ทั้งสองตระกูลเมื่อมีภารกิจที่ต้องทำ แม้ว่าจะต่างหน้าที่แต่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน เนื่องจากสาเหตุของเื่ดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะความโลภและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มิได้มีความคิดเห็นอกเห็นใจเหล่าราษฎร ว่าจะได้รับความเดือดหากเกิดาขึ้นจริง ๆ
เยี่ยนหลิงที่รู้จากปากบุตรชายว่า หลานทั้งสองของตนจะเดินทางไกล เพราะมีคนเลว้าสิ่งที่สำคัญที่สุดของตระกูลจิน จึงคิดจะไปจัดการคนเ่าั้ให้สิ้นซาก นางได้นำเสื้อคลุมที่ตัดเย็บด้วยตนเอง นำไปให้หลานทั้งสองก่อนออกเดินทาง
ก่อนถึงเวลาออกเดินทางไปแคว้นหนานหยาง ด้วยไม่อยากรบกวนท่านปู่ท่านย่าต้องตื่นแต่เช้ามืด เพียงเพื่อมาส่งพวกตนสองพี่น้องจึงไปกล่าวลา ก่อนที่ผู้าุโจะพักผ่อนในคืนที่ผ่านมา เมื่อถึงปลายยามอิ๋นจึงมีเพียงหยางไท่ิกับซูอัน ที่มาเพื่อส่งบุตรทั้งสองคนออกเดินทาง
นอกจากจะมีองครักษ์เงาจากองค์หญิงใหญ่ และผู้ติดตามประจำตัวของสองพี่น้องแล้ว ครั้งนี้หยางไท่ิยังให้ซือหยางและจางเหยียน คอยติดตามไปช่วยบุตรชายบุตรสาวเพิ่มอีกสองคน เนื่องจากไม่้าให้เป็ที่สะดุดตา หยางเฟิ่งเซียนจึงไม่้าให้มีคนติดตามมากจนเกินไป
“ระหว่างเดินทางจงระมัดระวังให้ดี อย่าได้วางใจว่าไม่มีคนของศัตรูคอยสืบข่าวตามเมืองต่าง ๆ หากเกิดความสงสัยไม่ว่าเื่ใดอย่าได้ปล่อยผ่านเด็ดขาด สิ่งที่แม่เคยสอนพวกเ้าอย่าได้หลงลืม
ในส่วนของอาวุธที่ได้รับไปทั้งหมด ไว้แม่จะให้จีจี้เพิ่มยาต่าง ๆ ที่สามารถช่วยพวกเ้าทำลายหลักฐานเข้าไปในแหวนมิติ จงใช้อย่างมีสติอย่าใช้มันพร่ำเพรื่อเข้าใจหรือไม่” ซูอันเอ่ยกำชับถึงสิ่งสำคัญกับบุตรทั้งสองอีกครั้ง ก่อนพวกเขาจะออกเดินทาง
หยางไท่ิที่เป็ห่วงบุตรทั้งสอง โดยเฉพาะบุตรสาวอย่างหยางเฟิ่งเซียน ที่งดงามปานเทพธิดาแต่นางไม่ยอมใส่ผ้าคลุมผ้า แม้อยากเอ่ยกำชับเื่นี้แต่เขาเกรงว่าบุตรสาวอาจโมโหเอาได้
“พวกลูกย่อมรู้ดีว่าพ่อและแม่เป็ห่วงพวกเ้ามาก ถึงแม้พวกลูกจะโตเป็ผู้ใหญ่แล้วก็ตาม พวกเ้าสองพี่น้องต้องดูแลกันและกันให้ดี ถ้าอีกฝ่ายมีกำลังมากกว่าไม่อาจทำภารกิจสำเร็จได้ จงรีบขอความช่วยเหลือจากญาติผู้พี่ของเ้า อาหลินจะประจำการอยู่ที่ชายแดน ป้องกันแคว้นหนานหยางส่งคนเข้ามาสืบเื่ทหารของกองทัพ”
หยางซิวหรงเข้าใจในสิ่งที่บิดาแฝงไว้ในคำพูดเหล่านี้ “ท่านพ่อวางใจเถิดลูกกับน้องเล็กจะทำการอย่างรอบคอบ ไม่ประมาทฝ่ายศัตรูของเราเด็ดขาดขอรับ”
“ท่านพ่ออยู่ทางนี้ก็ต้องระวังตัวด้วยนะเ้าคะ ลูกกับพี่ใหญ่จะมีสติให้มากในการทำภารกิจ แล้วจะรีบกลับมาหาพวกท่านเ้าค่ะ” หยางเฟิ่งเซียนรับปากบิดาด้วยสายตาแน่วแน่ แต่ไม่ลืมแสดงความห่วงใยบิดาด้วยเช่นกัน
ซูอันเกรงว่าสามีจะพูดอะไรขึ้นมาอีก นางจึงต้องรีบบอกให้ขบวนเล็ก ๆ รีบออกเดินทาง “นี่ก็ใกล้ได้เวลาประตูเมืองจะเปิดแล้ว พวกเ้าขึ้นม้าไปเตรียมตัวเถิดระยะทางมิใช่ใกล้ ๆ ยังต้องใช้เวลาในการเดินทางอีกหลายวัน”
“ขอรับท่านแม่ /เ้าค่ะท่านแม่”
เมื่อยืนส่งบุตรสองออกเดินทางจนสุดสายตา ซูอันจึงหันกลับมาหาสามีเื่ที่ตนต้องไปรับบิดามารดา “ท่านพี่อีกหนึ่งชั่วยามข้าก็ต้องไปรับท่านพ่อท่านแม่เช่นกัน ที่ต้องเดินทางในวันนี้เพราะข้าคิดว่า หากไปถึงเมืองผู่เถียนได้เร็วอาจเจอคนของตระกูลฉี ที่ส่งมาเฝ้าดูรอบ ๆ จวนรวมถึงไปสอดแนมชาวบ้าน เพื่อดูวิธีการทอผ้าไหมของพวกเราก็เป็ได้เ้าค่ะ”
“อืม พี่เข้าใจสิ่งที่อันอันคิดเพราะพี่เองก็คิดคล้ายกับเ้า พวกมัน้าวิธีทอผ้าไหมถึงเพียงนั้น ย่อมส่งคนมาไม่น้อยอย่างแน่นอน อย่างไรเ้าเองก็ต้องระวังตัว หากไม่จำเป็อย่าได้ลงมือเองให้อวี้เหลียนหรือคนอื่น ๆ ลงมือแทนเ้านะ”
“เ้าค่ะท่านพี่ พวกเรากลับเข้าไปเตรียมตัวกันเถิด”
หยางไท่ิรู้ดีว่าฮูหยินของตนเก่งกาจเพียงใด การสังหารคนอย่างไร้ความปรานีเขาก็เห็นกับตามาแล้ว แต่ที่เขากำชับเช่นนั้นกับซูอัน เพียงเพราะมิได้เดินทางไปกับนาง จึงอยากให้องครักษ์ข้างกายลงมือแทนนางเสียบ้างเท่านั้น
และซูอันก็ออกเดินทางในเวลาเดียวกับสามี ที่ต้องเข้าร่วมประชุมยังท้องพระโรง ซึ่งวันนี้เป็วันที่ฮ่องเต้จะทรงแต่งตั้งตำแหน่งขุนนาง แก่บัณฑิตที่สอบผ่านหน้าพระที่นั่งได้สามอันดับแรก
เนื่องจากเป็การประชุมที่สำคัญอีกวันหนึ่ง ขุนนางตำแหน่งสูงหลายคนจดจ้องว่าที่ขุนนางคนใหม่ หวังดึงมาอยู่ฝ่ายเดียวกับตน หากเป็คนจิตใจทะเยอทะยานในผลประโยชน์ ย่อมตกปากรับคำเชิญชวนนั้นได้ไม่ยาก แต่นั่นใช้ไม่ได้กับฟงเหยาเหวิน
เมื่อฮ่องเต้เสด็จมาประทับบัลลังก์ั เหล่าขุนนางก็พร้อมเพื่อเริ่มประชุมทันที
“ขอบใจขุนนางทุกท่านที่มาครบกันทุกคน วันนี้นอกจากการแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางแล้ว เจิ้นยังมีเื่สำคัญที่เพิ่งได้รับข่าวมา คิดว่าควรบอกกับทุกท่านเผื่อขุนนางท่านใด จะคิดหาทางออกที่ดีให้กับเื่นี้ได้ แต่ตอนนี้เริ่มแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางแก่บัณฑิตทั้งสามก่อนเถิด”
ซุยกงกงขันทีข้างกายของฮ่องเต้เป่ยชาง ก้าวเดินออกมาพร้อมราชโองการสีทองในมือ เพื่อประกาศการแต่งตั้งขุนนางในครั้งนี้
“ด้วยโองการแห่งโอรส์ มีพระดำริแต่งตั้งบัณฑิตผู้ผ่านการสอบระดับเตี้ยนซื่อ ฟงเหยาเหวินผู้สอบได้อับดับหนึ่งในปีนี้ เป็ขุนนางขั้นสามให้ดำรงตำแหน่งรองเ้ากรมตุลาการ รับเบี้ยหวัดสามร้อยตำลึงเงิน
หวังหยุนเฉินผู้สอบผ่านอันดับสองเป็ขุนนางขั้นสี่ ให้ดำรงตำแหน่งเ้ากรมอาลักษณ์ประจำกรมพิธีการ รับเบี้ยหวัดสองร้อยห้าสิบตำลึงเงิน
จ้าวิอวิ๋นผู้สอบผ่านอันดับสามเป็ขุนนางขั้นห้า ให้ดำรงตำแหน่งอาลักษณ์หลวงประจำกรมขุนนาง รับเบี้ยหวัดสองร้อยตำลึงเงิน
จบราชโองการ...”
“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าา เป็พระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ลุกขึ้นเถิด เจิ้นหวังว่าพวกเ้าทั้งสามคน จะตั้งใจทำงานให้กับราชสำนักอย่างซื่อสัตย์ และตระหนักในหน้าที่ของตนให้ดี จงยับยั้งช่างใจให้ได้หากมีผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมายมาวางอยู่ตรงหน้า”
“พวกกระหม่อมรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ภายหลังการประกาศราชโองการเสร็จสิ้น หยางไท่ิแสร้งก้าวท้าวออกมาทูลถามกับฮ่องเต้ ว่าเื่สำคัญที่ทรงตรัสถึงนั้นเกี่ยวกับเื่อันใด
“ฝ่าากระหม่อมขอบังอาจทูลถาม ไม่ทราบว่าเื่สำคัญที่ทรงตรัสค้างไว้ เป็เื่เกี่ยวกับอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงแสร้างทำสีพระพักตร์เป็กังวลเล็กน้อย เพื่อลวงตาขุนนางในท้องพระโรงเผื่อจะมีใครแสดงท่าทีมีพิรุธบ้าง ซึ่งคนที่จะช่วยในเื่นี้ย่อมเป็สองสหาย รวมถึงฟงเหยาเหวินที่เพิ่งรับตำแหน่งไปหมาด ๆ
“อืม เื่นี้ทำเจิ้นรู้สึกกังวลใจและเป็ห่วงราษฎรมาก เนื่องจากเจิ้นได้รับรายงานด่วนจากชายแดน ว่ายามนี้แคว้นหนานหยางมีพฤติกรรมน่าสงสัย คล้ายกำลังวางแผน้าทำาเพื่อยึดครองแคว้นเป่ยชาง เพราะ้าทรัพยากรและเงินทองมากมาย ในการบำรุงกองทัพก่อนบุกไปแก้แค้นแคว้นหวู่”
สิ้นพระสุรเสียงของฮ่องเต้ใต้เท้าโหรวที่ใกับสิ่งที่ได้ยิน เนื่องจากตนเองยังไม่ได้รับข่าวดังกล่าว ถึงกับออกมาทูลถามถึงความเป็ไปได้
“ฝ่าาข่าวนี้จริงเท็จเพียงใดหรือพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดไม่มีจดหมายส่งมาถึงกระหม่อมบ้างเล่า หรือว่าข่าวเื่นี้เพิ่งถูกค้นพบพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ เื่นี้เพิ่งถูกคนของแคว้นเราค้นพบ แต่การทำายังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ เพราะแคว้นหนานหยางยัง้าเสบียงอีกมาก อย่างน้อยเื่เสบียงอาจช่วยยื้อเวลาได้อีกอย่างมากครึ่งปี
ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทศัตรู เจิ้นจึงมีคำสั่งให้รองแม่ทัพฟงเสวี่ยหลิน จัดกองกำลังทหารห้าหมื่นนายออกเดินทางทันที เพื่อไปช่วยป้องกันเขตชายแดนระหว่างแคว้น
ส่วนกองทัพใหญ่ของแคว้นเราคงต้องรบกวนแม่ทัพฟง ช่วยเตรียมกำลังไว้ให้พร้อม เมื่อใดมีข่าวศัตรูเคลื่อนกำลังทหาร ท่านจงยกกองทัพไปสมทบขจัดผู้คิดร้ายต่อแคว้นเป่ยชาง”
“กระหม่อมฟงเทียนเซิงรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะที่ขุนนางคนอื่น ๆ พยักหน้ายอมรับแผนการของฮ่องเต้ แต่ยังมีขุนนางผู้หนึ่งกลับเสนอเื่การจัดเก็บเสบียง หากเกิดการทำาระหว่างแคว้นขึ้นจริง แต่ภายใต้การเสนอวิธีนี้กลับมีบางอย่างแฝงเอาไว้
“ฝ่าากระหม่อมขอบังอาจเสนอเื่การจัดเก็บเสบียง เพื่อรวบรวมไว้ล่วงหน้ายามกองทัพต้องออกเดินทาง ถ้าไม่เริ่มเก็บสะสมเสบียงยามนี้ กระหม่อมเกรงว่าจะเกิดความล่าช้าได้ นั่นจะกลายเป็ช่องโหว่ให้ศัตรูได้เปรียบเราทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่ก็เป็เื่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่นนั้นมอบหน้าที่นี้ให้เ้ากรมการเกษตรช่วยจัดการ เก็บตามจำนวนที่กฎหมายแคว้นกำหนด อย่าได้ข่มเหงบังคับเอาเสบียงจากชาวบ้านเด็ดขาด” ฮ่องเต้ทรงตรัสเน้นประโยคสุดท้ายด้วยพระสุรเสียงเรียบนิ่ง
“กระหม่อมเซียงหม่าสือรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
คนที่คิดว่าเมื่อเสนอแผนการที่ตนคิดต่อหน้าพระพักตร์ ย่อมได้เป็ผู้รับผิดชอบในเื่นี้อย่างแน่นอน ยามที่กราบทูลใต้เท้าโหรวยังแอบยกยิ้มเ้าเล่ห์ แต่รับสั่งของฮ่องเต้กลับยกให้เ้ากรมการเกษตรแทนตนเอง
จากสีหน้าที่เ้าเล่ห์กลับกลายเป็ผิดหวัง และโกรธเคืองที่ตนมิได้รับทำหน้าที่ดังกล่าว แม้ว่าเ้ากรมการเกษตรจะเป็พวกเดียวกับตนก็ตามที ใต้เท้าโหรวคิดว่าการแสดงสีหน้าของตนนั้น ไม่มีผู้ใดจับสังเกตได้แต่เขากลับคิดผิด
ฟงเหยาเหวินที่ใช้สายตาคมคอยมองขุนนางตำแหน่งใหญ่ ๆ เพื่ออยากรู้ว่าจะมีผู้ใดเผยพิรุธออกมาหรือไม่ สุดท้ายก็มีคนทนไม่ไหวจริง ๆ ‘หึ ในที่สุดหางเ้าก็โผล่ออกมาจนได้สินะ ขั้นต่อไปคงต้องลงมือสืบอย่างจริงจังเสีย
