ถึงแม้คำพูดของเฉียนหย่งจิ้นจะแฝงไปด้วยความหมายข่มขู่อยู่บ้าง แต่ด้วยน้ำเสียงที่จริงใจอย่างยิ่งของเขา กลับไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกขุ่นเคืองใจ ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ตรงไปตรงมาดี นี่เป็การหยิบยื่นโอกาสให้แก่กัน และด้วยเหตุนี้เอง เถ้าแก่หวงจึงมองเห็นช่องทางในการเจรจา เขาคิดว่ามีหวังแล้ว
"คุณเฉียน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อคุณพูดมาแบบนี้ ผมก็จะไม่ถามอะไรมาก ดูออกว่าพวกคุณแต่ละคนเป็เด็กที่มีความคิดเป็ของตัวเอง แต่ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนมันต่ำเกินไป ไม่ว่าจะยังไง ที่นี่ก็เป็ร้านค้า ไม่ใช่บ้านพักอาศัย จะขายในราคาแค่ร้อยห้าสิบหยวนก็ยังไงอยู่"
เฉียนหย่งจิ้นโบกมือขัดจังหวะ
"เถ้าแก่หวง ก็เพราะมันเป็ร้านค้า ผมถึงให้ราคานี้ ถ้าเป็บ้านพักอาศัย ผมคงให้ได้แค่ครึ่งราคาเท่านั้น คุณก็น่าจะรู้ว่าแถวนี้มันเป็ที่แบบไหน ไม่ได้อยู่ใกล้ตัวเมืองเลย ราคาบ้านก็เทียบกับในเมืองไม่ได้หรอกครับ"
พวกเขาไม่ได้ไม่รู้เื่ราคาสินค้า ตอนที่คิดจะซื้อบ้านสี่ประสานหลังนั้น ก็ได้ปรึกษาอาจารย์เจิ้งเื่ราคาบ้านในเมืองมาอย่างละเอียดแล้ว แถมยังได้รู้ถึงความแตกต่างของราคาบ้านระหว่างชานเมืองกับในเมือง ซึ่งมันต่างกันราวฟ้ากับเหว พวกเขารู้ดีแก่ใจ
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉียนหย่งจิ้น เถ้าแก่หวงก็รู้สึกได้ว่าเด็กพวกนี้ไม่ใช่พวกที่จะหลอกง่ายๆ โดยเฉพาะเ้าหนุ่มที่กำลังเจรจากับเขา มีเื่อยู่ในใจเยอะเหลือเกิน
"พวกคุณก็เห็นในครัวของผมแล้วนี่ ของพวกนั้นมันไม่ได้มีราคาอะไรมากมายนักหรอก ดังนั้นจะให้ผมลดราคาลงไปเยอะขนาดนั้นก็ไม่ได้เหมือนกัน"
"ตอนแรกผมก็คิดจะขายบ้านพร้อมของทั้งหมดไปด้วยเลย จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก แต่ตอนนี้พวกคุณไม่อยากได้ของในบ้าน ผมก็ลดให้มากไม่ได้ ขอเป็สองร้อยหยวนก็แล้วกัน ผมยอมขาดทุนนิดหน่อย ให้มันเป็ตัวเลขกลมๆ ไปเลย จะได้จบเื่กันไปอย่างสบายใจ"
เฉียนหย่งจิ้นหัวเราะออกมา ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน
"ท่าทางจะคุยกันไม่ได้แล้ว งั้นก็ดี พวกเราก็ไม่รบกวนเวลาของเถ้าแก่หวงแล้วกัน ยังไงพวกเราก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร พวกเราต้องเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่อีกตั้งสี่ปี ค่อยๆ หาไปเรื่อยๆ เถ้าแก่หวงก็หาไปเรื่อยๆ ก็แล้วกันครับ"
ก่อนจากไป เฉียนหย่งจิ้นยังประสานมือคารวะ
"ขอให้เถ้าแก่หวงค้าขายร่ำรวย คิดสิ่งใดสมปรารถนานะครับ พวกเราขอตัวก่อน ถ้าซื้อขายกันไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ยังมาอุดหนุนเถ้าแก่หวงได้ครับ"
เขาไม่รอช้า หันหลังเดินออกไปนอกร้าน เถ้าแก่หวงร้อนใจ รีบคว้าตัวเขาไว้
"เฮ้ๆๆ คุณเฉียน ใจร้อนจริงนะ นั่งลงคุยกันก่อน"
ถ้าคนพวกนี้ไป ร้านของเขาคงขายออกยากแน่ๆ เถ้าแก่หวงจะกล้าปล่อยผ่านโอกาสไปได้ยังไง
"เถ้าแก่หวง ผมบอกไปแล้วนี่ ว่าถ้าให้ราคาที่เหมาะสม พวกเราก็จะไม่ลังเล ถ้าไม่เหมาะสม พวกเราก็หันหลังกลับ ราคาที่ผมให้ ผมก็คิดมาแล้ว ไม่ได้ให้น้อย พวกเรายังเป็นักเรียนอยู่ ค่าครองชีพแต่ละเดือนก็แค่ห้าหยวนสิบหยวนเอง กว่าจะหาเงินร้อยห้าสิบหยวนมาได้ มันไม่ง่ายเลย"
"ถ้าคุณอยากคุยจริงๆ ก็แสดงความจริงใจออกมา ร้านนี้คุณขายในราคานี้ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร ของในร้านพวกเราไม่เอาสักอย่าง จริงๆ นะ ไม่เอาอะไรเลย คุณขนออกไปให้หมด เอาแค่บ้านเปล่าๆ คุณคิดให้ดีๆ ถ้าเป็คนอื่น ผมว่าเขาคงให้ราคานี้ไม่ได้หรอก"
"เถ้าแก่หวง ผมให้ตั้งร้อยห้าสิบหยวนก็เยอะแล้วนะ ซื้อบ้านในเมืองยังได้ราคานี้เลย ถ้าคุณไม่ขาย ผมสู้กลับไปซื้อบ้านในเมืองแล้วปล่อยเช่าไม่ดีกว่าเหรอ ราคาค่าเช่าในเมืองก็ใช่ว่าจะน้อย แถมพวกเราไม่ต้องลงแรงจัดการอะไรด้วย แต่ละคนก็ยังมีเงินเข้ากระเป๋าอยู่บ้าง ดังนั้นก็อยู่ที่คุณแล้วว่าจะพยักหน้าหรือส่ายหน้า"
เฉียนหย่งจิ้นไม่ได้เปิดช่องให้เถ้าแก่หวงได้ถอยเลย เถ้าแก่หวงก็จนปัญญาจริงๆ พูดตามตรง ราคานี้มันคือราคาต่ำสุดที่เขาตั้งไว้ ตอนที่ยังไม่มีใครมาซื้อ เขาก็คิดว่าถ้ามีคนให้ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน เขาก็จะขาย แต่พอมีคนมาเจรจาแล้ว เขาก็กลับเสียดายขึ้นมา นี่ก็เป็สันดานดิบของคน
"คุณเฉียน ในเมื่อคุณพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว หนึ่งร้อยหกสิบหยวน ตกลงก็ตกลง ไม่ตกลงผมก็ไม่เสียใจแล้ว"
ครั้งนี้เถ้าแก่หวงพูดอย่างหนักแน่น ถึงแม้จะขอเพิ่มมาได้แค่สิบหยวน แต่ก็ยังดีกว่าต้องเสียดายในภายหลัง
เฉียนหย่งจิ้นรีบเหลือบมองหมี่หลันเยว่ เห็นหมี่หลันเยว่หันหลังเดินออกไป หมี่หลันหยางและคนอื่นๆ ก็รีบตามไป เฉียนหย่งจิ้นยักไหล่ แบมือ แสดงว่าเขาจนปัญญาแล้ว
"เอ้า เถ้าแก่หวง จบแล้ว เจอกันใหม่นะครับ"
ทุกคนรีบออกจากร้าน เฉียนหย่งจิ้นรีบเข้าไปใกล้หมี่หลันเยว่ กระซิบกระซาบ
"เป็ไง หลันเยว่ ถ้าชอบจริงๆ เพิ่มอีกสิบหยวนคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง?"
"ไม่ใช่เื่เงินสิบหยวน มันเป็เพราะร้านนี้มันไม่คุ้มค่าขนาดนั้น หนึ่งร้อยห้าสิบหยวนที่พี่ให้ไปก็ไม่ได้น้อย เขาเองที่ไม่รู้จักพอ พวกเราไปดูร้านนี้กันเถอะ"
หมี่หลันเยว่ไม่รอช้า เดินเข้าไปในร้านข้างๆ ร้านนี้ดูสะอาดกว่าร้านเมื่อกี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ในร้านกลับไม่มีลูกค้าเลย ไม่รู้ว่าเป็เพราะยังไม่เปิดเทอมอย่างเป็ทางการ หรือเป็เพราะร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้เดิมทีก็มีลูกค้าไม่มากอยู่แล้ว
มองไปรอบๆ หมี่หลันเยว่พลันนึกถึงเื่ราวที่เคยได้ยินมาในชาติก่อน ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งมีร้านตัดผมสองร้าน ร้านหนึ่งช่างตัดผมแต่งกายสะอาดสะอ้าน อีกร้านช่างตัดผมแต่งกายซอมซ่อ แม้กระทั่งผมเผ้าหนวดเคราของตัวเองก็ยังดูแลไม่ได้ ถ้าเป็คุณ คุณจะเข้าร้านไหนไปตัดผม
สถานการณ์ตรงหน้าของตัวเองตอนนี้ ช่างคล้ายคลึงกับร้านค้าสองร้านนั้นเสียจริง หมี่หลันเยว่เผลอยกยิ้มขึ้นมา คิดในใจว่า แล้วร้านไหนจะมีลูกค้ามากกว่ากันนะ? บางที ที่นี่อาจเป็การค้นพบที่เหนือความคาดหมายก็ได้
ทุกคนเดินสำรวจร้านจนทั่วแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีใครออกมา หมี่หลันเยว่ก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้น ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็เหมือนร้านตัดผมที่สะอาด เพราะลูกค้ามันน้อยเกินไป
แล้วเถ้าแก่หวงคนนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับช่างตัดผมที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง หรือไม่สะดวกที่จะดูแลตัวเองใช่ไหมนะ ความคิดนี้ทำให้หมี่หลันเยว่อดขำไม่ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าจึงยิ่งเด่นชัดขึ้นมา มุมปากก็ยกสูงขึ้น
"เป็อะไร สนใจร้านนี้เหรอ?"
เห็นหมี่หลันเยว่ยิ้มอย่างสดใส หลินเผิงเฟยก็อดสงสัยไม่ได้ ร้านนี้มีรูปแบบเหมือนกับร้านข้างๆ แค่ด้านหน้ากว้างกว่าหน่อย แต่ก็ปรับเปลี่ยนได้
"เป็เพราะร้านนี้ดูสะอาดเหรอ? พวกเขาไม่ได้ติดป้ายเซ้งร้านไว้นี่นา"
หมี่หลันหยางก็เข้ามาถามน้องสาวเช่นกัน ในความคิดของเขา ร้านจะสะอาดหรือไม่สะอาด มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรโดยตรงกับการที่เขาจะเซ้งร้านหรือไม่เซ้งร้าน เพราะยังไงก็ต้องทำความสะอาดอยู่ดี
"ไม่ใช่ ไม่ใช่ ฉันแค่ขำเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับเซ้งร้านหรอก"
หมี่หลันเยว่โบกมือ ไม่ได้คิดจะบอกความคิดของตัวเองให้พี่ชายฟัง มันก็แค่ความคิดแวบเข้ามาในหัวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการหาร้าน
"พวกคุณจะทานอะไรดีครับ?"
ในขณะที่ทุกคนรอจนจะไม่มีคนอยู่แล้ว และกำลังจะหันหลังเดินออกจากร้าน ประตูห้องเล็กๆ ตรงมุมก็เปิดออก มีหนุ่มวัยรุ่นงัวเงียเดินออกมา ดูแล้วอายุน่าจะแค่สิบเจ็ดสิบแปดปี รุ่นราวคราวเดียวกัน การแต่งกายก็ดูสะอาดสะอ้านดี
"อ้อ พวกเราแค่เห็นว่าร้านข้างๆ เขาจะเซ้งร้าน ก็เลยแวะมาดูร้านคุณด้วย ไม่รู้ว่าร้านคุณมีแิที่จะเซ้งร้านบ้างหรือเปล่า?"
หมี่หลันหยางไม่อยากพูดอ้อมค้อม มีใจจะขายก็คุยกัน ไม่มีใจก็จะไป
"พวกคุณจะซื้อร้านหรือเช่าร้านครับ? ในเมื่อพวกคุณไปร้านเขาแล้ว ก็คงจะรู้ว่าเขาจะขายบ้าน ใช่ไหมครับ ถึงได้คุยกันไม่ลงตัว แต่ร้านผมก็อยากขายเหมือนกันครับ เพราะร้านเขาติดป้ายประกาศก่อน พวกเราก็เลยไม่ได้ติดป้าย แต่ก็อยากขายบ้านเหมือนกัน"
โอ้ ช่างบังเอิญเสียจริง โชคดีที่หมี่หลันเยว่ยืนยันที่จะเข้ามาดู
"คุณเป็เ้าของร้านเหรอ พวกเราคุยกับคุณได้ไหม?"
พอได้ยินแบบนี้ หนุ่มคนนั้นก็รู้ได้ว่าคนพวกนี้อยากซื้อบ้านแล้ว
"ผมไม่ใช่เ้าของร้าน เดี๋ยวก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปเรียกพี่ๆ มาให้"
หนุ่มน้อยคงไม่ได้คิดว่า พวกเขาตั้งใจจะให้ร้านข้างๆ ขายบ้านได้ก่อน แล้วตัวเองค่อยขายตาม แต่กลับได้โอกาสดีกว่า เพราะร้านข้างๆ คุยไม่สำเร็จ ก็ตรงดิ่งเข้ามาในร้านของตัวเองเลย
หนุ่มน้อยวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา หมี่หลันเยว่และเพื่อนๆ มายืนรออยู่ที่หน้าร้าน สายตาก็เหลือบไปเห็นเถ้าแก่หวงยืนอยู่ที่ประตูร้านของเขา ในเงามืดแอบมองมาทางนี้ แต่เพราะพวกเขามายืนอยู่ที่หน้าร้านของคนอื่น เถ้าแก่หวงก็ไม่กล้าเรียกคน ทำได้แค่ยืนกระวนกระวาย
รออยู่ประมาณสิบกว่านาที หนุ่มน้อยก็วิ่งกลับมา
"เ้าของร้านผม บ้านอยู่ใกล้ๆ เดี๋ยวก็มาครับ เมื่อกี้เขากำลังพักผ่อนอยู่ กลัวพวกคุณจะรอนาน เลยให้ผมกลับมาก่อน เขาจะมาถึงในไม่ช้า"
เป็อย่างที่หนุ่มน้อยบอกจริงๆ เพียงไม่กี่นาที เ้าของร้านของพวกเขาก็มาถึงร้าน เพียงแต่สิ่งที่ทำให้หมี่หลันเยว่และคณะคาดไม่ถึงก็คือ เขาก็เป็คนหนุ่มเหมือนกัน น่าจะประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี พอได้คุยกันจึงได้รู้ว่าเป็ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยชิงหวา
"เพราะบ้านผมอยู่แถวนี้ พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ได้ ที่บ้านก็เลยช่วยเปิดร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ให้ ธุรกิจก็พอถูไถไปได้"
เพราะเป็ศิษย์ร่วมสถาบัน เขาจึงพูดความจริง ไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด
"แต่พอเรียนจบ ร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้กลับผูกมัดผมไว้ ผมไปไหนไม่ได้เลย นี่ก็สองปีแล้ว ผมยังอยู่ที่นี่ ที่บ้านก็ไม่มีใครมารับ่ต่อได้ พวกเขาต่างก็มีงานทำกันหมด ดังนั้น ผมถึงคิดจะเซ้งมันออกไป พูดตามตรง ่เปิดเทอมของนักเรียน ธุรกิจก็ยังดีอยู่บ้าง แต่พอถึง่ปิดเทอม ธุรกิจก็จะไม่ดี ดังนั้นถ้าอยากจะรับ่ต่อ ก็ต้องคิดให้ดีก่อนนะครับ"
"ถ้าเป็คนนอก ผมคงไม่พูดอะไรมากมายขนาดนี้ แต่พวกคุณเป็รุ่นน้อง ผมไม่อยากให้พวกคุณมาตำหนิผมในภายหลัง ดังนั้น พวกคุณคิดดูให้ดีๆ นะครับ"
ถึงยังไงก็มาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน มีสถานะเป็รุ่นพี่รุ่นน้อง
"แล้วรุ่นพี่อยากจะขายบ้านหลังนี้ในราคาเท่าไหร่ครับ? พวกเราขอดูราคาก่อน ถ้าพอรับได้ก็ตกลงครับ"
หมี่หลันเยว่ไม่ได้คิดว่าร้านนี้จะยอมขายบ้านด้วย ถ้าซื้อร้านนี้ได้ก็ดีเกินไปแล้ว ต้องหาทางซื้อร้านข้างๆ มาให้ได้ด้วย ตีทะลุสองร้าน ทำเป็ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ผลลัพธ์น่าจะออกมาดี แถมยังลดมลพิษจากควันน้ำมันได้ด้วย
"ก็ในเมื่อเป็รุ่นน้อง ผมก็จะบอกราคาจริงให้เลย หนึ่งร้อยสามสิบหยวน ตอนที่บ้านซื้อบ้านหลังนี้ให้ผม พวกเราจ่ายไปแค่หนึ่งร้อยหยวน แต่ตอนนี้หกปีผ่านไปแล้ว ราคาบ้านก็ขึ้นแล้ว แต่ถ้าจะขายบ้านแถวนี้ บ้านแบบนี้ขายร้อยห้าสิบหรือร้อยหกสิบก็ไม่ใช่ปัญหา ดังนั้น หนึ่งร้อยสามสิบหยวน พวกคุณน่าจะรับได้ ใช่ไหมครับ?"
"ได้ครับ แน่นอนครับ ตกลง"
รุ่นพี่คนนี้พูดเร็วเกินไป ดูเหมือนจะอัดอั้นอยู่ที่นี่มานาน อยากจะออกไปผจญภัยเหลือเกิน ถ้าตัวเองต่อราคาอีก ก็ดูจะไม่ค่อยมีน้ำใจแล้ว เมื่อกี้ก็ต่อราคาที่ร้านข้างๆ ไปแล้ว
การตกลงซื้อขายที่รวดเร็วขนาดนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็คาดไม่ถึง แต่บางที นี่อาจเป็พรหมลิขิตก็ได้ จ่ายเงินรับโฉนดที่ดินของร้านนี้มาในมือ ตกลงกันว่าจะไปเปลี่ยนชื่อที่สำนักงานที่ดินทันที ทุกคนเดินออกจากร้าน รอให้รุ่นพี่ปิดประตูบ้านให้เรียบร้อย
หมี่หลันเยว่กำโฉนดที่ดินไว้ในมือ ในใจรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก มันคือจุดเปลี่ยนฟ้าผ่าที่แท้จริง คิดสิ่งใดสมปรารถนา ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเดินออกไป เถ้าแก่หวงก็ทนไม่ไหวแล้ว เขาะโเสียงดังอยู่ตรงประตู
"คุณเฉียน!"
