลานี้กับข้าวที่ขึ้นโต๊ะบ้านสกุลหวังจึงมักจะไม่ใส่พริกลงไปด้วย
ผ่านไปเพียงครู่เดียว หวังเยวี่ยก็เรียกหวังจื้อออกมายกอาหารไปให้จางซื่อ เดิมทีงานเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนทำแทนได้ทั้งนั้น ทว่าหลิวซื่อเอ่ยปากเอาไว้แล้วว่า ตราบใดที่หวังจื้ออยู่ที่บ้านก็ต้องให้หวังจื้อเป็คนรับผิดชอบงานนี้
ก่อนหน้านี้ยามที่จางซื่อให้กำเนิดหวังฉิวตี้สามพี่น้อง หลิวซื่อมิได้เรียกร้องอันใดจากหวังจื้อนัก ทว่ายามนี้วันคืนในบ้านสกุลหวังแปรเปลี่ยนเป็ดีขึ้นเรื่อยๆ หลิวซื่อกลัวว่าหวังจื้อที่เริ่มมีเงินเก็บจะถูกคนเลวยุยงให้หย่าขาดจากจางซื่อเสีย นางจึงยิ่งเข้มงวดด้วยหวังให้หวังจื้อทำดีต่อจางซื่อให้มากๆ
หวังจื้อยกอาหารออกไปส่ง หลังจากรอให้จางซื่อทานเสร็จจนมีแรงดูแลหวังชงเยวี่ยต่อ เขาถึงค่อยกลับมายังห้องโถงเพื่อทานข้าว
รอกระทั่งเขามาถึงห้องโถงก็พบว่าที่บ้านมีแขกมาหา ซึ่งก็คือผู้นำตระกูลหวังชีนั่นเอง
หวังชียังคงเหมือนกับวันเก่าก่อนที่ยกชามข้าวมาพร้อมคุยธุระกับบ้านสกุลหวัง บ้านสกุลหวังมีทั้งปลามีทั้งเนื้อ น้ำมันเองก็ถูกใส่อย่างเต็มที่ ในขณะที่ชามของหวังชีมีเพียงกองฟักทองสีเหลืองอร่าม ทั้งยังไร้น้ำมันอีกด้วย เฮ้อ ไม่ต้องบอกเลยว่าในใจของเขานั้นทุกข์ระทมเพียงใด
“ข้าเพียงอยากมาถามว่า พรุ่งนี้พวกเ้าจะให้แต่ละบ้านยกพริกสับดองไปที่เซียงเยวี่ยไจเลย หรือว่าให้นำมารวมไว้ที่บ้านของเ้า?”
ผู้เฒ่าหวังนั่งบนตั่ง เขาเงยหน้าขึ้นก่อนเอ่ยว่า “ข้าได้ปรึกษาเื่นี้กับชิงชิงแล้ว เช้าวันพรุ่งนี้ขอให้ทุกบ้านนำพริกสับดองไปที่เซียงเยวี่ยไจพร้อมกัน”
เดิมทีหลี่ชิงชิงตั้งใจจะให้ต้าหวงช่วยคนในตระกูลขนพริกสับดองเข้าไปขายในอำเภอ แต่พลิกสับดองจากทั้งตระกูลรวมกันคงมีน้ำหนักถึงหลายหมื่นจิน ต้าหวงคงต้องเดินไปกลับมากกว่าสิบครั้ง ดังนั้นแล้วผู้เฒ่าหวังจะยอมหักใจให้ต้าหวงเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้นได้อย่างไร
“พรุ่งนี้ข้าจะไม่ไปขายซาลาเปา ข้าจะไปกับชิงชิง ส่วนพวกเ้าก็ตามเรามาก็พอ” หลิวซื่อยืนขึ้นเพื่อคีบปลาหนึ่งชิ้นใส่ลงไปในชามของหวังชี นางถือว่าตนเป็พี่สะใภ้ จะตักอาหารให้น้องชายของสามีก็ย่อมไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
หวังชีกินปลาจนหมดแล้ว ในใจก็ลอบคิดว่า อาหารที่หลี่ชื่อทำช่างเลิศล้ำเหลือเกิน หลังจากนั้นเขาก็เอ่ยอีกว่า “ราคาสิบสองเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจินใช่หรือไม่?”
“ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเองก็คุ้นเคยกับการที่หวังชีจะยืนอยู่ข้างโต๊ะ ร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวสกุลหวังแล้วเช่นกัน นางเอ่ยว่า “ท่านอาเจ็ดเ้าคะ ท่านได้ลงนามในสัญญากับหลงจู๊ของเซียงเยวี่ยไจแล้ว กระดาษขาวหมึกดำ เนื้อหาบนนั้นเขียนเอาไว้ชัดเจนยิ่งนัก หนึ่งจินขายเป็เงินสิบสองเหรียญทองแดง เพียงแต่ว่าปีนี้จะมิอาจขายพริกสับดองให้คนอื่นได้อีก”
ก่อนหน้านี้หลี่ชิงชิงได้กำหนดราคาของพริกสับดองให้กับคนในตระกูลอยู่ที่สิบเหรียญทองแดง ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงและคนในตระกูลก็ไปแออัดขายรวมกันในอำเภอใกล้ๆ ดังนั้นปริมาณการขายจึงยังไม่สูงนัก
ส่วนราคาขายในครั้งนี้เป็ราคาสำหรับขายส่ง
ยามนั้นหวังชีรู้สึกวางใจมากขึ้น เขารีบเอ่ยต่ออย่างรวดเร็วว่า “ย่อมเป็เช่นนั้น ผู้ใดกล้าขายให้คนอื่น ข้าหวังชีจะจัดการหักขาเขาทิ้งแน่นอน!”
พริกสับดองหนึ่งจินราคาสิบสองเหรียญทองแดง ครอบครัวของหวังชีมีพริกสับดองมากถึงหนึ่งพันสามร้อยจิน นั่นเป็เงินมากกว่าสิบตำลึงเชียว
มารดามันเถิด รอกระทั่งเงินถึงมือของเขาก่อน เขาจะซื้อเนื้อหมูหลายๆ จิน ปลาหลายๆ ตัว และกินให้เรียบ!
หวังชีเดินออกมาจากบ้านสกุลหวังพร้อมชามกับข้าวถึงครึ่งชาม กับข้าวที่อยู่้าสุดคือหมูผัดหน่อไม้ที่หลิวซื่อคีบให้ หวังชีกินคำเดียวก็หมดแล้ว กระทั่งเขาเดินกลับถึงบ้าน ชามข้าวก็ว่างเปล่าแล้ว เขาเอ่ยกับคนในตระกูลที่นั่งรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านของเขาด้วยเสียงที่สูงว่า “ข้าถามมาเรียบร้อยแล้ว เช้าวันพรุ่งนี้แต่ละบ้านให้ขนพริกสับดองของตนเองเข้าอำเภอไปพร้อมกับบ้านพี่สะใภ้ห้า เมื่อถึงแล้วก็แลกเปลี่ยนสินค้าเป็เงิน”
ชายวัยกลางคนที่มีก้อนเนื้อคล้ายซาลาเปาถั่วเหลืองก้อนใหญ่แปะอยู่กลางหน้าผากถามด้วยความตื่นเต้นว่า “พรุ่งนี้จะได้รับเงินเลยหรือ?”
“คงจะได้เงินเลยกระมัง เซียงเยวี่ยไจกิจการใหญ่โตถึงเพียงนั้นจะไม่สามารถจ่ายเงินให้เราได้อย่างไร?” แท้จริงแล้วหวังชีเองก็ไม่มั่นใจเช่นกัน ทว่าเขายังเลือกที่จะเชื่อในตัวหลี่ชื่ออยู่
ฮูหยินของผู้นำสกุลถึงขนาดมอบวัวให้กับหลี่ชิงชิง แล้วพวกเขาจะตระหนี่กับเงินค่าพริกสับดองของพวกตนได้อย่างไร
มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตานับว่างดงามน่ามอง ทว่ายามผลิยิ้มกว้างด้วยความเบิกบานใจกลับดูซื่อบื้ออยู่เล็กน้อย ไม่งดงามเท่าไรแล้ว เขาเอ่ยว่า “ท่านลุงเจ็ด พริกสับดองบ้านข้ามีเยอะยิ่งนัก พรุ่งนี้ทั้งบ้านข้าจะนำพริกสับดองไปที่อำเภอแน่นอน”
หวังชีเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเสมือนไม่ยิ้มว่า “ทำไมหรือ มีงานที่ทำเงิน เ้ายังรังเกียจด้วยเป็งานที่ต้องเหน็ดเหนื่อยหรือ?”
ชายหนุ่มผู้นั้นแต่งเมียได้เพราะขายพริกสับดองเชียวนะ เขาลูบมือด้วยความตื่นเต้น ก่อนเอ่ยว่า “หามิได้ ข้าจะรังเกียจงานที่ต้องเหนื่อยได้อย่างไร ทั้งร่างของข้าเต็มไปด้วยพละกำลัง ตราบใดที่พริกสับดองเ่าั้สามารถแลกเปลี่ยนเป็เงินได้ทั้งหมด ต่อให้ข้าต้องเดินทางหามรุ่งหามค่ำสามวันสามคืนข้าก็ยังไหว”
