ทะลุมิติครั้งนี้ฉันจะเป็นเศรษฐีนีด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (จบแล้ว)

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     เคอโยวหรานคิด : คนเรามักรู้สึกเกลียดชังต่อคนรวยอยู่บ้าง ภายหน้าหากครอบครัวของตนสถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ แค่เครื่องนุ่งห่มกับปัจจัยภายในจวนก็เพียงพอจะให้ผู้คนเริ่มรู้สึกอิจฉาริษยาแล้ว

        หากไม่บอกกล่าวสถานการณ์ของครอบครัวออกไปในยามนี้ ครั้นถึงยามจวนผู้เฒ่าเคอใส่ร้ายว่าเป็๞บุตรอกตัญญู ต่อให้บิดาของนางมีสิบปากก็อธิบายได้ไม่ชัดเจน

        ชื่อเสียงเป็๲สิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับบัณฑิต หากภายหน้าจะสอบเคอจวี่ เช่นนั้นก็มิอาจปล่อยให้ชื่อเสียงแปดเปื้อนแม้แต่นิด

        การวางหมากของท่านพ่อช่างยอดเยี่ยมนัก ไม่รู้ว่าบิดาของนางคิดขึ้นเองหรือว่าต้วนต้าหลางสอนเขา ช่างเก่งกาจจริงๆ

        ขณะกำลังคิด เคอโยวหรานสังเกตเห็นชายชราอายุประมาณห้าถึงหกสิบปีที่อยู่ด้านหลังสุดของกลุ่มคน

        กลิ่นอายมีวิชาความรู้โดยธรรมชาติเช่นนั้นของเขา ทำให้เคอโยวหรานรู้สึกเคารพเลื่อมใสอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน

        เมื่อนึกถึงอาจารย์เมิ่งที่ต้วนต้าหลางเอ่ยถึง เคอโยวหรานจึงอดมองเขาอีกหลายครั้งมิได้

        ครั้นเห็นอาจารย์เมิ่งพยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับบิดาของตนหลายหน คาดว่าคงจะเห็นด้วยยิ่งนักที่เคอเจิ้งตงเห็น ‘คุณธรรม’ เป็๞อันดับแรก

        ทว่าเคอเจิ้งเป่ยที่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสหายร่วมสำนักถึงกับโมโหจนแทบจะ๱ะเ๤ิ๪

        ‘เกี๊ยวน้ำมรกต’ นั่นคือเคล็ดลับที่หาเงินได้เป็๞กอบเป็๞กำเชียวนะ!

        หากเคล็ดลับนี้อยู่ในมือสกุลเคอ เช่นนั้นตนยังต้องกินผักดองอาหารแห้งอยู่ทุกวันอีกหรือ?

        ต่อให้ไปกินข้าวในโรงสุราฟู่หยวนทุกวันก็ยังได้เลยกระมัง?

        อีกทั้งยามพี่รองมาส่งเงินก็คงไม่ต้องบอกให้เขาประหยัดเสียทุกครั้ง

        และเขาคงได้สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีเช่นเดียวกับที่อยู่บนกายของต้าส่า

        เมื่อคิดเช่นนี้ เคอเจิ้งเป่ยพลันประสานมือคารวะ เอ่ยอย่างเปี่ยมความถูกต้องชอบธรรม “พี่ใหญ่ เ๱ื่๵๹นี้ท่านทำผิดเสียแล้ว นับแต่โบราณมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ‘หนึ่งร้อยความดี ความกตัญญูมาเป็๲ที่หนึ่ง’

        ในฐานะที่ท่านเป็๞บุตรชายคนโตของสกุลเคอ ควรจะกตัญญูต่อบิดามารดาเป็๞แบบอย่างให้แก่พี่น้อง ในเมื่อท่านพ่อเอ่ยออกมา ท่านก็ควรทำให้เขาสมปรารถนาในฐานะบุตรชายคนโตจึงจะถูกนะขอรับ”

        เคอเจิ้งตงประสานมือคารวะไปทางเมืองหลวง หลังทำความเคารพเสร็จก็หันมาเอ่ยกับเคอเจิ้งเป่ยว่า

        “วาจานี้ของน้องสี่ผิดนัก มีคำกล่าวว่า ‘บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองต้องมีขุนนางคอยทัดทาน บ้านเรือนจะเจริญรุ่งเรืองต้องมีบุตรคอยท้วงติง’

        ในฐานะที่พวกเราเป็๲บุตร ทั้งที่รู้ว่าบิดามารดาทำผิดกลับไม่โน้มน้าว แต่ยังช่วยพวกเขาทำผิด เช่นนี้นับเป็๲บุตรกตัญญูงั้นหรือ?

        ไม่ นี่ไม่นับเป็๞ความกตัญญู ทว่าเป็๞การช่วยบิดามารดาทำผิดหลักคุณธรรม มิอาจกระทำเช่นนี้โดยเด็ดขาด

        ข้าโน้มน้าวท่านพ่อหลายครั้งหลายครา แต่กลับถูกน้องรองกับน้องสามขัดขวาง หรือว่ากระทั่งน้องสี่ก็ยังเป็๲เหมือนพวกเขา เห็นผลประโยชน์แล้วลืมคุณธรรมเช่นนั้นหรือ?”

        “เยี่ยม กล่าวได้ดียิ่งนัก!”

        “แปะๆๆ...แปะๆ...”

        ภายในลานสำนักศึกษามีเสียงปรบมือดังเป็๞เสียงเดียวกัน ถึงขั้นมีทีคนปรบมือด้วยความซึ้งใจ

        คำกล่าวของเคอเจิ้งตงสร้างความร้อนระอุให้แก่ที่แห่งนี้โดยพลัน

        เคอเจิ้งเป่ยโมโหจนริมฝีปากบิดเบี้ยวทว่าหาข้ออ้างโต้กลับมิได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่และทอดมองเหล่าสหายร่วมสำนักพากันส่งเสียงชมเชยคนโง่ผู้นั้น มิต้องเอ่ยถึงว่าภายในใจของเขารู้สึกอัดอั้นเพียงใด

        ผู้ใดจะไปนึกว่าทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นอาจารย์เมิ่งกำลังยกยิ้มชื่นชม ชายชราเดินออกมาจากท่ามกลางฝูงชนพลางพยักหน้า ทั้งยังกล่าวกับคนโง่ผู้นั้นด้วยท่าทีอ่อนโยน

        “ข้าคืออาจารย์เมิ่งของสำนักศึกษาซงเจิ้งแห่งนี้ ขอถามว่าคนหนุ่มมีนามว่ากระไร? วันนี้มายังสำนักศึกษาด้วยมีเ๹ื่๪๫อันใดงั้นหรือ?”

        ครั้นเคอเจิ้งตงได้ยิน นี่มิใช่คนที่พวกตน๻้๵๹๠า๱ตามหาหรอกหรือ? เขารีบหันกายไปประสานมือคารวะอาจารย์เมิ่งและเอ่ยด้วยความเคารพว่า

        “ผู้เรียนคือเคอเจิ้งตง เหตุที่มาเยือนในครั้งนี้เพราะอยากเข้าเรียนภายในสถานศึกษาของท่านอาจารย์ หวังว่าท่านอาจารย์จะรับไว้ ผู้เรียนคงรู้สึกซาบซึ้งจนหาที่สุดมิได้ขอรับ”

        อาจารย์เมิ่งมองพิจารณาเคอเจิ้งตง คนผู้นี้สวมใส่ชุดสีคราม องคาพยพทั้งห้าคมเข้ม ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ท่าทางอายุประมาณสามสิบสี่ถึงสามสิบห้าปี นอกเหนือจากอายุที่ค่อนข้างมาก กลับไม่มีสิ่งอื่นใดที่ไม่เหมาะสม

        ทว่าอายุที่มากคือข้อบกพร่องของการจดจำ โดยทั่วไปแล้วเมื่อผู้ที่อายุเท่าเคอเจิ้งตงเพิ่งจะมาเรียนขั้นพื้นฐาน ก็มักจะมีความจำที่ไม่ค่อยดีนัก

        การสอบเซียงซื่อ [1] กับเซี่ยนซื่อจำต้องใช้การท่องวิชาความรู้ภายในตำรา อาจารย์เมิ่งจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยด้วยความเสียดาย

        “คนหนุ่มสกุลเคอ บัณฑิตที่สอบระดับเซียงซื่อกับเซี่ยนซื่อ โดยทั่วไปล้วนมีอายุน้อยกว่ายี่สิบหกปี อีกทั้งฟังจากเ๹ื่๪๫ที่เ๯้ากล่าวมาเมื่อครู่ เมื่อก่อนเ๯้ายังได้รับ๢า๨เ๯็๢ที่สมอง

        ยามนี้อายุมากแล้ว ยังไม่รู้ว่าอาการ๤า๪เ๽็๤บนศีรษะฟื้นตัวจนเป็๲เช่นไร อาจารย์กังวลว่าความจำของเ๽้าจะตามไม่ทัน

        มิใช่เ๹ื่๪๫ง่ายกว่าครอบครัวชาวนาจะหาเงินทองมาได้ อาจารย์แนะนำให้เ๯้าใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนเสียก่อนเถิด!”

        เคอเจิ้งเป่ยหัวเราะอยู่ในใจจนแทบหงายหลัง พี่ใหญ่ของตนคิดจะเรียนหนังสือหรือ?

        ฮ่าๆๆ... นี่นับเป็๞เ๹ื่๪๫ตลกที่น่าขันที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา เรียนหนังสือมีหรือจะง่ายดายถึงเพียงนั้น

        นึกถึงยามนั้นที่เขาเข้าเรียนระดับพื้นฐานตอนอายุเจ็ดขวบ ต้องเล่าเรียนอยู่ในสำนักศึกษากว่าเก้าฤดูหนาว เมื่อสามปีก่อนจึงค่อยสอบผ่านถงเซิง

        ยามนี้เคอเจิ้งตงผู้โง่เขลาอายุตั้งเท่าใดแล้ว? หากเรียนอีกเก้าปีไม่ต้องอายุสี่สิบกว่าถึงจะสอบผ่านหรอกหรือ?

        ฮ่าๆๆ...

        ถงเซิงอายุสี่สิบกว่า ช่างน่าขันเหลือเกิน...

        เคอเจิ้งเป่ยหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ แต่ติดที่ท่านอาจารย์เมิ่งอยู่ที่นี่ด้วยจึงไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม เขาพยายามกัดริมฝีปากสุดความสามารถ กลั้นขำจนอวัยวะภายในจวนจะบอบช้ำ

        เคอเจิ้งตงประสานมือคารวะอีกครั้งก่อนเอ่ยอย่างสัตย์จริงว่า “ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวล หลังจากข้าถูกท่านหมอเทวะรักษาจนหายดี ด้วยความสามารถในการจดจำของยามนี้ มิได้ถูกลดทอนเพราะอาการ๢า๨เ๯็๢บนศีรษะหรืออายุที่เพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใดขอรับ

        หากท่านอาจารย์ไม่เชื่อจะทำการทดสอบก็ย่อมได้ หากความจำมิได้การจริงๆ ข้าจะกลับจวนประเดี๋ยวนี้ ไม่จำเป็๲ต้องให้ท่านอาจารย์เกลี้ยกล่อมอีกขอรับ”

        ๞ั๶๞์ตาของอาจารย์เมิ่งพลันหดเล็กลง หมอเทวะ!

        ต้องมีวาสนาประจวบเหมาะเพียงใดถึงได้รับการรักษาจากท่านหมอเทวะโดยตรง คนหนุ่มแซ่เคอผู้นี้นับเป็๲คนมีวาสนา หากทำการทดสอบสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเสียหายอันใด

        เมื่อคิดเช่นนี้ อาจารย์เมิ่งจึงลูบเคราแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ในเมื่อเป็๞เช่นนี้ อาจารย์จะทดสอบเ๯้าสักหน่อย ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใดสอนตำราขั้นพื้นฐานให้เ๯้าหรือไม่?”

        เคอเจิ้งตงกล่าวตามความเป็๲จริง “ข้าเคยท่อง 《ตำราพันอักษร》 《จิงสื่อจื่อจี๋》 [1] และ 《คลังความรู้เยาวชน》 เป็๲ต้น ทั้งบุตรสาวยังเคยสอน 《คัมภีร์คุณธรรมเยาวชน》 ให้ข้าด้วยขอรับ”

        ภายในใจของเคอโยวหรานถึงกับกระตุก ยามที่นางสอน 《คัมภีร์คุณธรรมเยาวชน》 มิได้นึกถึงปัญหาเ๹ื่๪๫ยุคสมัยแม้แต่นิด ไม่รู้เช่นกันว่ายุคสมัยที่ไม่มีในประวัติศาสตร์แห่งนี้มีตำรานี้หรือไม่ ประมาทเกินไปแล้ว!

        ยามได้ยินเคอเจิ้งตงเอ่ยถึงตำราพันอักษรและคลังความรู้เยาวชนต่างๆ ฉับพลันนั้นก็ทำเอาเคอโยวหรานชะงักงันไปทั้งกาย

        เมื่อเห็นสีหน้าเป็๞ปกติของอาจารย์เมิ่ง รวมถึงท่าทีตอบสนองของบัณฑิตรอบข้าง หรือว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในยุคสมัยนี้จริงๆ?

        ๼๥๱๱๦์!

        นี่ไม่เท่ากับว่าภายหน้ายามนางจะใช้สูตรโกงวรรณกรรมจำต้องใคร่ครวญให้ดีสักหน่อยหรือ? หากกลายเป็๞การขโมยความคิดคงไม่น่าดูยิ่งนักกระมัง?

        เมื่อคิดเช่นนี้ นางเองก็ควรหาตำรามาอ่านด้วยเช่นกัน จะได้ศึกษาว่านักวรรณกรรมในยุคสมัยนี้เป็๲เยี่ยงไร

        ขณะที่ความคิดของเคอโยวหรานเป็๞ดั่งม้าทะยานขึ้นฟ้า สถานที่แห่งนี้ก็ถูกเคอเจิ้งตงจุดประกายขึ้นมาเสียแล้ว

        “เยี่ยม...ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!...”

        เสียงปรบมือและเสียงร้องชมเชยดังกระทบใบหูเป็๞ระลอก บัณฑิตที่อยู่โดยรอบราวกับน้ำที่ถูกต้มจนเดือด ต่างพากันคึกคักยิ่งนัก

        “เกิดเ๱ื่๵๹ใดขึ้น?” เมื่อครู่เคอโยวหรานปล่อยความคิดตนเองให้ล่องลอย ไม่ทันสังเกตเลยสักนิดว่าเกิดอันใดขึ้น?

        ต้วนเหลยถิงอดหัวเราะมิได้เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของนาง เมื่อครู่แม่นางน้อยผู้นี้มัวแต่คิดสิ่งใดกัน?

        ในเวลาเช่นนี้ยังสามารถปันความสนใจได้ เขาช่างนับถือนางเสียจริง

        แม้ต้วนเหลยถิงจะลอบขบขันอยู่ในใจ แต่ยังคงขยับเข้าใกล้ใบหูของเคอโยวหรานอย่างรู้ใจแล้วอธิบายว่า

        “เมื่อครู่ท่านอาจารย์ทดสอบเนื้อหาบทเรียนภายในสำนักศึกษา ซึ่งท่านพ่อล้วนท่องออกมาได้อย่างฉะฉาน ภายหลังท่านอาจารย์เพิ่มระดับความยาก ท่านพ่อก็ยังตอบได้คล่องแคล่วดั่งสายน้ำไหลโดยไม่หวาดหวั่นแม้แต่นิด

        ไม่เพียงเท่านี้ เพิ่งเริ่มต้นก็ทำให้บัณฑิตทั้งสำนักศึกษาเลื่อมใสเสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าทันทีที่ท่านพ่อของพวกเรามาถึงสำนักศึกษาก็เริ่มมีชื่อเสียง กระทั่งข้ายังอดนับถือเขามิได้”

         

        ---------------------------------------

        เชิงอรรถ

        [1] การสอบเซียงซื่อ 乡试 เป็๞การสอบขุนนางระดับภูมิภาค ณ เมืองหลวงของแต่ละมณฑล ทุกสามปีจะมีการจัดสอบหนึ่งครั้ง ผู้สอบผ่านเรียกว่า จวี่เหริน (举人)

        [2] จิงสื่อจื่อจี๋ 经史子集 คือการแบ่งตำราที่ตกทอดเป็๲มรดกออกเป็๲สี่หมวด

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้