บทที่ 21
ซูว่านฉีเปลี่ยนไปเก่งขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่...
ภายในลานบ้าน ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัด
ซูว่านฉีนั่งอยู่ที่โต๊ะหยกดำ จ้องมองน้ำชาิญญาที่มีไอความร้อนกรุ่นอยู่เบาๆ
นี่คือน้ำชาิญญาที่ต้วนจื่อเหวยนำมาส่งให้ และนับจากวันนั้น เขาก็ไม่เคยขาดส่งเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เนิ่นนานผ่านไป นางยกจอกชาขึ้นจิบเบาๆ ก่อนจะเบือนสายตาออกไป ในใจเริ่มวิเคราะห์การปะทะกับเซี่ยทิงไป๋ในวันนี้อย่างเยือกเย็น
ใน่ไม่กี่วันนี้ เขาได้สืบเื่ราวในอดีตของเ้าของร่างเดิมในสำนักไท่ชิงจนกระจ่างแล้ว ถึงได้ใช้เื่ "ฝ่ายนอก" มาหยั่งเชิงนาง
ท่านเซียนชิงเหยียนดับสูญไปเมื่อร้อยปีก่อน และในตอนนั้นเ้าของร่างเดิมเพิ่งจะได้รับบัว์เหมันต์ทมิฬมาได้ไม่นาน พร์ยังไม่ปรากฏชัด และยังคงเป็เพียงศิษย์ฝ่ายนอก ดังนั้นจุดเชื่อมโยงระหว่างนางกับท่านเซียนย่อมเกิดขึ้นได้เพียงที่ฝ่ายนอกเท่านั้น
และนางย่อมไม่อาจเป็เหมือนศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่นๆ ที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดหรือฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง
ซูว่านฉีค่อยๆ วางจอกชาในมือลง
เดิมทีเ้าของร่างเดิมมีพื้นเพครอบครัวที่ค่อนข้างดีและถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม แต่น่าเสียดายที่ผู้าุโในตระกูลล้มเหลวในการทะลวงผ่านระดับผสานร่าง (เหอถี่) จนเส้นลมปราณแปรปรวน นับแต่นั้นตระกูลก็ตกต่ำลงอย่างสิ้นเชิง ทว่าเ้าของร่างเดิมยังคงมีความทนงตนของลูกหลานตระกูลใหญ่ติดตัวมา ยามอยู่ฝ่ายนอกจึงไม่ค่อยสุงสิงกับศิษย์คนอื่น มักจะไปไหนมาไหนตัวคนเดียวเสมอ และด้วยรากฐานเดิมของตระกูล นางจึงมีของวิเศษติดตัวอยู่บ้าง ทำให้ไม่ถูกใครรังแก ชีวิตจึงไม่ได้ถือว่าลำบากยากเข็ญนัก
ตลอดเวลาร้อยปีที่ผ่านมา ศิษย์ฝ่ายนอกคงจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปไม่น้อย ต่อให้เซี่ยทิงไป๋ไปสืบหาความจริง เขาก็คงหาข้อมูลที่ลึกไปกว่านี้ไม่ได้ หากเขาพบพิรุธจริงๆ ด้วยนิสัยของเขา ย่อมไม่มาหยั่งเชิงนางให้เสียเวลาแบบนี้แน่นอน
คิดได้ดังนั้น ซูว่านฉีก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
ใน่ไม่กี่วันนี้ นางน่าจะไม่ได้ทิ้งช่องโหว่ใดๆ ไว้
นางเก็บทุกความกังวลทิ้งไป ลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องนอน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเซี่ยทิงไป๋ คือการประลองใหญ่ของสำนักในอีกสามวันข้างหน้า
วันต่อมา
เจียงเจ๋อยังคงมาหาซูว่านฉีพร้อมกับกลิ่นอายความหนาวเหน็บเช่นเดิม
ทว่าการประมือครั้งนี้ หลังจากจบลง เขาไม่ได้รอให้นางหลับตาปรับลมปราณเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับโยนขวดโอสถฟื้นฟูพลังปราณอย่างรวดเร็วมาตรงหน้าอย่างเฉยเมย
ซูว่านฉีกลืนโอสถลงไป เพียงสามอึดใจพลังปราณในร่างก็กลับมาเปี่ยมล้นอีกครั้ง
นางไม่ได้พักต่อแม้แต่วินาทีเดียว ชักดาบิญญาออกมาอย่างเงียบเชียบแล้วพุ่งเข้าโจมตีทันที
ดังนั้น... เมื่อต้วนจื่อเหวยประคองอาหาริญญามาที่หน้าประตู ซูว่านฉีก็กำลังซ้อมมือกับเจียงเจ๋ออยู่ เมื่อต้วนจื่อเหวยเดินจากไปอย่างน่าสงสาร ซูว่านฉีก็ยังคงซ้อมมือกับเจียงเจ๋ออยู่ เมื่อเซี่ยทิงไป๋นั่งลงที่โต๊ะหยกดำอย่างผ่อนคลาย ซูว่านฉีก็กำลังซ้อมมือกับเจียงเจ๋ออยู่ และเมื่อเซี่ยทิงไป๋นั่งอยู่ตรงนั้นนานถึงหนึ่งชั่วยาม ซูว่านฉีก็ยังคงซ้อมมือกับเจียงเจ๋อไม่หยุด
จนกระทั่งดวงตะวันลับขอบฟ้า เหลือเพียงคนสองคนในลานบ้าน เจียงเจ๋อจึงค่อยๆ สลายพลังปราณลง
เขาสะบัดมือวูบหนึ่ง ขวดโอสถิญญาก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะหยกดำ น้ำเสียงของเขาเฉยเมย “ปรับลมปราณให้ดี พรุ่งนี้ต่อ”
วันที่สองก็ยังคงเป็เช่นเดิม
ผ่านการเคี่ยวกรำใน่สองวันนี้ ซูว่านฉีรู้สึกว่าเส้นลมปราณของนางขยายกว้างขึ้นไม่น้อย และความเร็วในการฟื้นฟูพลังปราณก็ยิ่งเร็วขึ้น ทุกครั้งที่ถูกบีบจนถึงขีดจำกัด จินตานในร่างของนางจะยิ่งควบแน่นแข็งแกร่งขึ้น ในตอนนี้ นางอยู่ห่างจากระดับจินตานขั้นปลายเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
และแล้ว วันประลองใหญ่ของสำนักก็มาถึงตามกำหนดการ
บนยอดเขาเชียนติ้ง เวทีประลองวรยุทธ์หลายแห่งผุดขึ้นจากพื้นดิน เหนือเวทีประลองเ่าั้ คือแท่นสูงที่ลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ
บนแท่นสูง หนิงเมิ่งหลานเ้าสำนักไท่ชิงยืนอยู่อย่างน่าเกรงขาม ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและสง่างาม ไม่ไกลจากเขา มีผู้าุโใหญ่และผู้าุโรองที่นานๆ ครั้งจะปรากฏตัวยืนอยู่ด้วย
เมื่อเห็นทั้งสองท่าน ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างไม่กล้าเอ่ยปาก แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง หรือว่าผู้าุโทั้งสอง... มีเจตนาจะรับศิษย์ในครั้งนี้?
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เนตรจิตของผู้าุโทั้งสองกำลังจับจ้องอยู่ที่ลูกศิษย์คนหนึ่ง
ซูว่านฉียืนอยู่ในมุมมืด กลิ่นอายรอบกายสงบนิ่งราบเรียบ แต่แฝงด้วยความห่างเหินที่สลัดไม่หลุด ดูแล้วช่างเข้ากับศิษย์คนอื่นๆ รอบตัวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักไท่ชิงต่างรู้เื่ที่ซูว่านฉีลอบทำร้ายเจียงชิวหนิง แต่มีเพียงน้อยคนที่รู้เบื้องลึกเื้ั ศิษย์ที่ร่วมเป็พยานในวันที่ซูว่านฉีมอบบัว์เหมันต์ทมิฬให้เจียงชิวหนิงเพื่อขอขมานั้นมีไม่มาก และพวกเขาก็ถูกหนิงเมิ่งหลานสั่งห้ามพูด จึงไม่อาจเอ่ยอะไรได้ ทำได้เพียงยืนกรานเข้าข้างซูว่านฉีไม่กี่คำยามที่คนอื่นดูถูกนาง
ดังนั้น เมื่อเห็นซูว่านฉีปรากฏตัวที่ยอดเขาเชียนติ้ง แม้จะติดที่กฎสำนักทำให้ไม่มีใครกล้าลงมือ แต่สายตาที่ศิษย์ส่วนใหญ่มองนางนั้นกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจที่คล้ายคลึงกัน คนต่ำช้าเช่นนี้ยังกล้ามาเข้าร่วมการประลองใหญ่อีกงั้นหรือ? ช่างน่าขายหน้าจริงๆ!
ศิษย์หลายคนที่ยืนอยู่ใกล้นางเมื่อเห็นนางหยุดยืน ก็พากันแค่นเสียงเหอะแล้วขยับหนีไปให้ไกลกว่าเดิม
ในขณะที่รอบตัวซูว่านฉีกลายเป็ที่ว่างเปล่า ร่างหนึ่งก็วิ่งเข้าหานางด้วยท่าทางร้อนรน เมื่อหยุดยืนแล้ว นางก็ยื่นมือออกไปช่วยจัดปอยผมที่ข้างขมับให้ซูว่านฉีอย่างเบามือ น้ำเสียงแฝงความกังวลที่สลัดไม่หลุด
“ว่านฉี ตอนนี้ร่างกายเ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
เมื่อศิษย์คนอื่นๆ เห็นชัดว่าผู้ที่มาคือใคร ต่างก็มีสีหน้าบิดเบี้ยวราวกับถูกฟ้าผ่า ทำไมถึงเป็... เจียงชิวหนิง? พวกเขาตื่นเต้นจนเห็นภาพหลอนไปเองใช่ไหม? ซูว่านฉีคือตัวการที่ทำให้นางต้องสลบไสลไปหลายวันเชียวนะ! เจียงชิวหนิงมีจิตใจกว้างขวางขนาดไหนกัน ถึงได้... สนิทสนมเป็กันเองกับนางขนาดนี้?!
เจียงชิวหนิงไม่สนใจสายตาคนอื่นเลยแม้แต่น้อย นางขมวดคิ้วมุ่น ในดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างระมัดระวัง ใน่ที่ผ่านมาซูว่านฉีเฉียดตายมาหลายครั้ง าแจากเข็มเสวียนิครั้งก่อนอย่างน้อยก็ต้องพักฟื้นเป็ครึ่งเดือน แต่นางกลับไม่สนใจาแเ่าั้เลย และเริ่มเดินพลังปราณฝึกฝนั้แ่วันนั้น
ทุกครั้งที่นางไปที่ยอดเขาว่านเจี้ยน ซูว่านฉีก็มักจะฝึกวิชาอย่างมีสมาธิจนไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมอย่างไร เจียงชิวหนิงเผลอมองไปที่มือซ้ายของนางแล้วทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้
แววตาของซูว่านฉีสงบและเปิดเผย นางรอคอยวันนี้มานานแล้ว นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะ คุณหนูเจียงไม่ต้องกังวล”
เจียงชิวหนิงเป็คนละเอียดอ่อน นางััได้รางๆ ว่าซูว่านฉีในวันนี้ ดูจะมีความ... มั่นคง มากกว่าเมื่อก่อน? ความสงสัยเล็กๆ ผุดขึ้นในใจนาง แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลอย่างรวดเร็ว
ในการประลองใหญ่นั้นเต็มไปด้วยอันตราย แถมยังไม่อนุญาตให้พกของวิเศษป้องกันตัวใดๆ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา... คิดได้ดังนั้น เจียงชิวหนิงยิ่งขมวดคิ้วแน่น นางตัดสินใจโดยไม่ลังเล จะอยู่ดูการประลองรอบแรกของซูว่านฉีที่นี่
ส่วนฉู่ชิงชวน... ก็แค่รอบแรกเท่านั้น ด้วยวรยุทธ์และความสามารถของเขา คงไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน
ทันใดนั้น ต้วนจื่อเหวยผู้โอหังและไม่เห็นหัวใครในสำนักไท่ชิง ก็วิ่งปร๋อมาหาซูว่านฉี แววตาฉายความสนิทสนมและห่วงใยอย่างที่หาได้ยาก
ผ่านไปครึ่งอึดใจ เ้าเขาว่านเจี้ยนหลังจากปลอบใจศิษย์สายตรงเสร็จ ก็เดินมาหาซูว่านฉีด้วยสีหน้าเมตตาเพื่อกำชับจุดสำคัญของการประลอง
ผ่านไปอีกครึ่งอึดใจ ผู้าุโเจ็ดที่เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยว ก็มาหยุดยืนอยู่ข้างกายซูว่านฉีเช่นกัน
ที่ว่างรอบตัวซูว่านฉีที่ศิษย์คนอื่นเว้นไว้ ถูกคนเหล่านี้เข้ามาจับจองจนเต็ม ศิษย์สำนักไท่ชิงคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนจากความตกตะลึงบิดเบี้ยวในตอนแรก กลายเป็ความตายซากมึนตึบในตอนนี้
พวกเขาคิดอย่างเลื่อนลอยว่า หรือว่าความจำของพวกเขาจะผิดพลาด? ซูว่านฉีไม่ใช่คนร้ายที่ทำร้ายเจียงชิวหนิง แต่เป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเจียงชิวหนิงงั้นหรือ?
ภายในหอสังเกตการณ์ของยอดเขาเชียนติ้ง
เจียงเจ๋อยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง มองดูผู้คนที่มารวมตัวกันรอบตัวซูว่านฉีมากขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลิ่นอายความหนาวเหน็บรอบกายยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ไม่ใช่แค่คนเหล่านี้ แต่รวมถึงเนตรจิตของผู้าุโทั้งสองบนแท่นสูงที่จับจ้องนางด้วย ทุกอย่างทำให้เขารู้สึกขวางหูขวางตา
เมื่อััได้ถึงอารมณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในใจ เจียงเจ๋อก็แค่นหัวเราะเบาๆ แล้วเบือนสายตาออกอย่างเฉยเมย เป็ถึงเซียน กลับมารวมกลุ่มเอะอะรบกวนผู้อื่น ช่างไร้ระเบียบแบบแผนสิ้นดี
หลังจากที่หนิงเมิ่งหลานเ้าสำนักไท่ชิงชี้แจงข้อควรระวังเสร็จสิ้น เสาแสงิญญาขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงิญญานับไม่ถ้วนกระจายตัวออกจากเสาแสงนั้น พุ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าศิษย์ทุกคนที่เข้าร่วมการประลอง
ซูว่านฉียื่นมือออกไปรับจุดแสงนั้น เมื่อเห็นตัวอักษรที่ปรากฏขึ้น นางก็พึมพำแ่เบา “เวทีประลอง เจ็ด”
เมื่อได้ยินเสียงของนาง เจียงชิวหนิงก็ขมวดคิ้วมองไปยังเวทีประลองหมายเลขเจ็ด การประลองรอบแรกเป็การตะลุมบอนสิบคน ผู้ชนะจะได้เลื่อนขั้น ในตอนนี้บนเวทีมีศิษย์ขึ้นไปยืนรออยู่แล้วสามคน เจียงชิวหนิงมองดูร่างบนเวทีเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงขมวดคิ้วมุ่น นางยังไม่ทันได้พูดอะไร ซูว่านฉีก็ทะยานขึ้นสู่เวทีประลองไปเสียแล้ว
เมื่อคนครบสิบคน ม่านพลังป้องกันสีทองอ่อนก็พุ่งขึ้นรอบเวทีหมายเลขเจ็ด นอกจากยอดเซียนไม่กี่คนแล้ว ไม่มีใครสามารถเข้าไปรบกวนการประลองภายในได้ ซูว่านฉีกวาดสายตามองศิษย์ทั้งเก้าคนบนเวทีอย่างเฉยเมย จนไปหยุดอยู่ที่ร่างในชุดคลุมสีเขียวที่มีใบหน้าหมดจด พลังปราณบนตัวคนผู้นี้เปี่ยมล้นที่สุด
ในขณะที่นางกำลังยื่นมือไปแตะดาบิญญาที่ข้างกาย ทันใดนั้นนางก็ััได้ถึงแรงสั่นะเืของพลังปราณที่แ่เบาอย่างยิ่งมาจากใต้ดิน ยามที่ซ้อมมือกับเจียงเจ๋อ บางครั้งเขามักจะซ่อนกลิ่นอายพลังปราณไว้อย่างมิดชิด ทำให้นางต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการััแรงสั่นะเืที่แ่เบานั้น ยังดีที่นางผ่านกาลเวลามาถึงสองชาติ ทำให้เนตรจิตแข็งแกร่ง การััพลังปราณสำหรับนางที่แม้ตอนแรกจะยากเย็น แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็สัญชาตญาณไปแล้ว
ในเสี้ยววินาทีที่พลังปราณกำลังจะพุ่งพ้นดิน นางก็ชักดาบออกมาพร้อมกับถอยหลังไปสองก้าว หลบการโจมตีนี้ได้อย่างสง่างาม ในขณะเดียวกัน รอบตัวนางก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ศิษย์เจ็ดคนแม้จะใช้พลังปราณคุ้มครองร่างแล้ว แต่ก็ยังถูกต้นหนามทิ่มแทงจนาเ็ ศิษย์อีกคนที่เหินตัวขึ้นกลางอากาศก็ยังไม่ทันได้ขยับตัว ก็ถูกหญ้าลมพัดตีเข้าอย่างจัง จนถึงตอนนี้ บนเวทีประลองเหลือเพียงซูว่านฉีกับเ้าของพืชิญญาเท่านั้น
ในตอนนี้ ศิษย์ด้านล่างต่างพากันอุทานด้วยความเลื่อมใส “สมกับเป็ศิษย์พี่เหอ แค่เริ่มการประลองก็จัดการศัตรูไปได้ถึงแปดคนแล้ว!”
เหอมู่เป็ศิษย์ฝ่ายในที่มีชื่อเสียงพอตัวบนยอดเขาห้าธาตุ มีรากิญญาธาตุไม้เดี่ยว วรยุทธ์ระดับจินตาน สามารถใช้เมล็ดพันธุ์สร้างพืชและเปลี่ยนพืชเป็อาวุธได้ มีศิษย์ธาตุไม้หลายคนยึดถือเขาเป็แบบอย่าง
ศิษย์คนหนึ่งเมื่อเห็นร่างอีกร่างหนึ่งบนเวทีหมายเลขเจ็ดชัดเจน ก็ร้องเสียงหลง “ตอนนี้ดูเหมือนบนเวทีจะเหลือแค่ศิษย์พี่เหอกับซูว่านฉีแล้ว!”
“ดูท่าศิษย์พี่เหอคงชนะได้ในเร็วๆ นี้แหละ” ศิษย์อีกคนส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย “รอบแรกนี่มันง่ายจริงๆ ด้วย”
ทันใดนั้น ศิษย์ข้างๆ เขาก็ร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น “เ้าดูข้างบนนั่นเร็ว!”
บนเวที ซูว่านฉีหลุบตาลงััพลังปราณรอบกาย พลังปราณของต้นหนามและหญ้าลมนั้นชัดเจนเกินไป นางเพียงแค่ตั้งสมาธิก็ััได้ถึงการกระจายตัวของพวกมันบนเวที
นางโคจรพลังปราณที่ฝ่าเท้า เพียงไม่กี่ก้าวก็หลบพ้นไปได้ทั้งหมด พืชิญญาของเหอมู่แม้จะกระจายอยู่ทั่วไป แต่ในสายตาของนาง พวกมันเติบโตช้าเกินไป และเคลื่อนไหวช้าเกินไป ช้าเสียจนนางสามารถจับวิถีและจุดอ่อนของพวกมันได้อย่างชัดเจน
เหอมู่เห็นซูว่านฉีหลบการโจมตีทั้งหมดของเขาได้ แววตาก็ฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง เขาใช้มือขวาควบคุมพืชิญญาเพื่อล้อมปราบต่อไป ส่วนมือซ้ายสะบัดวูบ เถาวัลย์นับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นจากพื้นดินล้อมรอบตัวเขาไว้อย่างหนาแน่นจนลมพัดไม่ผ่าน
ทันทีที่เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกและเตรียมจะกระตุ้นพืชิญญาเพิ่มขึ้น ดาบเล่มหนึ่งก็ทะลวงผ่านจุดที่เถาวัลย์ซ้อนทับกันน้อยที่สุดเข้ามา แล้วหยุดนิ่งอยู่ที่ลำคอของเขาอย่างเงียบเชียบ
เหอมู่ถึงกับชะงักค้างอยู่กับที่ เขา... แพ้แล้วงั้นหรือ?
เถาวัลย์รอบตัวค่อยๆ หดกลับลงสู่พื้นดิน ซูว่านฉีมองดูจุดแสงบนตัวเขาที่ดับวูบลง แล้วค่อยๆ เก็บดาบในมือเข้าฝัก “ล่วงเกินแล้วเ้าค่ะ”
ด้านล่างเวทีเกิดความโกลาหลขึ้นทันที “เป็ไปได้ยังไง!!”
“ดาบของนาง ทำไมถึงเร็วขนาดนี้?!”
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่??”
“ซูว่านฉีชนะศิษย์พี่เหอได้ยังไงกัน?!”
ทุกคนต่างมองไปที่เวทีหมายเลขเจ็ดอย่างไม่เชื่อสายตา ซูว่านฉีในความทรงจำของพวกเขา คือคนที่มักจะหงอและเดินตามหลังฉู่ชิงชวนต้อยๆ ไม่สนใจแม้แต่การเรียนการสอน หากไม่ใช่เพราะพร์พอใช้ได้ ชาตินี้คงไม่มีวาสนาได้ถึงระดับจินตาน
นาง... เปลี่ยนไปเก่งขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?!
