เคอโยวหรานคิด : คนเรามักรู้สึกเกลียดชังต่อคนรวยอยู่บ้าง ภายหน้าหากครอบครัวของตนสถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ แค่เครื่องนุ่งห่มกับปัจจัยภายในจวนก็เพียงพอจะให้ผู้คนเริ่มรู้สึกอิจฉาริษยาแล้ว
หากไม่บอกกล่าวสถานการณ์ของครอบครัวออกไปในยามนี้ ครั้นถึงยามจวนผู้เฒ่าเคอใส่ร้ายว่าเป็บุตรอกตัญญู ต่อให้บิดาของนางมีสิบปากก็อธิบายได้ไม่ชัดเจน
ชื่อเสียงเป็สิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับบัณฑิต หากภายหน้าจะสอบเคอจวี่ เช่นนั้นก็มิอาจปล่อยให้ชื่อเสียงแปดเปื้อนแม้แต่นิด
การวางหมากของท่านพ่อช่างยอดเยี่ยมนัก ไม่รู้ว่าบิดาของนางคิดขึ้นเองหรือว่าต้วนต้าหลางสอนเขา ช่างเก่งกาจจริงๆ
ขณะกำลังคิด เคอโยวหรานสังเกตเห็นชายชราอายุประมาณห้าถึงหกสิบปีที่อยู่ด้านหลังสุดของกลุ่มคน
กลิ่นอายมีวิชาความรู้โดยธรรมชาติเช่นนั้นของเขา ทำให้เคอโยวหรานรู้สึกเคารพเลื่อมใสอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน
เมื่อนึกถึงอาจารย์เมิ่งที่ต้วนต้าหลางเอ่ยถึง เคอโยวหรานจึงอดมองเขาอีกหลายครั้งมิได้
ครั้นเห็นอาจารย์เมิ่งพยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับบิดาของตนหลายหน คาดว่าคงจะเห็นด้วยยิ่งนักที่เคอเจิ้งตงเห็น ‘คุณธรรม’ เป็อันดับแรก
ทว่าเคอเจิ้งเป่ยที่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสหายร่วมสำนักถึงกับโมโหจนแทบจะะเิ
‘เกี๊ยวน้ำมรกต’ นั่นคือเคล็ดลับที่หาเงินได้เป็กอบเป็กำเชียวนะ!
หากเคล็ดลับนี้อยู่ในมือสกุลเคอ เช่นนั้นตนยังต้องกินผักดองอาหารแห้งอยู่ทุกวันอีกหรือ?
ต่อให้ไปกินข้าวในโรงสุราฟู่หยวนทุกวันก็ยังได้เลยกระมัง?
อีกทั้งยามพี่รองมาส่งเงินก็คงไม่ต้องบอกให้เขาประหยัดเสียทุกครั้ง
และเขาคงได้สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีเช่นเดียวกับที่อยู่บนกายของต้าส่า
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอเจิ้งเป่ยพลันประสานมือคารวะ เอ่ยอย่างเปี่ยมความถูกต้องชอบธรรม “พี่ใหญ่ เื่นี้ท่านทำผิดเสียแล้ว นับแต่โบราณมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ‘หนึ่งร้อยความดี ความกตัญญูมาเป็ที่หนึ่ง’
ในฐานะที่ท่านเป็บุตรชายคนโตของสกุลเคอ ควรจะกตัญญูต่อบิดามารดาเป็แบบอย่างให้แก่พี่น้อง ในเมื่อท่านพ่อเอ่ยออกมา ท่านก็ควรทำให้เขาสมปรารถนาในฐานะบุตรชายคนโตจึงจะถูกนะขอรับ”
เคอเจิ้งตงประสานมือคารวะไปทางเมืองหลวง หลังทำความเคารพเสร็จก็หันมาเอ่ยกับเคอเจิ้งเป่ยว่า
“วาจานี้ของน้องสี่ผิดนัก มีคำกล่าวว่า ‘บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองต้องมีขุนนางคอยทัดทาน บ้านเรือนจะเจริญรุ่งเรืองต้องมีบุตรคอยท้วงติง’
ในฐานะที่พวกเราเป็บุตร ทั้งที่รู้ว่าบิดามารดาทำผิดกลับไม่โน้มน้าว แต่ยังช่วยพวกเขาทำผิด เช่นนี้นับเป็บุตรกตัญญูงั้นหรือ?
ไม่ นี่ไม่นับเป็ความกตัญญู ทว่าเป็การช่วยบิดามารดาทำผิดหลักคุณธรรม มิอาจกระทำเช่นนี้โดยเด็ดขาด
ข้าโน้มน้าวท่านพ่อหลายครั้งหลายครา แต่กลับถูกน้องรองกับน้องสามขัดขวาง หรือว่ากระทั่งน้องสี่ก็ยังเป็เหมือนพวกเขา เห็นผลประโยชน์แล้วลืมคุณธรรมเช่นนั้นหรือ?”
“เยี่ยม กล่าวได้ดียิ่งนัก!”
“แปะๆๆ...แปะๆ...”
ภายในลานสำนักศึกษามีเสียงปรบมือดังเป็เสียงเดียวกัน ถึงขั้นมีทีคนปรบมือด้วยความซึ้งใจ
คำกล่าวของเคอเจิ้งตงสร้างความร้อนระอุให้แก่ที่แห่งนี้โดยพลัน
เคอเจิ้งเป่ยโมโหจนริมฝีปากบิดเบี้ยวทว่าหาข้ออ้างโต้กลับมิได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่และทอดมองเหล่าสหายร่วมสำนักพากันส่งเสียงชมเชยคนโง่ผู้นั้น มิต้องเอ่ยถึงว่าภายในใจของเขารู้สึกอัดอั้นเพียงใด
ผู้ใดจะไปนึกว่าทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นอาจารย์เมิ่งกำลังยกยิ้มชื่นชม ชายชราเดินออกมาจากท่ามกลางฝูงชนพลางพยักหน้า ทั้งยังกล่าวกับคนโง่ผู้นั้นด้วยท่าทีอ่อนโยน
“ข้าคืออาจารย์เมิ่งของสำนักศึกษาซงเจิ้งแห่งนี้ ขอถามว่าคนหนุ่มมีนามว่ากระไร? วันนี้มายังสำนักศึกษาด้วยมีเื่อันใดงั้นหรือ?”
ครั้นเคอเจิ้งตงได้ยิน นี่มิใช่คนที่พวกตน้าตามหาหรอกหรือ? เขารีบหันกายไปประสานมือคารวะอาจารย์เมิ่งและเอ่ยด้วยความเคารพว่า
“ผู้เรียนคือเคอเจิ้งตง เหตุที่มาเยือนในครั้งนี้เพราะอยากเข้าเรียนภายในสถานศึกษาของท่านอาจารย์ หวังว่าท่านอาจารย์จะรับไว้ ผู้เรียนคงรู้สึกซาบซึ้งจนหาที่สุดมิได้ขอรับ”
อาจารย์เมิ่งมองพิจารณาเคอเจิ้งตง คนผู้นี้สวมใส่ชุดสีคราม องคาพยพทั้งห้าคมเข้ม ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ท่าทางอายุประมาณสามสิบสี่ถึงสามสิบห้าปี นอกเหนือจากอายุที่ค่อนข้างมาก กลับไม่มีสิ่งอื่นใดที่ไม่เหมาะสม
ทว่าอายุที่มากคือข้อบกพร่องของการจดจำ โดยทั่วไปแล้วเมื่อผู้ที่อายุเท่าเคอเจิ้งตงเพิ่งจะมาเรียนขั้นพื้นฐาน ก็มักจะมีความจำที่ไม่ค่อยดีนัก
การสอบเซียงซื่อ [1] กับเซี่ยนซื่อจำต้องใช้การท่องวิชาความรู้ภายในตำรา อาจารย์เมิ่งจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยด้วยความเสียดาย
“คนหนุ่มสกุลเคอ บัณฑิตที่สอบระดับเซียงซื่อกับเซี่ยนซื่อ โดยทั่วไปล้วนมีอายุน้อยกว่ายี่สิบหกปี อีกทั้งฟังจากเื่ที่เ้ากล่าวมาเมื่อครู่ เมื่อก่อนเ้ายังได้รับาเ็ที่สมอง
ยามนี้อายุมากแล้ว ยังไม่รู้ว่าอาการาเ็บนศีรษะฟื้นตัวจนเป็เช่นไร อาจารย์กังวลว่าความจำของเ้าจะตามไม่ทัน
มิใช่เื่ง่ายกว่าครอบครัวชาวนาจะหาเงินทองมาได้ อาจารย์แนะนำให้เ้าใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนเสียก่อนเถิด!”
เคอเจิ้งเป่ยหัวเราะอยู่ในใจจนแทบหงายหลัง พี่ใหญ่ของตนคิดจะเรียนหนังสือหรือ?
ฮ่าๆๆ... นี่นับเป็เื่ตลกที่น่าขันที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา เรียนหนังสือมีหรือจะง่ายดายถึงเพียงนั้น
นึกถึงยามนั้นที่เขาเข้าเรียนระดับพื้นฐานตอนอายุเจ็ดขวบ ต้องเล่าเรียนอยู่ในสำนักศึกษากว่าเก้าฤดูหนาว เมื่อสามปีก่อนจึงค่อยสอบผ่านถงเซิง
ยามนี้เคอเจิ้งตงผู้โง่เขลาอายุตั้งเท่าใดแล้ว? หากเรียนอีกเก้าปีไม่ต้องอายุสี่สิบกว่าถึงจะสอบผ่านหรอกหรือ?
ฮ่าๆๆ...
ถงเซิงอายุสี่สิบกว่า ช่างน่าขันเหลือเกิน...
เคอเจิ้งเป่ยหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ แต่ติดที่ท่านอาจารย์เมิ่งอยู่ที่นี่ด้วยจึงไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม เขาพยายามกัดริมฝีปากสุดความสามารถ กลั้นขำจนอวัยวะภายในจวนจะบอบช้ำ
เคอเจิ้งตงประสานมือคารวะอีกครั้งก่อนเอ่ยอย่างสัตย์จริงว่า “ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวล หลังจากข้าถูกท่านหมอเทวะรักษาจนหายดี ด้วยความสามารถในการจดจำของยามนี้ มิได้ถูกลดทอนเพราะอาการาเ็บนศีรษะหรืออายุที่เพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใดขอรับ
หากท่านอาจารย์ไม่เชื่อจะทำการทดสอบก็ย่อมได้ หากความจำมิได้การจริงๆ ข้าจะกลับจวนประเดี๋ยวนี้ ไม่จำเป็ต้องให้ท่านอาจารย์เกลี้ยกล่อมอีกขอรับ”
ั์ตาของอาจารย์เมิ่งพลันหดเล็กลง หมอเทวะ!
ต้องมีวาสนาประจวบเหมาะเพียงใดถึงได้รับการรักษาจากท่านหมอเทวะโดยตรง คนหนุ่มแซ่เคอผู้นี้นับเป็คนมีวาสนา หากทำการทดสอบสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเสียหายอันใด
เมื่อคิดเช่นนี้ อาจารย์เมิ่งจึงลูบเคราแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ในเมื่อเป็เช่นนี้ อาจารย์จะทดสอบเ้าสักหน่อย ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใดสอนตำราขั้นพื้นฐานให้เ้าหรือไม่?”
เคอเจิ้งตงกล่าวตามความเป็จริง “ข้าเคยท่อง 《ตำราพันอักษร》 《จิงสื่อจื่อจี๋》 [1] และ 《คลังความรู้เยาวชน》 เป็ต้น ทั้งบุตรสาวยังเคยสอน 《คัมภีร์คุณธรรมเยาวชน》 ให้ข้าด้วยขอรับ”
ภายในใจของเคอโยวหรานถึงกับกระตุก ยามที่นางสอน 《คัมภีร์คุณธรรมเยาวชน》 มิได้นึกถึงปัญหาเื่ยุคสมัยแม้แต่นิด ไม่รู้เช่นกันว่ายุคสมัยที่ไม่มีในประวัติศาสตร์แห่งนี้มีตำรานี้หรือไม่ ประมาทเกินไปแล้ว!
ยามได้ยินเคอเจิ้งตงเอ่ยถึงตำราพันอักษรและคลังความรู้เยาวชนต่างๆ ฉับพลันนั้นก็ทำเอาเคอโยวหรานชะงักงันไปทั้งกาย
เมื่อเห็นสีหน้าเป็ปกติของอาจารย์เมิ่ง รวมถึงท่าทีตอบสนองของบัณฑิตรอบข้าง หรือว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในยุคสมัยนี้จริงๆ?
์!
นี่ไม่เท่ากับว่าภายหน้ายามนางจะใช้สูตรโกงวรรณกรรมจำต้องใคร่ครวญให้ดีสักหน่อยหรือ? หากกลายเป็การขโมยความคิดคงไม่น่าดูยิ่งนักกระมัง?
เมื่อคิดเช่นนี้ นางเองก็ควรหาตำรามาอ่านด้วยเช่นกัน จะได้ศึกษาว่านักวรรณกรรมในยุคสมัยนี้เป็เยี่ยงไร
ขณะที่ความคิดของเคอโยวหรานเป็ดั่งม้าทะยานขึ้นฟ้า สถานที่แห่งนี้ก็ถูกเคอเจิ้งตงจุดประกายขึ้นมาเสียแล้ว
“เยี่ยม...ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!...”
เสียงปรบมือและเสียงร้องชมเชยดังกระทบใบหูเป็ระลอก บัณฑิตที่อยู่โดยรอบราวกับน้ำที่ถูกต้มจนเดือด ต่างพากันคึกคักยิ่งนัก
“เกิดเื่ใดขึ้น?” เมื่อครู่เคอโยวหรานปล่อยความคิดตนเองให้ล่องลอย ไม่ทันสังเกตเลยสักนิดว่าเกิดอันใดขึ้น?
ต้วนเหลยถิงอดหัวเราะมิได้เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของนาง เมื่อครู่แม่นางน้อยผู้นี้มัวแต่คิดสิ่งใดกัน?
ในเวลาเช่นนี้ยังสามารถปันความสนใจได้ เขาช่างนับถือนางเสียจริง
แม้ต้วนเหลยถิงจะลอบขบขันอยู่ในใจ แต่ยังคงขยับเข้าใกล้ใบหูของเคอโยวหรานอย่างรู้ใจแล้วอธิบายว่า
“เมื่อครู่ท่านอาจารย์ทดสอบเนื้อหาบทเรียนภายในสำนักศึกษา ซึ่งท่านพ่อล้วนท่องออกมาได้อย่างฉะฉาน ภายหลังท่านอาจารย์เพิ่มระดับความยาก ท่านพ่อก็ยังตอบได้คล่องแคล่วดั่งสายน้ำไหลโดยไม่หวาดหวั่นแม้แต่นิด
ไม่เพียงเท่านี้ เพิ่งเริ่มต้นก็ทำให้บัณฑิตทั้งสำนักศึกษาเลื่อมใสเสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าทันทีที่ท่านพ่อของพวกเรามาถึงสำนักศึกษาก็เริ่มมีชื่อเสียง กระทั่งข้ายังอดนับถือเขามิได้”
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] การสอบเซียงซื่อ 乡试 เป็การสอบขุนนางระดับภูมิภาค ณ เมืองหลวงของแต่ละมณฑล ทุกสามปีจะมีการจัดสอบหนึ่งครั้ง ผู้สอบผ่านเรียกว่า จวี่เหริน (举人)
[2] จิงสื่อจื่อจี๋ 经史子集 คือการแบ่งตำราที่ตกทอดเป็มรดกออกเป็สี่หมวด
