เล่มที่ 5 บทที่ 135 บุญคุณ
“ไม่ต้อง...” ฟานซื่อใช้ความอดทนเป็อย่างมากกว่าจะพูดออกมาได้ เพราะตำรา์ทั้งสี่ของสำนักว่านหลิงได้ชื่อว่าเป็สุดยอดเคล็ดวิชาหลอมอาวุธ ดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งเย้ายวนเช่นนี้แล้ว จึงมีน้อยคนนักที่จะหักห้ามใจได้เช่นเขา
แต่ฟานซื่อรู้ดี...
แค่ตำราเคล็ดวิชาซู่ครึ่งเล่ม ตนเองก็ใช้เวลาตั้งสี่ร้อยกว่าปีถึงจะศึกษาได้เจ็ดในสิบส่วน ดังนั้นพร์ด้านการหลอมของเขาจึงถือว่าธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นอะไร บัดนี้มีโอกาสได้ฟังเคล็ดวิชาอีกครึ่งเล่มที่เหลือ ก็เพียงพอที่จะให้เขาใช้เวลาอีกสี่ร้อยปีไปศึกษาแล้ว ถ้าเกิดฟังเคล็ดวิชาฟ่าอีกเล่มละก็ เกรงว่าจะเยอะเกินจนไม่อาจรับได้ แบบนั้นจะยิ่งเป็ผลเสีย เพราะไม่ใช่ว่าใครจะเป็ได้เช่นนักพรตชีอวิ๋น ที่เป็ยอดอัจฉริยะสามารถศึกษาตำราทั้งสี่พร้อมกันจนบรรลุขั้นฟ่าเซินได้
“ไม่ฟังก็ดี” หลินเฟยยิ้มน้อยๆก่อนจะพยักหน้าตอบรับ แววตาก็เจือไปด้วยความชื่นชม บางอย่างเยอะไปก็ไม่ใช่เื่ดี เื่นี้ทุกคนล้วนเข้าใจ แต่สุดท้ายคนที่ทนต่อแรงเย้ายวนเช่นนี้ได้กลับมีไม่มาก
การที่ฟานซื่อสามารถหักห้ามใจได้ จึงถือว่ามีจิตแน่วแน่เลยทีเดียว
จากนั้นทั้งห้องก็เงียบสงบลง ไม่มีใครพูดอะไรอีก ฟานซื่อเอาแต่นั่งนิ่ง ทว่าสีหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปมา บ้างก็ดีใจ บ้างก็เคร่งเครียดสลับกันไปมา เจียงหลีเห็นท่าทีผู้เป็อาจารย์ก็รู้สึกแปลกใจ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง ทว่าถูกหลินเฟยห้ามไว้ก่อน
“อย่าไปรบกวน” หลินเฟยส่ายหน้าให้เจียงหลี เตือนให้อีกฝ่ายไม่ให้ไปรบกวน เพราะฟานซื่อศึกษาเคล็ดวิชาซู่ครึ่งเล่มอยู่สี่ร้อยกว่าปี อาจจะมีข้อสงสัยอยู่ไม่น้อย บัดนี้พอได้ฟังตำราฉบับสมบูรณ์ คงจะสามารถไขข้อข้องใจเ่าั้ได้ทั้งหมด เวลานี้จึงไม่อาจให้ใครมารบกวนได้
ฟานซื่อนั่งนิ่งอยู่นาน สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไม่หยุด ส่วนหลินเฟยก็นั่งดื่มน้ำชาอย่างใจเย็น แต่เจียงหลีกลับเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจ
เวลาค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ...
ตอนใกล้จะพลบค่ำ ฟานซื่อก็เริ่มขยับตัว บัดนี้สีหน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ หนึ่งเค่อต่อมาเขาจึงลืมตาขึ้น
“เอ๋ อาจารย์ ท่านดูเปลี่ยนไปเป็คนละคนเลย...” เจียงหลีรู้สึกว่าแม้ภายนอกผู้เป็อาจารย์จะดูเหมือนเดิม แต่ก็รู้สึกว่าลึกๆก็มีอะไรบางอย่างที่แปลกไปจากเดิม จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อย่าบอกนะว่าถูกอะไรเข้าสิง?”
“เ้าน่ะสิที่ถูกสิง!” ฟานซื่อได้ยินดังนั้นก็เตะเข้าไปที่ลูกศิษย์ตนเองทันที ปากก็พลางด่าไปด้วย ก่อนจะหันกลับมาทางหลินเฟยด้วยสีหน้าและแววตาจริงจัง สองมือก็ขยับจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
จากนั้นก็ยกมือขึ้นก้มคารวะหลินเฟย
“ขอบคุณมากที่ช่วยชี้แนะ หากวันหน้าข้าบรรลุขั้นจิงตัน แล้วมีเื่อะไรอยากให้ช่วย แซ่ฟานอย่างข้าย่อมช่วยเต็มที่”
“หึหึ...” หลินเฟยหัวเราะน้อยๆก่อนจะเอื้อมมือไปพยุงฟานซื่อ
“ข้าก็แค่บังเอิญที่เคยเห็นตำราสองเล่มนั้นผ่านตามาก่อน การที่จะสามารถเข้าใจเคล็ดวิชาได้ ย่อมถือเป็วาสนาของตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก หลังจากนี้ข้าจะอยู่ที่เมืองวั่งไห่อีกสักระยะ ร้านหลอมอาวุธของท่านเองก็ไม่เลว ข้ายังคงยืนยันคำเดิม ทั้งตัวตอนนี้มีแค่สิบหินิญญา และข้าก็เหลือเวลาไม่มากแล้ว จึงไม่สามารถหลอมอาวุธได้ด้วยตนเอง หากสนใจ ท่านสามารถอยู่ช่วยข้าหลอมอาวุธได้”
พอหลินเฟยพูดจบ เจียงหลีก็สวนขึ้นมาทันที
“ร้านตั้งใหญ่ เ้าคิดจะซื้อด้วยแค่สิบหินิญญา นี่มันปล้นกันชัดๆ แถมยังอยากให้อาจารย์ข้าอยู่ช่วยอีก ช่างเข้าใจทำการค้าจริงๆนะ ถึงกับซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง...”
“เ้าจะไปรู้อะไร!” ฟานซื่อตบหัวเจียงหลีทันที ก่อนจะยกมือคารวะหลินเฟย
“ข้าทราบแล้ว”
“ข้ายืมใช้แค่เดือนเดียวเท่านั้น” เมื่อสิ้นเสียงหลินเฟย เขาก็วางถ้วยน้ำชา ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปทางหน้าต่าง
“ไปเถอะ ไปที่ร้านหลอมอาวุธกัน”
จากนั้นคนทั้งสามก็มุ่งหน้าจากโรงเตี๊ยมที่อยู่ทางตะวันออก ไปยังร้านหลอมอาวุธที่อยู่ทางเหนือ เวลานี้ก็ใกล้จะมืดค่ำเต็มที ของในร้านยังอยู่ครบเหมือนเดิม เตาหลอมขนาดใหญ่กินพื้นที่ไปหนึ่งในสามของร้าน ส่วนชั้นวางทั้งสี่ที่อยู่ใกล้ๆรวมทั้งอาวุธมากมายที่อยู่บนชั้นต่างก็ยังอยู่ครบเช่นเดิม...
“ขายหน้าแล้วสิ...” พอเห็นชั้นวางทั้งสี่ ฟานซื่อก็รู้สึกขายหน้าทันที เพราะอาวุธที่อยู่บนชั้นวาง ล้วนมีมนต์สะกดไม่ถึงสิบสาย ไม่อาจเรียกว่าอาวุธได้แม้แต่น้อย ทันใดนั้นใบหน้าก็ขึ้นสีด้วยความขวยเขิน
“ั้แ่เปิดร้านมา ข้าก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ของทุกอย่างล้วนเป็ฝีมือเจียงหลีทั้งสิ้น...”
เจียงหลีเห็นผู้เป็อาจารย์โยนหม้อดำมาให้ก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที ขณะที่คิดจะเอ่ยปากเถียง ก็เห็นสายตาพิฆาตของผู้เป็อาจารย์ส่งมาเสียก่อน จึงสงบปากสงบคำลงทันที แต่มิวายบ่นกระปอดกระแปดอยู่เรื่อยๆ
“ก็ท่านพูดเองนี่ว่าทางเหนือของเมืองวั่งไห่มีแต่แพะอ้วนให้หลอก ถึงยังไงคนพวกนั้นก็แยกของดีของเลวไม่เป็อยู่แล้ว จึงหลอมชุ่ยๆออกมาดีกว่า...”
“...” ยังดีที่ฟานซื่อหน้าหนาพอ จึงไม่สนใจคำบ่นของลูกศิษย์ ก่อนจะชี้ไปที่เตาหลอมขนาดั์ เพื่อเปลี่ยนเื่คุยทันที
“จริงสิ เตาหลอมนั่นถือว่าไม่ธรรมดาเชียวนะ...”
หลินเฟยก้มลงดูใต้เตาหลอม ถึงจะเป็เปลวไฟที่ลุกโชน แต่กลับมีไอหยินแฝงอยู่ หลินเฟยเห็นดังนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา
“จุดชีพจรเปลวไฟหยินงั้นหรือ?”
“ถูกต้อง” พอพูดถึงจุดชีพจรนี้ ฟานซื่อก็เผยสีหน้าภูมิใจขึ้นมาทันที
“ในอดีตที่นี่ยังเป็ที่รกร้าง พอดีตอนนั้นข้าไม่มีที่ไป จึงพักแรมอยู่ที่นี่คืนหนึ่ง แต่พอตื่นขึ้นมา กลับพบดวงไฟปีศาจมากมาย ตอนนั้นข้ารู้ทันทีว่าที่ใต้พิภพนี้จะต้องมีจุดชีพจรเปลวไฟหยินแน่ๆ ข้าเลยไปติดต่อสำนักเชียนซาน แล้วแกล้งเป็คนโง่ ยอมเช่าที่นี่ทุกเดือนด้วยราคาสามร้อยหินิญญา เป็เวลาสามร้อยปี...”
“ทุกๆเดือนที่เช่าจุดชีพจรเปลวไฟหยินด้วยราคาสามร้อยหินิญญานั้น ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว” หลิยเฟยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา เพราะที่นี่มีเปลวไฟหยินเข้มข้น และถือว่าเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยไอหยินและกระแสไอเย็น แต่ไอหยินและกระแสไอเย็นเหล่านี้ดันตั้งอยู่บนจุดที่มีเปลวไฟลุกโชน จึงเรียกได้ว่าเป็จุดที่มีทั้งพลังหยินและหยางเข้มข้นอยู่ด้วยกัน ดังนั้นอาวุธที่หลอมที่นี่จึงมีประสิทธิภาพเยี่ยมยอด ต่อให้เป็สำนักเวิ่นเจี้ยนก็ตาม คนที่มีสิทธิ์ใช้จุดชีพจรเช่นนี้ ก็เกรงว่าจะมีแค่เหล่าผู้าุโเท่านั้น
ทว่าจุดชีพจรเปลวไฟหยิน...
‘เดี๋ยวนะ...’
จู่ๆหลินเฟยก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหมุนวนดูรอบๆบริเวณเตาหลอม ก่อนจะเรียกเจียงหลีให้มาหา
“เ้าไปดับไฟที”
“หา?”
เจียงหลีได้ยินคำสั่งของหลินเฟยก็ใขึ้นมาทันที เพราะเปลวไฟหยินไม่ใช่เปลวไฟธรรมดา หากมอดดับลงก็ยังสามารถจุดใหม่ได้อีก แต่จะต้องเสียหินิญญาจำนวนมาก จึงจะจุดขึ้นมาใหม่ได้
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
