เสียงครางด้วยความเ็ปดังขึ้น เรียกสติของแม่ทัพหนุ่มวัยยี่สิบหกให้หันไปมอง เขาหมุนตัวเดินไปก้มมอง แขนซ้ายมีรอยบาดเป็ทางยาว ดูแล้วไม่น่าจะลึกแต่เืไหลออกมามาก แต่ส่วนที่น่าจะเจ็บที่สุด น่าจะเป็ข้อเท้าขวาของนาง
“แม่นมเหมยกุ้ยมาแล้วขอรับ”
“ท่านแม่ทัพ”
แม่นมเหมยกุ้ยเป็สตรีวัยสี่สิบสองที่ท่านแม่ทัพให้ความเคารพดุจญาติผู้ใหญ่ นางยกชายกระโปรงก้าวเร็วๆ เข้าไปหา พอเห็นสภาพคนที่นอนหมดสติบนเตียงก็อุทานออกมา
“รบกวนแม่นมแล้ว”
“ได้ๆ ทางนี้ข้าจัดการเอง” นางรับคำอย่างรู้หน้าที่ “เด็กๆ ไปยกน้ำอุ่นมา ผ้าสะอาดด้วย ห้ามผู้ชายเข้าใกล้ และขอเชิญท่านมาทางนี้เ้าค่ะ”
แม่นมเหมยกุ้ยสั่งการรวดเร็ว หลัวหลิวหยางถอนหายใจเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินออกมา เพียงยกเท้าพ้นธรณีประตู เสียงแม่นมก็ดังไล่หลังมาทันที
“ข้าสั่งคนเตรียมน้ำอุ่นให้ท่านแม่ทัพแล้ว ท่านควรผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วนะเ้าค่ะ”
“ข้าทราบแล้ว”
มุมปากของหลัวหลิวหยางยกขึ้นเป็รอยยิ้ม แต่เพราะใบหน้าดุดันอยู่เป็นิจจึงแทบไม่เห็นรอยยิ้มนั้น ในจวนแห่งนี้มีสตรีน้อยมาก บ่าวไพร่ที่เป็หญิงล้วนมีแม่นมเหมยกุ้ยคัดเลือกเข้ามาทำงาน เขาจึงวางใจเื่เหล่านี้บ้าง รวมทั้งพ่อบ้านที่แม่นมคัดเลือกมา จวนที่ไร้ฮูหยินมาดูแล จึงมีแต่แม่นมเหมยกุ้ยที่เลี้ยงดูเขาั้แ่กำเนิดคอยจัดการเื่ต่างๆ ด้วยนางไร้ญาติขาดมิตร บิดามารดาของเขาตั้งใจเลี้ยงดูนางให้อยู่เมืองหลวง แต่เมื่อเขาต้องมาประจำการที่ชายแดน มารดากลัวจะไม่มีผู้ใดดูแลความเป็อยู่ของเขา มารดาจึงส่งแม่นมเหมยกุ้ยมาที่นี่
หลัวหลิวหยางกลับมาถึงห้องพักของตนเอง บ่าวชายมาช่วยปลดเสื้อเกราะออก เขาโบกมือไล่แล้วพาร่างเปลือยเปล่าลงแช่น้ำอุ่นที่ห่างหายไปนานเจ็ดหรือแปดวัน ใช้ชีวิตทหารจนชินชา แต่ผู้อื่นนั้นไม่ชินเช่นเขา เหมือนภรรยาคนงามที่มารดาคัดเลือกให้ เขาแต่งภรรยาคนแรกตอนอายุสิบแปด เข้าพิธีเสร็จวันรุ่งขึ้นก็ต้องเดินทางออกรบ ออกรบครั้งนั้นการศึกยืดเยื้อเขาถูกฝ่ายตรงข้ามจับกุมตัวไปสิบวัน ปล่อยข่าวว่าเขาถูกฆ่าแล้ว ทำให้ภรรยาคนงามตรอมใจจนป่วยไข้ กว่าเขาจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้กับชัยชนะ นางป่วยหนักจนตายจากไป หลังจากนั้นสามปี มารดาหมั้นหมายบุตรสาวเสนาบดีเป็ภรรยาให้เขา แต่ยังไม่ทันไรนางก็ตกน้ำเสียชีวิตไปก่อน นับจากนั้น ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังไปทั่วเมืองอย่างที่เขาไม่อยากให้มันเป็นัก
หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว บ่าวรับใช้เข้ามารายงานว่าท่านหมอได้ทำการรักษาเรียบร้อยแล้วและรอเขาไปพบเพื่อรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้ารับ เขาก้าวยาวๆ เดินกลับมาที่เรือนรับรอง ท่านหมอล้างมือเสร็จพอดีจึงประสานมือคารวะและรายงาน
“โชคดีมาก าแที่ศีรษะเป็แค่ฟกช้ำ ส่วนที่แขนซ้ายนั้นเป็รอยบาดไม่ลึก ห้ามเืและพันแผลเรียบร้อยดี ที่รุนแรงที่สุดเป็ข้อเท้าขวา เส้นเอ็นที่ข้อเท้าฉีกขาด ทำให้เ็ปมากต้องรักษาอย่างน้อยหนึ่งเดือนจึงจะกลับมาเดินได้ปกติ”
“อย่างนั้นรึ”
ท่านหมอค้อมตัว “ข้าจะเขียนเทียบยาให้ ระวังอย่าให้...เดินลงน้ำหนักเท้าข้างที่เจ็บ ถ้าเป็ไปได้นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง ขยับตัวให้น้อยจะดีที่สุดขอรับ”
“อืม ขอบคุณท่านหมอ”
หลัวหลิวหยางเป็คนถือกฎระเบียงเคร่งครัด แต่กับหมอแล้วเขาก็ให้ความเคารพไม่น้อย คนเป็หมออดภูมิใจไม่ได้ ประสานมือคารวะแล้วก้าวออกไป แม่นมเหมยกุ้ยรอจนท่านหมอออกแล้วจึงได้เดินมาพบแม่ทัพหลิว
“ผู้หญิงคนนี้เป็หนี้ชีวิตท่านแม่ทัพ”
เขาโบกมือปฏิเสธความคิดนี้ “ข้าทำหน้าที่ของข้า ข้าแค่บังเอิญช่วยชีวิตนางเท่านั้น ต่อจากนี้รบกวนแม่นมแล้ว”
“เ้าค่ะ ข้าจะดูแลนางเอง” แม่นมรับคำแล้วเลิกคิ้วเป็คำถาม “เราควรเรียกเปิดเผยฐานะของนางหรือไม่ เห็นชัดว่าก่อนหน้านี้นางตั้งใจให้ผู้อื่นมองนางเป็บุรุษ”
“เื่นั้น รอให้นางฟื้นค่อยว่ากัน”
หลัวหลิวหยางเพียงปรายตามองคนที่นอนหมดสติบนเตียง สภาพใบหน้ามีรอยช้ำหลายแห่ง แต่ก็ดูดีกว่าตอนที่เขาอุ้มมา เขาได้แต่หวังว่านางจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เขาก็พอ
“ข้าวของที่เหลืออยู่ในรถม้ามีเพียงเท่านี้ขอรับ”
หูซานรายงานแล้ว มีเพียงสมุดเขียนบันทึกที่ถูกฉีกทิ้งหายไปหลายหนา เสื้อผ้ารวมทั้งข้าวของมีค่าคาดว่าถูกรื้อค้นขโมยไปหมดแล้ว
“รถม้าเป็เพียงรถที่เช่ามาพร้อมสารถี ไม่มีตราสัญลักษณ์จากตระกูลใด ส่งศพสารถีไปที่ว่าการแล้ว เห็นว่ามีคนจำหน้าได้ เขาเป็เพียงชาวบ้านธรรมดารับจ้างทั่วไปขอรับ”
หลัวหลิวหยางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด เหตุใดสตรีผู้หนึ่งจึงแต่งกายเป็ชายเดินทางตามลำพังเช่นนี้
“ข้าจะจัดเวรยามคอยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของคนผู้นั้น” หูซานรีบเสนอความคิด แต่แม่ทัพใหญ่โบกมือห้ามไว้
“ไม่จำเป็” หลัวหลิวหยางตอบ “เื่นี้ข้าจัดการเอง เ้าตรวจดูโดยรอบดีแล้วใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
“อย่าประมาท กำลังเวรยามต้องแ่า”
“รับทราบ!”
“เ้าไปพักผ่อนเถอะ”
“ข้าน้อยขอตัวขอรับ”
แม่ทัพหลัวมองดูคนสนิทถอยออกไป สวนกับแม่นมเหมยกุ้ยเดินเข้ามาพอดี
“ข้ามารบกวนท่านแม่ทัพหรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ไม่” เขาตอบสั้นๆ ห้วนๆ เป็เช่นนี้เสมอ “แม่นมมีอะไรหรือ?”
แม่นมเหมยกุ้ยพยักหน้าให้บ่าวรับใช้วางถาดอาหารวางลงบนโต๊ะ เมื่อบ่าวรับใช้เดินออกไปแล้วนางจึงเอ่ยขึ้น
“เ้าไม่ได้กลับจวนหลายวัน ได้กินอิ่มนอนหลับดีหรือไม่” นางเอ่ยพลางรินน้ำชาให้
“ข้าชินแล้วไม่ได้ลำบากอะไร” เขารับน้ำชามาจิบเล็กน้อย “ครึ่งปีมานี้ท่านต้องมาดูแลข้าในที่ทุรกันดารเช่นนี้ ข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก”
“ข้าอยู่แต่ในจวนมิได้ออกไปรบจะเรียกว่าลำบากอันใดกัน” นางหัวเราะเบาๆ
“ท่านแม่ยังไม่ถอดใจเื่ข้าอีกหรือ?” เขาถามพลางหยิบขนมเปี๊ยะส่งเข้าปาก
“ท่านแม่ทัพอย่าได้ใส่ข่าวลือเ่าั้เลย” นางยิ้มบางๆ “ท่านอุทิศตัวเองเพื่อปกป้องชายแดนตะวันออกจนได้รับสมญานามเป็แม่ทัพพิทักษ์บูรพา นำพาชื่อเสียงสู่ตระกูลหลัว นายท่านและฮูหยินหวังใจจะเห็นท่านแม่ทัพได้มีศรีภรรยาปรนนิบัติดูแล”
“ปีนี้ข้าอายุยี่สิบหกแล้ว” เขาถอนหายใจหนักหน่วง อ้าปากจะพูดแล้วก็เปลี่ยนใจไปพูดเื่อื่นแทน “เ้าเด็กนั้นเป็อย่างไรบ้าง”
“เด็ก?” แม่นมเหมยกุ้ยเลิกคิ้ว ครู่ต่อมาจึงเข้าใจคำถาม “แม่นางผู้นั้นยังหลับอยู่ แต่ข้าให้คนสนิทค่อยเฝ้าไว้ หากนางฟื้นจะมารายงานทันที”
“อืม” เขาแค่รับคำกัดขนมเปี้ยะอีกคำ
“ข้าตระเตรียมเสื้อผ้าสตรีให้นางแล้ว”
หลัวหลิวหยางเลิกคิ้วแล้วสบตากับแม่นม “ท่านแน่ใจว่านางอยากสวมเสื้อสตรีหรือ?”
“ได้ยินว่านางเดินทางเพียงลำพัง การแต่งกายเป็บุรุษย่อมปลอดภัยกว่า” แม่นมเหมยกุ้ยยื่นมือไปรินน้ำชาให้ “อีกอย่าง ผู้อื่นเห็นว่าท่านแม่ทัพพิทักษ์บูรพาอุ้มคนเจ็บเข้ามารักษาด้วยตนเอง ข้าเกรงว่าผู้อื่นจะเอาไปร่ำลือว่าท่านนิยมชื่นชอบบุรุษด้วยกัน ข้าจึงคิดว่านางแต่งกายเป็หญิงจะเหมาะสมที่สุด”
“แค่กๆๆ” หลัวหลิวหยางสำลักขนมเปี๊ยะ แม่นมเหมยกุ้ยรีบลุกขึ้นมาลูบหลังให้
“โตแล้วเหตุใดทำตัวเป็เด็กเช่นนี้”
หลัวหลิวหยางคว้าน้ำชามาดื่ม จะไม่ให้สำลักขนมเปี๊ยะได้อย่างไร เขาไม่คิดว่าแม่นมเหมยกุ้ยจะเป็กังวลเื่เขาถึงเพียงนี้ นั้นสินะ เป็ทั้งแม่ทัพพิทักษ์บูรพา เป็ทั้งบุรุษผู้มีดวงกินภรรยา แล้วจะยังเป็บุรุษที่กินบุรุษด้วยกันอีก ช่างเป็บุรุษที่น่าริษยาเสียจริง
“ช่างเถิด แม่นมช่วยสั่งคนให้อุ่นสุราส่งไปยังเรือนของข้าก็แล้วกัน”
“ได้เ้าค่ะ”
“ไม่ได้กลับจวนหลายวัน ข้าเดินเล่นสักครู่จะกลับเข้าไป”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วก้าวยาวๆ ออกจากห้องหนังสือที่ใช้เป็ห้องทำงาน ทั้งที่คิดว่าจะเดินเล่น แต่สองเท้ากลับพาเดินมาที่เรือนรับรองที่สตรีแปลกหน้าผู้นั้นพำนักอยู่ ทหารยามทำความเคารพเขา ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับแล้วตัดสินใจผลักบานประตูเข้ามาด้านใน
