บทที่ 4
เครื่องกรองน้ำฉบับซูอันอัน
อรุณรุ่งแห่งการเริ่มต้นใหม่
ยามอิ๋น(03.00 น.-04.59 น.)ล่วงเลยมาได้ครู่ใหญ่ แสงอรุณแรกของวันยังคงซ่อนกายอยู่หลังทิวเขาอันห่างไกล ทว่าขอบฟ้าทิศตะวันออกก็เริ่มปรากฏเป็สีเทาจาง
ขับไล่ความมืดมิดยามราตรีให้ค่อยๆ เจือจางลง อากาศยามเช้ามืดในแถบชายแดนแคว้นเว่ยนั้นเย็นเยียบจับใจ มันแทรกซอนผ่านผนังดินและผ้าผืนบางที่ปิดช่องหน้าต่างเข้ามา ััผิวกายของซูอันอันจนนางต้องขยับตัวเข้าหาความอบอุ่นในผ้าห่มเนื้อหยาบอีกครา
นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพเพดานมุงจากที่คุ้นเคยจากการตื่นนอนเมื่อวานปรากฏแก่สายตาเป็สิ่งแรก ตามมาด้วยความเงียบสงัดที่ผิดแผกไปจากโลกเดิมของนาง ที่นั่น...ในเวลานี้คงจะมีเสียงยานพาหนะแว่วดังมาแต่ไกล
แต่ที่นี่กลับมีเพียงเสียงลมหายใจของตนเองและเสียงแมลงกลางคืนที่ยังคงส่งเสียงร้องระงมอยู่นอกเรือน
ขณะที่นางกำลังจะพลิกตัว ความรู้สึกพะอืดพะอมก็ตีรื้นขึ้นมาจากช่องท้องอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่ความรู้สึกรุนแรง แต่เป็คลื่นความคลื่นไส้ระลอกเล็กๆ ที่วนเวียนอยู่ในอก
เตือนให้นางระลึกถึงสถานะใหม่ของตนเองที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ‘อาการแพ้ท้องสินะ...’ นางยกมือขึ้นลูบท้องที่ยังคงแบนราบของตนเบาๆ พลางถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ในโลกเก่า หากมีอาการเช่นนี้นางคงจะลุกไปหาขนมปังขิงหรือน้ำขิงอุ่นๆ มาจิบ แต่ในยุคที่แม้แต่ข้าวยังต้องกินอย่างประหยัด สิ่งเ่าั้คงเป็ได้เพียงแค่ความฝัน
ซูอันอันหันไปมองพื้น ด้านล่าง ที่เคยมีชายร่างใหญ่นอนอยู่กับพื้นเมื่อคืน ตอนนี้กับว่างเปล่า ผ้าห่มผืนบางกับผ้าปูพื้นพับเก็บเรียบร้อยอยู่มุมหน้องเหมือนเมื่อคืน
บ่งบอกว่าเ้าของได้ลุกจากไปนานแล้ว เสิ่นอวี่หาน...สามีในนามของนางคงจะออกไปทำงานแต่เช้ามืดพร้อมกับน้องชายทั้งสองคนของเขาเป็แน่ ‘ช่างเป็บุรุษที่ขยันขันแข็งเสียจริง แต่ก็เ็าเสียจนน่าโมโหเช่นกัน’ นางคิดในใจอย่างประชดประชัน ความห่วงใยที่เขาแสดงออกเมื่อวาน
แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่มันก็เป็ดั่งหยดน้ำค้างกลางทะเลทราย อย่างน้อยก็ทำให้นางรู้ว่าเขาไม่ได้ใจดำราวกับหินผาไปเสียทั้งหมด
นางตัดสินใจรวบรวมเรี่ยวแรงที่พอมี ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง ความอ่อนเพลียจากการทะลุมิติยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ความดื้อรั้นในใจกลับสั่งให้นางต้องลุกขึ้นสู้ นางกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนอันว่างเปล่าอีกครั้ง มันมีขนาดเล็กกว่าห้องพักในหอของนางเกือบครึ่ง ผนังดินเหนียวสีเหลืองซีดมีร่องรอยแตกร้าวอยู่บ้าง
เมื่อลองเอื้อมมือไปััก็รู้สึกได้ถึงความเย็นและสากระคายของมัน เฟอร์นิเจอร์ในห้องมีเพียงเตียงไม้ที่นางนอนอยู่ กับหีบไม้ใบเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้องเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเรียบง่ายและเก่าคร่ำคร่าจนแทบจะหาความงามใดๆ ไม่พบ
สายตาของนางเหลือบไปเห็นถังไม้ใบเล็กที่วางอยู่มุมห้อง พร้อมกับกลิ่นจางๆ ที่ลอยออกมา มันทำให้นางตระหนักถึงความ้าทางธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ‘นี่มัน...กระโถนสินะ’ ความรู้สึกอยากจะอาเจียนตีรื้นขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะอาการแพ้ท้อง แต่เป็เพราะสุขอนามัยที่น่าใของยุคนี้ ในฐานะนักศึกษาวิศวกรรมอาหารที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็อันดับหนึ่ง เื่นี้ถือเป็สิ่งที่ยอมรับได้ยากที่สุด นางหลับตาลง ข่มความรู้สึกขยะแขยงเอาไว้ แล้วจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ‘เื่ระบบสุขอนามัยและการจัดการของเสียต้องอยู่ในแผนด้วย... แต่ก่อนอื่นคือเื่น้ำดื่ม’
หลังจากสวมเสื้อผ้าผ้าป่านเนื้อหยาบที่พาดอยู่ปลายเตียงเรียบร้อยแล้ว นางก็ตัดสินใจเดินออกจากห้องนอนเป็ครั้งแรก บานประตูไม้ฝืดส่งเสียง...
เอี๊ยด!....อ๊าด!
เบาๆ ขณะที่นางเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่ส่วนกลางของตัวบ้านซึ่งใหญ่กว่าห้องนอนของนางเล็กน้อย มันเป็ทั้งห้องครัวและห้องนั่งเล่นในที่เดียว ตรงกลางห้องมีเตาดินอย่างง่ายตั้งอยู่ ควันไฟจางๆ ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือเตา บ่งบอกว่ามีคนเริ่มใช้งานมันแล้ว
ร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าเตา นางคือหลิวซื่อ มารดาของสามี นางกำลังใช้ทัพพีไม้คนข้าวต้มในหม้อดินอย่างเชื่องช้า เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู นางก็เหลือบมองมาทางซูอันอันด้วยหางตา แววตาคู่นั้นยังคงดูดุดันเช่นเคย แต่ก็ไม่มีแววตำหนิอยู่ในนั้น
“ตื่นแล้วรึ เหตุใดจึงรีบร้อนตื่นแต่เช้านัก คนมีครรภ์ควรจะพักผ่อนให้มากหน่อย” แม้น้ำเสียงจะฟังดูแข็งกระด้าง แต่ซูอันอันกลับััได้ถึงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ถ้อยคำเ่าั้
“ข้านอนไม่ใคร่หลับเ้าค่ะ ท่านแม่” นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พลางเดินเข้าไปใกล้เตาไฟเพื่อรับความอบอุ่น
หลิวซื่อไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้ารับรู้แล้วหันไปสนใจข้าวต้มในหม้อต่อ ไม่นานนัก เสิ่นซินอี้ น้องสาวของสามี ก็เดินเข้ามาในครัวพร้อมกับถังน้ำใบเล็ก นางยิ้มให้ซูอันอันอย่างเป็มิตร ก่อนจะเริ่มช่วยมารดาจัดเตรียมถ้วยชามสำหรับมื้อเช้า
ซูอันอันยืนมองภาพตรงหน้าเงียบๆ มันคือภาพชีวิตครอบครัวชาวนาที่เรียบง่าย ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตนเองและทำมันอย่างแข็งขัน อาหารเช้าของพวกเขามีเพียงข้าวต้มธัญพืชเปล่าๆ กับผักดองเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์หรือไข่ให้เห็นแม้แต่ชิ้นเดียว
สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นโอ่งดินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมครัว เสิ่นซินอี้กำลังใช้กระบวยตักน้ำจากในโอ่งนั้นมาล้างถ้วยชาม และตักใส่ถ้วยเพื่อเตรียมไว้เป็น้ำดื่ม
หัวใจของซูอันอันกระตุกวูบ ภาพน้ำในโอ่งที่ไม่ได้ผ่านการต้มหรือกรองใดๆ ทำให้นางรู้สึกกังวลขึ้นมาจับใจ ‘นั่นคือแหล่งน้ำดื่มของทุกคนในบ้าน...’ ความคิดนี้ทำให้แผนการที่นางวางไว้เมื่อคืนกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
มันไม่ใช่แค่แผนการเพื่อความอยู่รอดของนางและลูกในท้องอีกต่อไป แต่เป็สิ่งจำเป็สำหรับทุกคนในครอบครัวนี้ แผนจัดการน้ำ คือภารกิจแรกที่นางจะต้องทำให้สำเร็จให้จงได้!
โครงการวิศวกรรมฉบับบ้านไร่
ภายหลังจากมื้อเช้า...อันเรียบง่ายที่ประกอบด้วยข้าวต้มธัญพืชและผักดองรสเค็มผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในบ้านก็กลับสู่จังหวะชีวิตที่เป็ปกติของตระกูลเสิ่น เสิ่นซินอี้เริ่มเก็บถ้วยชามไปล้างที่ท้ายครัวด้วยความคล่องแคล่ว ส่วนหลิวซื่อก็เริ่มลงมือนั่งคัดแยกผักป่าที่เก็บมาได้เมื่อวาน เตรียมไว้สำหรับมื้อกลางวัน ทุกคนต่างเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมาย สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ต้องดิ้นรนและทำงานอยู่ตลอดเวลา
ซูอันอันนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของนางจับจ้องไปยังโอ่งน้ำดินเผาใบใหญ่ที่ตั้งสงบอยู่มุมห้อง ภาพของซินอี้ที่ใช้กระบวยตักน้ำขึ้นมาดื่มโดยตรงยังคงติดตา ในใจของนักศึกษาวิศวกรรมอาหารนั้นร้องเตือนถึงอันตรายของแบคทีเรียและสิ่งปนเปื้อนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันคือความเสี่ยงที่นางไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในท้องของนางมีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ กำลังเติบโตอยู่
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหาหลิวซื่อที่กำลังง่วนอยู่กับการเด็ดผักอย่างช้าๆ
“ท่านแม่...เ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ปกติที่สุด
หลิวซื่อเหลือบมองนางด้วยหางตา แววตายังคงเรียบเฉยแต่ก็แฝงไว้ด้วยคำถาม “มีอันใดรึ?”
“คือ...ข้ารู้สึกว่าน้ำดื่มในโอ่งของเรานั้น...บางครั้งมีรสแปลกๆ อยู่บ้างเ้าค่ะ” ซูอันอันเลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความรู้สึกว่านางกำลังตำหนิวิถีชีวิตของพวกเขา
“ข้า...ข้าพอจะมีความรู้อยู่บ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับวิธีทำให้น้ำใสสะอาดและมีรสชาติดีขึ้น ข้าอยากจะลองทำดู...เพื่อสุขภาพของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะ...หลานของท่านแม่”
นางจงใจใช้ "หลาน" เป็ตัวประกัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้ผล หลิวซื่อชะงักมือที่กำลังเด็ดก้านผัก แววตาที่มองมายังซูอันอันอ่อนลงเล็กน้อย แม้จะยังคงฉายแววแห่งความกังขาอยู่ก็ตาม
“เ้าจะทำอันใดของเ้า? อย่าบอกนะว่าจะให้ข้าต้มน้ำทุกครั้งที่จะดื่ม ฟืนหายากปานใดเ้ารู้หรือไม่”
“มิใช่เ้าค่ะ” ซูอันอันรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “เป็วิธีที่ง่ายกว่านั้นมากเ้าค่ะ ข้าเพียง้าภาชนะดินเผ่าเก่าๆ สักใบ กับเศษผ้าสะอาด ก้อนกรวด ทราย และถ่านจากในเตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สิ้นเปลืองสิ่งใดที่มีค่าเลยเ้าค่ะ”
หลิวซื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งใจอย่างหนัก นางมองสะใภ้ของตนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เด็กสาวตรงหน้าดูอ่อนแอและบอบบาง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและเฉลียวฉลาดอย่างน่าประหลาด
“ก็ได้...แต่หากเ้าทำข้าวของเสียหาย หรือทำเื่ไร้สาระ ข้าจะให้เ้าเป็คนไปหาบน้ำมาเติมโอ่งเองหนึ่งเดือนเต็ม”
“เ้าค่ะ ท่านแม่!”
ซูอันอันรับคำอย่างรวดเร็วด้วยความยินดี แค่เพียงได้รับอนุญาตก็ถือว่าเป็ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่แล้ว
เมื่อได้รับไฟเขียวอย่างไม่เป็ทางการ ซูอันอันก็เริ่มปฏิบัติการ "วิศวกรรมเครื่องกรองน้ำฉบับโบราณ" ของนางทันที นางเดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณบ้าน จนพบกับไหดินเผ่าเก่าใบหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้หลังเรือน
มันมีรอยร้าวอยู่ด้านข้างเล็กน้อยจึงไม่เหมาะจะใช้เก็บน้ำอีกต่อไป แต่นี่แหละคือสิ่งที่นาง้าพอดิบพอดี นางจัดการทำความสะอาดไหใบนั้นอย่างสุดความสามารถเท่าที่อุปกรณ์จะเอื้ออำนวย
ขั้นตอนต่อมาคือการรวบรวมวัสดุสำหรับชั้นกรอง นางเดินไปที่ริมลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านท้ายหมู่บ้าน ค่อยๆ คัดเลือกก้อนกรวดและก้อนหินขนาดต่างๆ มาล้างน้ำให้สะอาด
จากนั้นก็ตักทรายเนื้อละเอียดที่อยู่ริมตลิ่งใส่ในเศษผ้าที่ขอมาจากซินอี้ ‘นี่มันเหมือนคาบเรียนวิชาธรณีวิทยาภาคปฏิบัติไม่มีผิด...เพียงแต่ไม่มีรายงานต้องส่งเท่านั้น’ นางคิดในใจอย่างขบขัน
ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดคือถ่านไม้ นางเดินกลับไปที่เตาไฟในครัว ค่อยๆ ใช้คีมเหล็กคีบเศษถ่านที่มอดแล้วแต่ยังเป็ก้อนสมบูรณ์ออกมา
ทุบให้มันแตกออกเป็ชิ้นเล็กๆ หลิวซื่อและซินอี้ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ มองการกระทำแปลกประหลาดของนางด้วยความฉงนสนเท่ห์ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอันใดออกมาอีก
เมื่อได้วัสดุครบถ้วนแล้ว ซูอันอันก็นำไหดินเผ่าที่เจาะรูเล็กๆ ไว้ที่ก้นไหเรียบร้อยแล้วมาตั้งไว้บนแท่นไม้ที่สูงกว่าถังรองน้ำ นางเริ่มบรรจงวางชั้นกรองอย่างพิถีพิถันและเป็ลำดับขั้นตอนตามหลักการที่เคยร่ำเรียนมา
ชั้นล่างสุดคือหินก้อนใหญ่ ตามมาด้วยกรวดขนาดกลางและขนาดเล็ก จากนั้นจึงปูทับด้วยผ้าป่านเนื้อหยาบเพื่อป้องกันไม่ให้ชั้นทรายไหลลงไปปะปน
ชั้นต่อมาคือทรายหยาบและทรายละเอียด และชั้นที่สำคัญที่สุดคือชั้นถ่านไม้บดที่นางโรยทับไว้บนสุด ก่อนจะปิดท้ายด้วยผ้าสะอาดอีกชั้นหนึ่งเพื่อใช้เป็ที่รองน้ำก่อนจะไหลผ่านชั้นกรองต่างๆ
ทุกการกระทำของนางเต็มไปด้วยความใส่ใจและแม่นยำ ราวกับกำลังประกอบเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญอยู่ในห้องปฏิบัติการ หาใช่หญิงสาวบ้านไร่ที่กำลังเล่นกับเศษดินเศษหินไม่
ในที่สุด...เครื่องกรองน้ำเครื่องแรกในประวัติศาสตร์ตระกูลเสิ่น หรืออาจจะทั้งหมู่บ้าน ก็เสร็จสมบูรณ์ มันดูไม่สวยงามนัก เป็เพียงไหดินเผ่าเก่าๆ ที่บรรจุสิ่งต่างๆ ไว้ภายใน แต่สำหรับซูอัน
อันแล้ว นี่คือสัญลักษณ์แห่งความหวัง คือก้าวแรกของการใช้ความรู้จากโลกอนาคตเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าในโลกปัจจุบัน
นางยืนมองผลงานของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ ในขณะที่หลิวซื่อและเสิ่นซินอี้ยืนมองมาจากในครัวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนความคาดหวัง ตอนนี้เหลือเพียงการทดสอบขั้นสุดท้ายเท่านั้น...ว่ามันจะใช้ได้ผลจริงหรือไม่
