ตอนที่ 6 ความจริงหลังเงาจันทร์
รัตติกาลคืบคลานเข้าปกคลุมวังหลวงดั่งหมึกดำที่หกเลอะบนกระดาษสา ลมหนาวภายนอกยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างขยันขันแข็งด้วยการพัดกรรโชกหวีดหวิว แต่ภายใน ตำหนักเย่ว์กวง (แสงจันทร์) ในค่ำคืนนี้ กลับมีบรรยากาศที่ผิดแผกไปจากทุกราตรีที่ผ่านมา
กลิ่นอายความตายและความอับเฉาที่เคยเป็เ้าเรือน ถูกเจือจางลงด้วยกลิ่นหอมสะอาดที่แปลกจมูก มันไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอมราคาแพงระยับจากแดนตะวันตกที่พวกสนมทรงโปรดนิยมใช้ แต่มันคือกลิ่นของ ไม้จันทน์หอม ที่เจือด้วยกลิ่นสมุนไพรจางๆ ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น และ... เศร้าสร้อย
อาชิง นางกำนัลตัวน้อยวิ่งวุ่นจนเหงื่อซึมแม้ในอากาศหนาว นางนำเศษไม้จันทน์ที่หลินอ้ายสั่งให้เก็บสะสมไว้มาต้มในหม้อดินเก่าๆ ซ่อนไว้ตามมุมอับของห้อง ไอระเหยจากหม้อต้มช่วยกลบกลิ่นราและกลิ่นความจนตรอกได้ชะงัดนัก แสงเทียนสีนวลตาจากเทียนไขคุณภาพดีที่เพิ่งได้รับพระราชทานมาเมื่อตอนบ่าย ถูกจุดเรียงรายไปทั่วตำหนัก แสงไฟเต้นระริกกระทบกับผนังไม้ผุพัง ทำให้เงาที่ทอดลงมาดูคล้ายกับลวดลายของกรงขังที่งดงาม
หลินอ้าย ในร่างของซูเฟยหลิน นั่งสงบนิ่งอยู่หลัง ม่านมุก
ม่านมุกผืนนี้มิใช่ของวิเศษเลิศเลอ แต่มันร้อยขึ้นจากเปลือกหอยแม่น้ำและลูกปัดไม้ราคาถูกที่นางและอาชิงช่วยกันทำขึ้นยามว่าง ทว่าเมื่อต้องแสงเทียน มันกลับสะท้อนประกายวาววับราวกับดวงดาวนับพันดวงที่กั้นขวางนางออกจากโลกภายนอก
คืนนี้ หลินอ้ายมิได้สวมชุดสีแดงเพลิงหรือสีชมพูหวานแหววเพื่อรอถวายงานดั่งเช่นธรรมเนียมปฏิบัติของนางสนมทั่วไป แต่นางเลือกหยิบชุดสีขาวบริสุทธิ์ ขลิบชายด้วยผ้าโปร่งบางคล้ายปีกแมลงปอมาสวมใส่ เนื้อผ้าทิ้งตัวแนบไปกับเรือนร่างผอมบางแต่ทว่ามีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชวนมอง
และที่สำคัญที่สุด... คือ ใบหน้า
ใบหน้าซีกซ้ายที่มีรอยปานนรกนั้น ยังคงประดับด้วยลวดลายผีเสื้อสีดำสนิทเช่นเดิม แต่คืนนี้ นางเพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้ ผงแร่เงิน (Mica) ที่ขูดจากปิ่นปักผมเก่าๆ ผสมลงไปในถ่านไม้ แล้วแต้มลงบนปีกผีเสื้อ
เมื่อแสงเทียนส่องกระทบ ผงแร่เงินระยิบระยับจะทำให้ดูราวกับว่าผีเสื้อตัวนั้นมีชีวิต มันกำลังขยับปีกสีเงินยวงท่ามกลางความมืดมิด รอคอยที่จะดูดกลืนิญญาของผู้มาเยือน
“พระสนม... พระสนมเพคะ!”
เสียงอาชิงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว นางวิ่งเข้ามารายงานหน้าประตูห้องบรรทม ตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกต้องฝน
“ฝ่าา... ฝ่าาเสด็จมาแล้วเพคะ! ขบวนเสด็จมาถึงหน้าตำหนักแล้ว แต่... แต่แปลกนักเพคะ”
“แปลกอย่างไร?” หลินอ้ายถามโดยไม่ลืมตา เสียงของนางนิ่งเรียบดุจผิวน้ำในบ่อลึก
“ไม่มีเสียงมโหระทึก ไม่มีเสียงขันทีขานชื่อ... พระองค์เสด็จมาเงียบเชียบราวกับ... ราวกับโจรย่องเบาเลยเพคะ!”
หลินอ้ายลืมตาขึ้น มุมปากยกยิ้มบางเบา
'มิใช่โจรหรอกอาชิง... แต่เป็บุรุษที่มีชะนักติดหลังต่างหาก เขามาเงียบๆ เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขากำลังหวั่นไหวกับสนมที่เขาเคยทิ้งขว้าง'
เอี๊ยด...
เสียงแผ่นไม้กระดานหน้าระเบียงทางเดินส่งเสียงครวญครางเมื่อถูกเหยียบย่ำด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคง เสียงฝีเท้านั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บดขยี้ความเงียบสงัดให้แหลกสลาย
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างแ่เบา แต่กลิ่นอายัที่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมีกลับพุ่งทะลักเข้ามาจนอากาศในห้องดูหนักอึ้ง ฮ่องเต้ฉินอวี้ก้าวเข้ามาเพียงลำพัง พระองค์ทรงส่งสัญญาณมือไล่เหล่ากงกงและนางกำนัลให้ออกไปรอด้านนอกทั้งหมด รวมทั้งอาชิงที่รีบถอยกรูดออกไปจนแทบจะมุดดินหนี
เหลือไว้เพียงความเงียบ... และลมหายใจของคนสองคน
...
ฉินอวี้หยุดยืนอยู่หน้าม่านมุก พระเนตรคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง จากผนังที่ผุพัง ไปยังแสงเทียนที่จัดวางอย่างจงใจ และสุดท้าย... หยุดลงที่เงาร่างบางของสตรีหลังม่าน
เขารู้สึกแปลกใจ... สตรีผู้นี้มิได้รีบวิ่งออกมาคุกเข่าเอาอกเอาใจ มิได้ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว แต่นางกลับนั่งนิ่ง สง่างาม ราวกับนางพญาที่กำลังรอให้เขาเป็ฝ่ายเข้าไปหา
“เ้าไม่กลัวข้าแล้วหรือ... ซูเฟยหลิน?”
เสียงทุ้มต่ำของพระองค์ทำลายความเงียบ มันก้องกังวานและแฝงไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลินอ้ายค่อยๆ ยกมือเรียวขาวขึ้น เลิกม่านมุกขึ้นอย่างช้าๆ
กรุ๊ง... กริ๊ง...
เสียงเม็ดมุกและเปลือกหอยกระทบกันดังกังวานใสเสนาะหู คล้ายเสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อม นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรัอย่างมั่นคง แววตาภายใต้หน้ากากผีเสื้อนั้นไร้ซึ่งความขลาดเขลา
“ทูลฝ่าา...” นางเอ่ยเสียงนุ่ม แต่หนักแน่น
“ความตาย... หม่อมฉันก็เคยเฉียดผ่านไปััปลายจมูกมาแล้วที่ก้นสระบัว ความหนาวเหน็บ... หม่อมฉันก็กอดมันต่างหมอนข้างมาตลอดสามปี... แล้วเหตุใดหม่อมฉันต้องกลัวบุรุษที่เพียงแค่มองมายังหม่อมฉันด้วยสายตาที่สงสัยและรู้สึกผิดกันเล่าเพคะ?”
ฉินอวี้ชะงัก คำว่า รู้สึกผิด นั้นจี้ใจดำพระองค์อย่างจัง
พระองค์ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวนาง รวดเร็วดั่งสายลม มือแกร่งเชยคางมนของนางขึ้น บังคับให้ใบหน้าต้องแสงเทียน
“ปากกล้าขึ้นมากนะ...” พระองค์ตรัสเสียงพร่า ทรงเพ่งมองลวดลายผีเสื้อสีดำเหลือบเงินบนใบหน้าของนาง ใกล้จนลมหายใจรดรินกัน
“ความงามที่เ้าปั้นแต่งขึ้นมานี้... มันช่างหลอกตาคนนัก เ้าใช้สิ่งนี้เพื่อปกปิดความจริงที่น่าเกลียด หรือเพื่อจงใจยั่วยวนข้าด้วยความแปลกประหลาดกันแน่?”
หลินอ้ายไม่หลบสายตา นางแย้มยิ้ม... รอยยิ้มที่เศร้าสร้อยจนคนมองรู้สึกปวดแปลบที่ขั้วหัวใจ
“ยั่วยวนหรือเพคะ? หึ...” นางหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ฝ่าาเพคะ... คนในวังหลวงล้วนสวมหน้ากากเข้าหากัน ฮองเฮาทรงสวมหน้ากากแห่งความเมตตา สนมเอกเสิ่นหลานทรงสวมหน้ากากแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง แม้แต่พระองค์เอง... ก็ทรงสวมหน้ากากแห่งความเ็าเพื่อปกป้องบัลลังก์...”
นางขยับมือขึ้นมา วางทาบทับลงบนหลังพระหัตถ์ของฮ่องเต้ที่ยังคงเชยคางนางอยู่ นิ้วมือที่หยาบกร้านของนางัักับผิวพรรณที่ได้รับการดูแลอย่างดีของพระองค์ มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“แล้วเหตุใด... หม่อมฉันที่ถูกทำลายใบหน้า จนพังยับเยินไปแล้ว จะไม่มีสิทธิ์วาด หน้ากากแห่งความจริงขึ้นมาเองมิได้เชียวหรือเพคะ?”
หลินอ้ายออกแรงกดที่มือของฉินอวี้ บังคับให้พระองค์เลื่อนมือจากปลายคางขึ้นไปััที่แก้มซ้าย... ตรงรอยปานนั้น
ฉินอวี้สะดุ้งเล็กน้อย พระองค์ััได้ถึงความขรุขระ ความด้านชา และความร้อนผ่าวผิดปกติใต้ชั้นิัที่ถูกวาดทับด้วยผงถ่าน
“ทรงััดูเถิดเพคะ...” หลินอ้ายกระซิบเสียงสั่นเครือ
“นี่คือิัที่ถูกเผาไหม้ด้วยพิษที่มาจากใจคน... มันเจ็บแสบยิ่งกว่าไฟ และหนาวเหน็บยิ่งกว่าหิมะในตอนกลางคืน พระองค์อาจจะทรงชื่นชมผีเสื้อที่สวยงามบนใบหน้านี้ แต่ทรงลืมไปหรือไม่ว่า... ภายใต้ปีกผีเสื้อที่วิจิตรนี้ คือซากศพของความจงรักภักดีที่หม่อมฉันเคยมีให้พระองค์!”
คำพูดนั้นแหลมคมดุจเข็มพิษที่ทิ่มแทงเข้าสู่มโนธรรมของฉินอวี้
พระองค์ทรงนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพุ่งพล่านอยู่ในอก ความทรงจำในอดีตซ้อนทับเข้ามา... เด็กสาวที่ยิ้มแย้มใต้ต้นท้อ กับสตรีที่แหลกสลายตรงหน้า คือคนคนเดียวกันที่พระองค์เป็ผู้ทำลาย
“ข้า...” ฮ่องเต้หนุ่มเสียงแหบพร่า
“ข้ามิเคยรู้ว่าแป้งพวกนั้นจะมีพิษ... ข้าเพียงแค่เห็นว่าเสิ่นหลานดูแลเ้าดุจน้องสาว”
“ความไม่รู้ของพระองค์ คืออาวุธที่ฆ่าหม่อมฉันให้ตายทั้งเป็เพคะ!”
หลินอ้ายตวาดเบาๆ น้ำตาร่วงหล่นออกมาอาบปีกผีเสื้อ ไหลผ่านร่องแก้มลงสู่พระหัตถ์ของฮ่องเต้ น้ำตานั้นร้อนลวกราวกับน้ำกรด
“วันที่หม่อมฉันคุกเข่าอ้อนวอนใต้สายฝนหน้าตำหนักนาง... วันที่หม่อมฉันถูกแย่งชิงแม้แต่ถ่านหินก้อนเดียวสำหรับทำความอบอุ่น พระองค์ประทับอยู่ที่ใด? ทรงเสวยน้ำจัณฑ์และร่ายบทกวีอยู่ในอ้อมกอดของสตรีที่มอบพิษนี้ให้หม่อมฉันใช่หรือไม่?”
ฉินอวี้พูดไม่ออก พระองค์ทรงกำหมัดแน่น ความจริงที่เพิ่งได้รับรู้มันหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะปฏิเสธ
...
บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ความสัมพันธ์ที่แสนจะเปราะบางกำลังจะแตกหัก หรือไม่ก็กำลังจะถูกถักทอขึ้นใหม่
ทันใดนั้นเอง...
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูตำหนักดังรัวเร็วอย่างไม่เกรงใจ ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงของขันทีคนสนิทของเสิ่นหลาน
“ทูลฝ่าา! ทูลฝ่าาแย่แล้วพะยะค่ะ! พระสนมเอกเสิ่นหลาน... พระสนมเอกทรงมีอาการประชวรด้วยโรคพระหฤทัยเฉียบพลัน! ทรงแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ทรงเพ้อเรียกหาแต่ฝ่าาพะยะค่ะ! หมอหลวงบอกว่าชีพจรเต้นอ่อนมาก!”
ฉินอวี้ขมวดพระขนงจนเป็ปม พระองค์ทรงชะงักมือที่กำลังเช็ดน้ำตาให้หลินอ้าย
“โรคหัวใจ? นางแข็งแรงมาตลอด เหตุใดจึงกำเริบเอาป่านนี้?”
ความเป็ห่วงในตัวเสิ่นหลานที่อยู่เคียงข้างมานานเริ่มทำงานตามสัญชาตญาณ พระองค์ทำท่าจะผละตัวออก หันหลังกลับไปทางประตู
“ข้าต้องไปดูนาง...”
วินาทีนั้นเอง หลินอ้ายหัวเราะออกมา
หึ... หึ... หึ...
เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่า เย็นะเื และเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาจนฉินอวี้ต้องหันกลับมามอง
นางไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ได้เกาะแข้งเกาะขาอ้อนวอนไม่ให้ไป แต่นางกลับยืนหัวเราะทั้งน้ำตา ร่างกายสั่นเทาด้วยความขบขันในละครตลกฉากใหญ่
“นั่นไงเพคะ... ละครฉากใหญ่เริ่มขึ้นแล้ว แม่ทัพหญิงแห่งวังหลังเริ่มเดินหมากแล้ว” หลินอ้ายปาดน้ำตาทิ้งอย่างไม่ไยดี นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของนางดูสูงส่งขึ้นท่ามกลางเงาเทียน
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฉินอวี้ถามเสียงเข้ม
“โรคพระหฤทัยงั้นหรือ? ช่างเป็โรคที่รู้กาลเทศะเสียจริง เป็โรคที่ฉลาดเลือกเวลาเกิดเสียเหลือเกิน” หลินอ้ายยิ้มหยัน
“ท่านรู้ไหมฝ่าา... ว่าทำไมสนมเอกผู้แสนดีถึงประชวรเอาตอนนี้? เพราะนางรู้ว่าความลับที่นางซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากหยกของนาง กำลังจะถูกหม่อมฉันลอกออกมาทีละชั้น! นางกลัว... กลัวว่าพระองค์จะตาสว่าง!”
“เฟยหลิน! เ้ากล่าวหาเสิ่นหลานรุนแรงเกินไปแล้ว นางกำลังจะตาย!” ฉินอวี้ตวาดด้วยความโมโห
“หากพระองค์อยากไปหานาง หม่อมฉันมิห้ามเพคะ...” หลินอ้ายก้าวเท้าเปลือยเปล่าเข้ามาประชิดอกัจนได้กลิ่นหอมของกฤษณา นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
“แต่ก่อนจะไป... ทรงทอดพระเนตรสิ่งนี้ก่อนเถิด ทรงตัดสินด้วยปัญญาของพระองค์เอง!”
นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบ ตลับชาดเก่าคร่ำคร่า ใบหนึ่งออกมา มันคือตลับแป้งไข่มุกั ที่เหลือเพียงก้นตลับ ที่ซูเฟยหลินแอบเก็บซ่อนไว้ไม่ได้เผาทิ้ง
นางเปิดฝาตลับออก... กลิ่นหอมเย็นๆ ของดอกกล้วยไม้ลอยฟุ้งขึ้นมา แต่เมื่อดมใกล้ๆ กลับมีกลิ่นฉุนแปลกประหลาดแทรกซ้อนอยู่
นางเทผงสีแดงหม่นนั้นลงบนฝ่ามือใหญ่ของฉินอวี้
“ทรงดมดูเถิดเพคะ... กลิ่นหอมหมื่นลี้ที่แฝงด้วย กลิ่นคาวสนิม และ กลิ่นกำมะถัน” หลินอ้ายจับมือพระองค์ยกขึ้นจรดจมูก
“นี่คือแป้งที่เสิ่นหลานมอบให้หม่อมฉัน แป้งที่นางบอกว่า ปรุงมาด้วยความรัก...”
ฉินอวี้สูดดมกลิ่นนั้น... กลิ่นหอมหวานที่คุ้นเคย แต่เมื่อตั้งใจดมจริงๆ กลับได้กลิ่นฉุนที่แสบจมูกและชวนคลื่นไส้ลึกๆ กลิ่นแบบเดียวกับ... ห้องเก็บอาวุธที่เต็มไปด้วยโลหะและยาพิษ
“หากพระองค์เสด็จออกจากตำหนักนี้…”
“หม่อมฉันจะไม่ทูลทัดทาน ไม่กล่าวโทษ และไม่คร่ำครวญอีกต่อไป”
หลินอ้ายยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นว่างเปล่า
“เพียงแต่จากวันนี้เป็ต้นไป หม่อมฉันจะจดจำไว้ว่า ในยามที่หม่อมฉัน้าความจริงที่สุด พระองค์ทรงเลือกที่จะไม่ทอดพระเนตรมัน”
“และความทรงจำนั้น… หม่อมฉันจะเก็บรักษาไว้อย่างดี”
ดวงตาของหลินอ้ายวาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งความอาฆาต เป็แววตาที่ฉินอวี้ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต สตรีผู้นี้... นางเอาจริงรึ!
...
ฉินอวี้ทรงกำผงแป้งในมือแน่น... แน่นจนมันแหลกละเอียด บดขยี้รวมไปกับเหงื่อกาฬในฝ่ามือ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง เสียงกงกงหน้าห้องยังคงะโเรียกอยู่โหวกเหวก
หัวใจัเต้นรัวแรง... ฝั่งหนึ่งคือความผูกพันวันวานกับสตรีคู่บัลลังก์ อีกฝั่งหนึ่งคือความจริงที่แสนโหดร้ายและสตรีที่พระองค์เพิ่งค้นพบคุณค่า
‘ข้าเคยหลับตาข้างหนึ่งมาตลอด... บัดนี้ถึงเวลาต้องลืมตาเสียที’
ฮ่องเต้หนุ่มหันขวับไปทางประตู ตวาดเสียงดังก้องกัมปนาทจนหน้าต่างะเื
“หุบปาก!!”
เสียงะโข้างนอกเงียบกริบทันที
“เสี่ยวลี่จื่อ!”
“พะ... พะยะค่ะฝ่าา!” ขันทีน้อยขานรับเสียงสั่นอยู่หน้าประตู
ฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือกที่สุดเท่าที่เคยทรงใช้ เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูหนาว
“ไปบอกพระสนมเอกเสิ่นหลาน... ว่าข้ามีธุระสำคัญยิ่งชีพที่ตำหนักเย่ว์กวง ให้นางเรียกหมอหลวงไปรักษาเสีย ถ้าหมอหลวงรักษาไม่ได้ ก็ให้เตรียมโลงทองคำไว้รอ!”
“ฝ่า... ฝ่าา!”
“นางจะป่วยหรือจะตาย... ก็ให้เป็เื่ของชะตากรรมและกรรมที่นางก่อไว้เอง ข้าจะไม่ไปพบนางในคืนนี้! และห้ามใครมารบกวนข้าอีก ไสหัวไปให้หมด!”
สิ้นเสียงคำสั่งที่เด็ดขาด เสียงฝีเท้าข้างนอกวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น
หลินอ้ายมองดูแผ่นหลังกว้างของบุรุษตรงหน้า... ขาของนางอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงคุกเข่า ความเข้มแข็งที่สร้างเกราะกำบังมาตลอดทั้งคืนพังทลายลงเหมือนเขื่อนแตก
นางไม่ได้ชนะ... แต่นางเพิ่งรอดตาย
และที่สำคัญ... นางเพิ่งจะดึงเอาพันธมิตร ที่ทรงพลังที่สุดในใต้หล้ามาไว้ในกำมือ
ฉินอวี้หันกลับมา ทรงทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าหลินอ้าย ไม่เหลือมาดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เหลือเพียงบุรุษผู้สำนึกผิด พระองค์ดึงร่างที่สั่นเทาของนางเข้ามาสวมกอดแน่น ซุกหน้าลงกับไหล่บอบบางของนาง
“ข้าขอโทษ... เฟยหลิน ข้าขอโทษที่ปล่อยให้ผีเสื้อตัวนี้ต้องปีกหักในความมืดมานานเพียงนี้”
หลินอ้ายซบหน้าลงกับอกแกร่ง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร น้ำตาของนางเปรอะเปื้อนเสื้อคลุมัจนเปียกชุ่ม
“พระองค์ทรงเตรียมพระทัยไว้เถิดเพคะ...” นางกระซิบเสียงอู้อี้ขณะกอดตอบเขาแน่น เล็บจิกเข้าที่แผ่นหลังของเขา
“วังหลังที่พระองค์รู้จัก... จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป”
ปลายพู่กันที่เปื้อนถ่านไม้ยังวางอยู่บนโต๊ะ แสงเทียนวูบไหวเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะมอดลง... เหลือเพียงความมืดที่โอบล้อมคนทั้งสองไว้
ในความมืดนั้น... เมล็ดพันธุ์แห่งการล้างแค้นได้รับการรดน้ำจนชุ่มฉ่ำ และมันกำลังจะงอกเงยทะลุเพดานวังหลวงขึ้นไปเสียดฟ้า!
