เมื่อได้ยินสรรพนามแทนตนเอง ทำทุกคนใ ยกเว้นเซี่ยชิงสือและว่านอวิ๋นเซียวที่รู้ตัวตนของชายหนุ่มอยู่ก่อนแล้ว ชายสวมหน้ากากเดินฝ่าพี่น้องเซี่ยและว่านเข้ามายืนตรงกลาง พร้อมกับเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
“ท่าน! ท่านคือพี่รองหรือ...”
มู่หรงจ้านมีท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด คนผู้นี้แม้ไม่ปรากฏตัวนานนับสิบปี ทว่ากลับถูกให้ความสำคัญยิ่งกว่าองค์ชายคนอื่นในราชวงศ์ อีกทั้งแดนเหนือยังเป็ที่ตั้งกองกำลังอันแข็งแกร่งที่สุด ที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือ ั้แ่อายุสิบสอง
หลายคนเล่าลือว่า องค์ชายรองกลายเป็ปีศาจที่ชอบกลืนเืเนื้อผู้คน และอีกหลายคนกล่าวว่า...เขาคลั่งาจนเสียสติ
ทว่าหลังได้พบในวันนี้ ต้องบอกว่า...แม้องค์ชายในราชวงศ์ล้วนรูปงาม แต่เมื่อเทียบกับองค์ชายรองที่ยังสวมหน้ากากครึ่งหน้าผู้นี้แล้ว...คนเ่าั้ยังห่างไกลจากบุรุษตรงหน้าอยู่หลายส่วน
เซี่ยหรงเหยาที่ยืนเงียบั้แ่ต้น แอบคิดในใจโดยไม่รู้ว่า สายตาของนาง ถูกชายหนุ่มอ่านออกทั้งหมดแล้ว
“ท่านอยู่ที่ชายแดนเหนือมิใช่หรือ”
“ทำไม...เ้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็ตวนอ๋องแล้ว เปิ่นไท่จื่อจึงไม่สามารถกลับบ้านตนเองได้หรือ...”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเพียงแปลกใจที่ท่านกลับมา...”
“ทั้งที่ไม่กลับมาที่นี่นับสิบปี...” มู่หรงฉางชิงเอ่ยต่อประโยคส่วนท้ายที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมา และมู่หรงจ้านก็มิได้ตอบคำใด นั้นหมายความว่า...เขายอมรับต่อสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ย
“ช่างเถอะ...วันนี้เปิ่นหวางมีธุระ ต้องขอตัวก่อน” ยามนี้ มู่หรงจ้านมิอาจต่อกรกับชายตรงหน้าได้ จึงรีบจากไปก่อนจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้น
“นี่! ตวนอ๋องเพคะ” ชายหนุ่มสะบัดมือหลินเสวี่ยถงออก พร้อมจากไปด้วยสีหน้าเดือดดาล
ว่านหนิงอวิ๋นเห็นหลินเสวี่ยถงไร้ที่พึ่ง จึงก้าวเข้าไปยืนประจันหน้า และเอ่ยทับถมอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี
“ยังไม่ไปอีกหรือ หรือรอให้เราเลี้ยงข้าว”
“เ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะ” หญิงสาวมิอาจทนต่อการถูกดูแคลนได้ สองพี่น้องตระกูลหลินพร้อมสหาย ทำได้เพียงกระทืบเท้าจากไปด้วยความขุ่นเคือง
“อ้าว! อ้าว! ทนเสแสร้งต่อไปไม่ไหวแล้วรึ” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะไล่หลังหญิงสาว พร้อมกับชูกำปั้นขึ้น
“เข้าเรียนก่อนเถอะ ข้าจะทุบเ้าให้หลังแอ่น” หญิงสาวเอ่ยข่มขู่อีกฝ่ายเสียงดัง
“น้องเล็ก...เ้าอย่าได้ก่อเื่” ว่านอวิ๋นเซียวเอ่ยปรามน้องสาวเบาๆ
“ขอบคุณไท่จื่อที่ยืนมือเข้าช่วย” เซี่ยชิงสือที่ยืนอยู่ข้างเซี่ยหรงเหยาหันไปคำนับให้แก่มู่หรงฉางชิง ทั้งที่เื่นี้หาใช่เื่ของตนไม่
“สิ่งนี้นับเป็อะไร...เราเองก็ไม่พอใจที่น้องชายทำตัวยโส ใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่น” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับตกอยู่ที่สตรีด้านหลังอย่างเซี่ยหรงเหยา
“พวกเ้ากำลังจะไปที่ไหนกัน” ว่านอวิ๋นเซียวเอ่ยถามน้องสาว
“คือ...เรากำลังจะไปหอว่านเซียงเ้าค่ะ”
“ดีเลย เราสามคนก็กำลังจะไปที่นั่น เช่นนั้นก็ไปพร้อมกันเลยเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสนอ
จากนั้นไม่นาน...คนทั้งห้าก็ได้มุ่งหน้าไปยังหอว่านเซียง โดยที่สตรีทั้งสองนั่งรถม้านำหน้าไปก่อน จากนั้นมีม้าสามตัวถูกควบตามไปช้าๆ
หอว่านเซียง สถานที่ขึ้นชื่อว่าเป็เหลาอาหารที่หรูหราที่สุดในย่านการค้ากลางเมือง ชั้นสามของที่นั่นมีเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น ที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับแขกผู้มีฐานะพิเศษ หรือผู้มีชื่อเสียงในราชสำนัก
ห้องพิเศษที่พวกเขาใช้ในวันนี้ เป็ห้องที่ดีที่สุด ผนังทั้งสี่ด้านถูกประดับด้วยภาพเขียนลายเมฆาและูเา โต๊ะไม้จันทร์หอมถูกแกะสลักลวดลายัพันเมฆตั้งอยู่กลางห้อง พร้อมชุดน้ำชาที่ทำจากหยกขาววางเรียงอย่างประณีต
เมื่อหน้าต่างบานใหญ่ถูกเปิดออก สายลมเย็นจากภายนอกพัดโชยเข้ามา กลิ่นหอมของดอกเหมยที่ปลูกอยู่ริมถนนลอยเข้ามาแตะปลายจมูก
ด้านล่างคือถนนสายหลักของเมือง ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ ทั้งพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงผู้ซื้อกระเป๋าหนัก เสียงเรียกขายของดังขึ้นเป็พักๆ ชีวิตของคนเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล เพราะเป่ยิไม่มีกฎห้ามออกจากเรือนในยามวิกาล
เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นเลือกนั่งใกล้หน้าต่าง ทั้งคู่มองภาพเบื้องล่าง พร้อมดื่มด่ำกับความมีชีวิตชีวาของผู้คนแตกต่างที่มาจากหลายสถานที่
หญิงสาวทั้งสองคีบอาหารละเลียดชิมช้าๆ เสียงตะเกียบกระทบชามเบาๆ คลอเคล้ากับเสียงลมที่ดังผ่านช่องหน้าต่าง
ส่วนชายหนุ่มทั้งสามที่นั่งดื่มสุรายังอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ กลิ่นหอมสุราดอกท้ออบอวลไปทั่วห้อง เสียงพูดคุยไม่ดังนัก คล้ายกำลังหารือเื่บางอย่างที่สตรีทั้งสองไม่อาจเข้าใจ
“ขอบคุณที่เลี้ยงเ้าค่ะ ทั้งที่จริงแล้วควรเป็ข้าที่จ่ายเงิน”
เสียงหวานของเซี่ยหรงเหยาดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางเบา หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรงใจ หลังพวกเขาเดินออกมาที่ด้านหน้าหอว่านเซียง
“จะให้เ้าที่เป็สตรีจ่ายได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นพี่ชายเ้าได้ทุบข้าจนน่วมเป็แน่” ว่านอวิ๋นเซียวหัวเราะเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็กันเองและอารมณ์ขัน
วันนี้ เขาพึ่งประลองฝีมือกับสหายรัก เดิมพันกันด้วยอาหารมื้อเที่ยง ผลสุดท้าย...กลับเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ จึงต้องยอมเลี้ยงข้าวตามที่สัญญา ทว่า...ผู้ที่ได้รับอานิสงส์กลับเป็สตรีทั้งสองอย่างเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋น
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุด มู่หรงฉางชิง ไท่จื่อแห่งแคว้นเป่ยิ ได้ก้าวเดินนำหน้าอย่างสง่างาม พร้อมเอ่ยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เราคงต้องแยกไปก่อน แล้วพบกันใหม่” แสงแดดยามบ่ายสาดส่องต้องชุดสีทมิฬ เผยให้เห็นบุคลิกอันสงบเยือกเย็น และท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยอำนาจ
ขายาวแข็งแรงก้าวขึ้นหลังม้าอย่างมั่นคง ก่อนควบออกไปตามถนนสายใหญ่ เสียงกีบเท้าดังก้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป
เซี่ยหรงเหยายืนมองตามชายหนุ่มที่ควบม้าจากไปจนลับสายตา สายลมอ่อนพัดผ่านปลายเส้นผมของนาง ในแววตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
แม้จะเห็นเพียงครึ่งหน้า แต่คนผู้นี้ช่างรูปงามและสุขุมยิ่งนัก ดูเหมาะสมกับตำแหน่งไท่จื่อมากกว่าองค์ชายทั้งหลายในราชวงศ์เสียอีก
ต่อมา ทั้งสี่คนแยกย้ายกันที่หน้าสำนักศึกษา
แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านต้นเหมยที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง กลีบดอกสีชมพูอ่อนปลิวตามสายลมราวกับหิมะกำลังโปรยปราย เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นเดินเคียงกันเข้ามายังห้องเรียนด้วยท่าทางอารมณ์ดี
เมื่อสองสตรีปรากฏตัว เสียงสนทนาในห้องที่เคยจอแจพลันเงียบลงในบัดดล
สายตาของนักศึกษาหญิงทุกคู่ ต่างหันมาจับจ้องพวกนางเป็ตาเดียว บางคนกระซิบกระซาบ บางคนแสร้งก้มหน้าอ่านตำรา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอคติที่ซ่อนอยู่
“มีอะไรก็พูดต่อหน้า ลับหลังนินทาผู้อื่นมันมีอะไรดีนักรึ” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงแรงกดดันอยู่ในที ก่อนพวกนางจะนั่งลงยังเก้าอี้ประจำตัวอย่างไม่ใส่ใจ
นักศึกษาหญิงหลายคนรีบก้มหน้าหลบสายตา กลัวว่าตนเองจะถูกหมายหัวโดยสตรีผู้มีอำนาจแห่งตระกูลเซี่ยและว่าน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมก้มหัวให้นาง
“เ้าสองคนรังแกถงเอ๋อ แล้วยังกล้าลอยหน้าลอยตาอยู่ที่นี่อีกหรือ” ลู่หลานหลิง หลานสาวของราชครูลู่ผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักออกหน้าเป็คนแรก
เพราะมีท่านอาเป็พระสนมตำแหน่งเสียนเฟย นางจึงไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของสตรีทั้งสอง หญิงสาวยืนกอดอกมองมา สายตาเต็มไปด้วยการท้าทาย
“ตาไหนของเ้าเห็นว่าเรารังแกนาง” เซี่ยหรงเหยาเลิกคิ้วถาม ด้วยท่าทีเ็า
“แต่ถงเอ๋อบอกว่าเ้าทำให้นางขายหน้าต่อหน้าตวนอ๋อง อีกทั้งยัง เ้าใช้อำนาจของพี่ชายรังแกนางและพี่ชายของนาง” ไป๋เสี่ยวอิง บุตรสาวของรองราชเลขาไป๋ กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
เซี่ยหรงเหยาหัวเราะในลำคอ
“พวกเ้าเป็หมาของนางงั้นรึ มีอะไรต้องคอยออกหน้าให้นาย” ร่างบางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“อีกอย่าง...พี่ชายของนางไร้ค่า แล้วมันกลายเป็ความผิดของพี่ชายข้าได้อย่างไร” คำพูดนั้นทำไป๋เสี่ยวอิงถึงกับพูดไม่ออก
“เ้า! เซี่ยหรงเหยา!” ไป๋เสี่ยวอิงะโเสียงดัง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
