“เฮ้ สาวๆ ในระหว่างการแข่งขัน ข้าจะตัดหัวพวกเ้าเสีย...” ชายร่างสูงกว่าสองเมตรคนหนึ่งะโออกมา เมื่อมองเห็นกองทัพเมืองแซมบอร์ดเดินผ่านหน้าค่ายทหารของตัวเอง เขาจงใจแลบลิ้นออกมาเลียใบดาบของตัวเองพลางแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย
“โฮก!” หมีั์เขาเดียวสีดำตัวหนึ่งกระแทกเข้ากับรั้วเหล็กของค่ายทหารอีกด้านหนึ่งอย่างรุนแรง มันอ้าปากกว้าง ร้องคำรามอย่างดุร้ายใส่กองทัพเมืองแซมบอร์ดที่เดินผ่านหน้ากรงของมัน กลิ่นเหมือนคาวเืของคนลอยออกมาจากปากของมัน
นอกจากนี้ยังมีสายตากระหายเืจากนักรบในชุดเกราะเหล็กที่ยืนนิ่งๆ เหมือนรูปปั้นอยู่ในค่ายทหารของตัวเองคอยมองไล่หลังซุนเฟย ในมือของเขากำดาบเปื้อนเืไว้แน่น ใบดาบสะท้อนแสงอาทิตย์จนเปล่งประกายเย็นะเืออกมา ดาบเปื้อนเืสั่นเล็กน้อยราวกับอยากจะพุ่งไปฟันร่างของใครสักคนให้ขาดสะบั้นในพริบตา
ซุนเฟยที่ขี่หลัง 'ลมกรดทมิฬ' พลันได้ยินเสียงนินทาที่จงใจพูดเสียงดังขึ้นมาให้ตัวเองได้ยิน
“สุนัขสองหัว? มันเป็สัญลักษณ์ของอาณาจักรไหนกันวะ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูจากจำนวนคนแล้ว มันน่าจะมาจากอาณาจักรเล็กๆ นะ...”
“อ้อ อาณาจักรเล็กๆ เฮอะ! ในการแข่งขันการซ้อมรบมีที่ยืนให้พวกมันที่ไหนกัน มาเป็ตัวตลกแท้ๆ เลย...”
“ม้าศึกที่พวกมันขี่...เฮ้ย? นั่นมันเฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรระดับสี่นี่หว่า? หรือว่าจะเป็คนของอาณาจักรชื่อสุ่ย? เช่นนั้นคนที่อยู่ด้านหน้าสุดก็คือาาเมืองชื่อสุ่ยน่ะสิ ...แต่แปลกแฮะ าาเมืองซื่อสุ่ยไม่น่าจะหนุ่มขนาดนี้นะ...”
“ถ้าอย่างนั้น ม้าที่คนผู้นั้นขี่ก็คือ...หือ? ทำไมข้าไม่เคยเห็นสัตว์อสูรตัวนั่นมาก่อนเลย? จะบอกว่าเหมือนม้าก็ใช่ แต่ดูๆ ไปก็เหมือนหมานิดหน่อย...”
“พูดมั่วๆ หมาที่ไหนมันจะตัวโตขนาดนี้ได้เล่า?”
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทา ซุนเฟยและคนอื่นๆ ก็เดินผ่านค่ายทหารของอาณาจักรต่างๆ ด้วยท่าทีเมินเฉย ในบรรดาอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักร บางอาณาจักรที่ร่ำรวยก็จะหาซื้อชุดเกราะที่แข็งแกร่งใส่ให้พวกทหาร นอกจากนี้ยังมีบางค่ายทหารที่พวกทหารสวมชุดเกราะหนังสัตว์หยาบๆ ราวกับเป็คนเถื่อนที่มาจากหุบเขาลึก ชุดเกราะที่อัศวินบรอนซ์เซนต์และเทศกิจของเมืองแซมบอร์ดสวมดูใหม่และสดใสมาก ทำให้ดึงดูดสายตาของพวกคนโลภได้ดีนัก แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจเป็พิเศษก็คงจะเป็เฟลมมิ่ง บีตส์ที่เหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ขี่อยู่ สัตว์อสูรระดับสี่ไม่ว่าใครต่างก็สนใจ อยากได้ทั้งนั้น ตลอดทางที่ผ่านมาซุนเฟยรู้สึกได้ถึงสายตาอิจฉาริษยาที่แทบจะเผาร่างของพวกเขาให้กลายเป็จุณจากคนพวกนั้นเป็อย่างดี
มีบางคนเดินตามหลังกองทัพเมืองแซมบอร์ดมาอย่างโจ่งแจ้ง พวกเขาอยากรู้ว่ากองทัพที่มีไม่ถึงหนึ่งร้อยคนพวกนี้มีดีอะไรบ้าง
“องค์าาอเล็กซานเดอร์ ตรงริมฝั่งแม่น้ำเป็พื้นที่ที่ทางเราจัดเตรียมไว้ให้สำหรับค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด” อัศวินที่นำทางพวกเขาพูดขึ้นอย่างสุภาพ พลางชี้ไปยังพื้นที่โล่งกว้างริมฝั่งแม่น้ำตรงหน้าพวกเขาแล้วหันมากล่าวกับซุนเฟย
ที่นี่มีพื้นที่ประมาณยี่สิบมู่ (แปดไร่) เป็พื้นที่ราบและมีทุ่งหญ้าสีเหลืองเติบโตอยู่ในพื้นที่ ทั้งยังอยู่ติดกับแม่น้ำสายเล็กๆ ลักษณะของพื้นที่ตรงนี้เหมาะสำหรับการตั้งค่ายมาก พื้นที่โล่งกว้างแห่งนี้ถูกคั่นด้วยก้อนหินและโซ่เหล็กจากค่ายอื่นๆ ตรงกลางพื้นที่ยังมีเสาหินที่สูงประมาณสิบเมตร ซึ่ง้าแกะสลักตัวอักษรไว้สามคำ ‘เมืองแซมบอร์ด’
“ฝ่าา ข้ามีนามว่าโตซิช หากฝ่าาขาดเหลือสิ่งใดให้ส่งคนไปหาข้าได้ที่ 'กองกำลังพายุหิมะ' ตอนนี้ฝ่าาและกองทัพคงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากแล้ว ข้าจะไม่รบกวนพวกท่าน อีกไม่นาน ข้าเชื่อว่าพวกเราจะได้พบกันอีก!”
อัศวินที่ชื่อว่าโตซิชดูเป็มิตรมาก ฟังจากคำพูดของเขาแล้ว เขาน่าจะเป็ทหารใน 'กองกำลังพายุหิมะ' ที่เลืองชื่อของราชอาณาจักรเซนิท และนั่นก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกใขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่นำทางซุนเฟยและกองทัพมายังพื้นที่ตั้งค่ายของพวกเขา โตซิชก็มอบหนังสือเกี่ยวกับกฎและข้อบังคับในการเข้าร่วมการแข่งขันการซ้อมรบให้กับซุนเฟย จากนั้นก็ขอตัวออกมาทันที โตซิชเป็คนที่ฉลาดมาก ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกรำคาญใจ แต่ยังแสดงท่าทีเป็มิตรเผื่อแผ่ไปยังคนของเขาที่อยู่ด้านหลังอีกด้วย
เมื่ออัศวินโตซิชเดินจากไป เหล่าทหารก็เริ่มตั้งค่ายกันทันที การตั้งค่ายในคราวนี้พวกเขาระมัดระวังและรอบคอบมากกว่าครั้งไหนๆ เพราะต้องอาศัยอยู่ในค่ายนี้เป็เวลาหนึ่งเดือนตลอดการแข่งขัน ซึ่งแตกต่างจากค่ายพักแรมก่อนหน้านี้ พัศดีโอเลเกร์ลงมาควบคุมการก่อสร้างครั้งนี้ด้วยตัวเอง บางครั้งก็ช่วยพวกทหารตั้งเต็นท์ เต็นท์และอุปกรณ์เวทมนตร์ที่หาซื้อมาจากเมืองน้ำพุร้อนลดภาระให้กับพวกเขาได้เยอะมาก
นอกพื้นที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด กลุ่มคนที่ติดตามกองทัพเมืองแซมบอร์ดมายังพื้นที่ตั้งค่ายก็พากันตกตะลึงกับข้อความจารึกที่แกะสลักบนเสาหิน ในที่สุดพวกเขาก็รู้แล้วกองทัพกลุ่มนี้เป็ใคร แต่ละคนต่างมีสีหน้าซีดเซียวด้วยความกลัว ก่อนจะรีบเดินออกจากพื้นที่นี้ไปอย่างว่องไวเพื่อกลับไปรายงานข้อมูลนี้ให้แก่าาของตัวเอง
“สมควรตาย...ที่แท้คนพวกนั้นก็เป็คนของเมืองแซมบอร์ด เราต้องรีบนำเื่นี้กลับไปรายงานฝ่าาเสียแล้ว อย่างไรเราไม่ควรไปยั่วยุคนพวกนี้ าาเมืองแซมบอร์ดที่สามารถเอาชนะอัศวินพระอาทิตย์สีทองได้ ไม่ใช่คนที่พวกเราอาณาจักรระดับสี่จะไปยั่วโมโหได้!”
“คนของเมืองแซมบอร์ด? พวกเขาเป็คนจากอาณาจักรแซมบอร์ด? ห้ามไปยุ่งกับพวกเขาเด็ดขาด!”
“ดูเหมือนว่า เด็กหนุ่มผมดำที่ขี่หลังสัตว์อสูรั์สีดำนั่นจะต้องเป็าาเมืองแซมบอร์ดผู้เก่งกาจคนนั้นแน่ๆ เลย เขาอายุเท่าไรกันนะ? เขาต้องเก่งมากขนาดไหนถึงสามารถเอาชนะอัศวินพระอาทิตย์สีทองอย่างคริส ซัตตันได้? นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!”
“าาเมืองแซมบอร์ดมาถึงแล้วหรือ บุรุษผู้มีชื่อเสียงเลืองลือจากการต่อสู้บนยอดเขาหอคอยคู่...ฮึๆ ปล่อยให้มันหยิ่งผยองไปก่อนเถอะ เมื่อถึงเวลา นักรบอาณาจักรเยอรมนีจะเป็ผู้บดขยี้ความหยิ่งผยองของมันเอง...”
หลังได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา าาหลายๆ อาณาจักรที่คิดจะหาทางเฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรระดับสี่ก็ดับความโลภของตัวเองทันที าาเหล่านี้ต่างได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับผลการต่อสู้ที่ยอดเขาหอคอยคู่ บุรุษที่สามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินได้ ไม่ใช่บุคคลที่ตัวเองสมควรไปยั่วยุ
แน่นอนว่าก็ยังมีาาอีกหลายอาณาจักรที่ยังไม่ได้ทราบข่าวนี้ แม้ว่าเื่การต่อสู้ที่ยอดเขาหอคอยคู่จะไม่ใช่ความลับอะไรในเมืองหลวง แต่สำหรับาาที่มาจากพื้นที่อันห่างไกลและไม่ได้เข้าไปในเมืองหลวง ข่าวสารนี้จึงถูกปิดกั้น ดังนั้น ในสายตาพวกเขา าาแซมบอร์ดไม่ใช่บุรุษผู้พิชิตอัศวินผู้ตัดสิน แต่เป็เพียงาาจากอาณาจักรบริวารระดับหกเท่านั้น แถมคนที่เป็าาก็ยังดูเด็กมากด้วย ฮึๆ าาเด็กแบบนั้นจะมีปัญญาทำอะไรพวกเขาได้?
ความโลภเริ่มเข้าครอบงำในจิตใจ
“ไม่ยุติธรรม ทำไมอาณาจักรบริวารระดับหกอย่างเมืองแซมบอร์ดถึงได้รับพื้นที่ตั้งค่ายที่ดีขนาดนั้น? พื้นที่แบบนั้นมีไว้ให้อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งและสองไม่ใช่หรือ?”
“คนจากเมืองแซมบอร์ดได้ของดีเกินไปแล้ว!”
าาบางอาณาจักรต่างนึกสงสัยขึ้นมา
ด้วยความไม่พอใจกับความลำเอียงที่เห็นได้ชัดแบบนี้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเอาความไม่พอใจนี้ไปทุ่มใส่อัศวินแห่งราชอาณาจักร ดังนั้นที่ระบายอารมณ์ของพวกเขาจึงเป็าาจากอาณาจักรเล็กๆ ระดับหกอย่างาาแซมบอร์ด แต่ไม่ทันจะได้ดำเนินการอะไร ก็มีเสียงร้องะโประหนึ่งฟ้าผ่าดังขึ้นมา เสียงนี้ได้ยินกันทั่วค่ายทหารบริเวณรอบๆ
“าาแซมบอร์ด ข้าครู้ด มาขอท้าประลองกับเ้า พรุ่งนี้ตอนเที่ยงวันที่สนามประลองดาบ ล้างตาคอยไว้ได้เลย!”
เสียงท้ารบนี้ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
ค่ายทหารที่อยู่ภายในรัศมียี่สิบเมตรต่างก็ได้ยินคำท้าประลองนี้อย่างชัดเจน สีหน้าของแต่ละคนต่างตกตะลึง
“ครู้ด? นั่นไม่ใช่หนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรเซนิทหรือ ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในลำดับที่เจ็ดเชียวนะ แล้วทำไมจู่ๆ ไปท้าประลองกับาาเมืองแซมบอร์ดเล่า?”
“ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าการที่าาเมืองแซมบอร์ดพิชิตอัศวินผู้ตัดสินได้จะทำให้เหล่าอัศวินผู้ตัดสินคนอื่นๆ รู้สึกเสียหน้าขึ้นมาแน่ๆ ่นี้มีข่าวลือว่า ชื่อเสียงของวิหารอัศวินถูกทำลาย าาแซมบอร์ดผู้นี้สามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที!”
“นี่เป็โอกาสดี ข้าอยากจะรู้นักว่าาาเมืองแซมบอร์ดจะแข็งแกร่งเหมือนในข่าวลือหรือไม่!”
……
ซุนเฟยได้ยินเสียงแหกปากท้าประลองก็พลันทำสีหน้าสงสัยขึ้นมา
“ครู้ด? มันเป็ใครล่ะนั่น?”
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ผู้ท้าประลองนับว่าเป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง อย่างน้อยๆ ฝีมือก็อาจจะเทียบเท่าหรือเหนือกว่าอัศวินพระอาทิตย์สีทองอย่างคริส ซัตตัน แล้วทำไมยอดฝีมือที่เก่งกาจขนาดนั้นถึงเดินมาท้าประลองกับบิดาเล่า? หรือว่าหน้าตาบิดาดูกวนบาทา? หรือเป็เพราะบิดาดูเหี้ยมไม่พอถึงได้มีคนมาลองดีแบบนี้?
“ทูลฝ่าา ครู้ดเป็หนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินขอรับ เขาอยู่ในลำดับที่เจ็ด ความแข็งแกร่งของเขาเหนือชั้นยิ่งกว่าอัศวินซัตตันมาก เขาเป็ยอดฝีมือรุ่นเก๋าของราชอาณาจักรขอรับ” ท่านผู้เฒ่าโซล่าตอบกลับมา เขาและลูก้าเสียเวลาเรียบเรียงข้อมูลอยู่นานก่อนจะกล่าวออกมา แม้ระบบข้อมูลข่าวกรองของเมืองแซมบอร์ดจะห่วย แต่ข้อมูลที่เกี่ยวกับอัศวินผู้ตัดสินกลับมีเก็บสะสมไว้ไม่น้อย
“หนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินอีกแล้วหรือ?”
ซุนเฟยลูบคางตัวเองเบาๆ เขาพอจะเข้าใจเหตุผลของการท้าประลองนี้ ก่อนหน้านั้นเจอไอ้เด็กเวร มาตอนนี้ก็มาเจอกับคนแก่ นี่เขาวิ่งเข้ามาหาดงตีนหรือเปล่านะ? ถ้าอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดมันเกิดแพ้เขาขึ้นมา ไม่แน่ว่าอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สาม สอง หนึ่ง คงแห่เข้ามาท้าประลองเขาใช่ไหม? แต่นี่ก็คล้ายกับเอาไม้มาแหย่รังแตนชัดๆ
ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาคงต้องลงมือให้เหี้ยมกว่าเดิมเสียแล้ว จะได้ไม่มีตัวน่ารำคาญมาคอยก่อกวนเขาอีก
-----------------
