ก่อนหน้านี้นางช่างไร้เดียงสายิ่ง คิดว่าเ้าใหญ่ที่พูดเก่งคือคนดี และคิดว่าจางซื่อที่พูดไพเราะคือคนดีเช่นกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่าสองคนนี้คือคนที่ร้ายที่สุด
“พี่สะใภ้รอง ข้าต้องขออภัยท่าน ข้าจะไม่ร้องไห้แล้ว” หลี่ซื่อยกมือปาดน้ำตาขณะกล่าว
“ต้องแบบนี้สิ เ้าควรต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ยิ่งร้องไห้ชีวิตก็จะยิ่งไม่มีความสุขรู้หรือไม่ เ้ารีบกินเถิด ข้าจะไปต้มยาในห้องครัว เ้ารีบรักษาตัวให้หายดีจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่ายาไปมากกว่านี้” จ้าวซื่อกล่าวจบลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ห้องครัว
หลี่ซื่อเช็ดน้ำตาจนแห้งเหือด ใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง พี่สะใภ้รองช่างเข้าใจล้อเล่น หากกลัวจะสิ้นเปลืองเงิน แค่ต้มโจ๊กจากธัญพืชให้นางกินก็ได้ ไยต้องต้มโจ๊กจากน้ำแกงไก่ให้กินด้วยเล่า
แท้ที่จริงแล้วหลี่ซื่อกำลังเข้าใจผิด โจ๊กจากน้ำแกงไก่นี้กู่ซื่อเป็คนต้ม กู่ซื่อบอกกล่าวแก่สามีภรรยาหยวนว่า ในเมื่อเจินเจินเป็คนช่วยชีวิตหลี่ซื่อเอาไว้ ก็ต้องรักษานางให้หายดี เจินเจินจะได้ไม่เสียใจ ทั้งยังกล่าวอีกว่าต้องให้กินอาหารดีๆ ด้วยจะได้หายไวๆ จึงได้ต้มโจ๊กจากน้ำแกงไก่ แล้วให้จ้าวซื่อนำกลับมา ซึ่งโจ๊กที่กู่ซื่อต้มให้มานั้นเพียงพอให้หลี่ซื่อกินได้สองวันเลยทีเดียว
เพื่อให้หลี่ซื่อหายไวและสะดวกในการดูแล ระหว่างนั้นจ้าวซื่อจึงนอนห้องเดียวกับหลี่ซื่อ
มื้อวันส่งท้ายปีของบ้านรองสกุลหยวนนั้นอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง มีทั้งเนื้อปลาและเนื้อกวาง ทั้งสามคนกินอย่างอิ่มหนำสำราญ สลับมาดูบ้านใหญ่สกุลหยวน ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือผู้เยาว์ล้วนมีสีหน้าอึมครึม ไหนเลยจะมาสนใจเื่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในวันส่งท้ายปี
กินข้าวอะไรกันเล่า บุตรชายสองคนกลายเป็คนพิการ เพิ่งจะเริ่มรักษาก็ต้องเสียเงินไปแล้วถึงสามสี่ร้อยตำลึง ได้รับาเ็ที่กระดูกอย่างน้อยต้องใช้เวลารักษาประมาณหนึ่งร้อยวัน นั่นก็แปลว่าจะต้องกินยาไปอีกสามสี่เดือนเลยทีเดียว เช่นนี้ไม่เรียกว่ากินยา เรียกว่ากินเงินต่างหาก ประกอบกับเกิดเื่หลี่ซื่อขึ้น ชื่อเสียงของบ้านใหญ่สกุลหยวนจึงนับว่าย่อยยับไม่มีชิ้นดี
ผู้เฒ่าหยวนที่อารมณ์ไม่ดีหันไปตวาดด่าทอผู้เป็ภรรยา “อยู่ดีๆ เ้าไปใส่ร้ายหลี่ซื่อด้วยเหตุใด!”
“ใส่ร้ายแล้วอย่างไร หรือจะให้ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าพวกเราไปเอากลอนคู่ของสกุลกู้มาจริงๆ ในเมื่อผู้อื่นหยิบได้แล้วเหตุใดพวกเราจะหยิบไม่ได้ อีกอย่างเื่ใส่ร้ายหลี่ซื่อท่านต้องโทษเ้าใหญ่ นางต่างหากที่เป็คนพูด หาใช่ข้าไม่!” หวางซื่อเถียงกลับเสียงแหลมดัง
เ้าใหญ่ลอบกลอกตา นางอยากออกจากสกุลหยวนเสียประเดี๋ยวนี้เลย ทว่าน่าเสียดายที่ไม่อาจทำได้ จึงก้าวออกไปเอ่ยกับผู้เฒ่าหยวนว่า “ท่านปู่ เวลานั้นมีเพียงแต่ต้องโยนความผิดให้ท่านอาสะใภ้สี่เท่านั้น อย่างไรเสียนางก็ไม่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ หากไม่ทำเช่นนี้ทุกคนในหมู่บ้านจะมองสกุลเราเช่นไร แม้ยามนี้จะมีคนในหมู่บ้านซุบซิบถึงพวกเราอยู่บ้าง แต่ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนเ่าั้จะเชื่อว่าท่านอาสะใภ้สี่เป็ผู้บริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วพวกเราจึงต้องทำให้ทุกคนคิดว่าท่านอาสะใภ้สี่ขโมยเงินไปจริงๆ ต่อให้นางตายไปก็ต้องตายในฐานะโจรขโมยเงิน! ส่วนเื่ต้าเป่าเสียวเป่า แค่แก้ตัวว่าเพราะพวกเขาเห็นท่านอาสะใภ้สี่ไปหยิบกลอนคู่ที่บ้านสกุลกู้ก็เลยไปหยิบบ้าง เพียงเท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว”
ผู้เฒ่าหยวนคิดตาม ก่อนจะเห็นด้วยในเวลาต่อมาจึงปล่อยเื่นี้ไป
“แล้วเื่เ้าสามเ้าสี่เล่า จะปล่อยไปเช่นนี้หรือ” หวางซื่อกัดฟันกรอดอย่างเดือดดาล
ผู้เฒ่าหยวนเคาะแท่งยาสูบกับโต๊ะ “ถ้าไม่อย่างนั้นจะทำเช่นไร บัดนี้พวกเราไม่สามารถไปเอาเื่กับเ้ารองได้ เ้าพูดเช่นนี้ออกมาจะมีประโยชน์อันใด พวกเราทำได้แค่ต้องเก็บงำความแค้นนี้ไว้เท่านั้น!”
กล่าวจบผู้เฒ่าหยวนก็เดินกลับห้องไปอย่างหงุดหงิด โดยมีหวางซื่อเดินตามไปด้วยสีหน้าโกรธแค้น
เมื่อผู้เฒ่าในบ้านไม่กินข้าว แล้วคนอื่นยังจะกินอันใดได้อีก ไม่มีผู้ใดมีกะจิตกะใจจะเข้าครัวทำอาหาร ต่างคนต่างกลับห้อง แต่ถึงกระนั้นเ้าใหญ่ย่อมไม่ยอมทนหิว เพราะนางได้แอบซ่อนขนมเอาไว้ในห้อง ส่วนหยวนเหล่าซานหากหิวก็มีจางซื่อคอยดูหาของกินในห้องครัวมาให้ ผู้ที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็หยวนเหล่าซื่อ ภรรยาถูกบิดามารดาปลด อีกทั้งขายังใช้การไม่ได้ แม้อยากจะดื่มน้ำก็ยังไม่มีผู้ใดรินให้ ะโเรียกคนในครอบครัวกลับไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมา ฤดูนี้คือฤดูหนาวจะมีผู้ใดตื่นขึ้นมาได้เล่า
หยวนเหล่าซื่อดื่มยาั้แ่เที่ยงจนถึงเย็นเวลานี้ปวดปัสสาวะจะแย่อยู่แล้ว เขาพยายามอั้นเอาไว้ ะโเรียกคนในบ้าน แต่ทว่าไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาเลยสักคน เขาจึงจำต้องสะกดกลั้นความเ็ปที่ขาปีนลงจากเตียงด้วยตนเอง แต่กลับตกลงมาจากเตียง ปัสสาวะที่อั้นไว้ก็ราดไหลรดกางเกงอีก
ท่ามกลางอากาศหนาวในคืนฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บ หยวนเหล่าซื่อนอนจมกองปัสสาวะของตนเองตลอดทั้งคืน กระทั่งรุ่งเช้าหวางซื่อเข้ามาในห้องเพื่อนำยามาให้ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็ใ
“เ้าสี่ตายแล้ว!” นางมองบุตรชายที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ะโออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
ทุกคนในบ้านเร่งรุดมาดู ผู้เฒ่าหยวนค่อยๆ เอามือไปอังที่จมูกของบุตรชายคนที่สี่ พบว่าอีกฝ่ายยังหายใจอยู่ เขาลุกขึ้นยืน ตบหน้าภรรยาไปหนึ่งฉาด “วันแรกของปีใหม่แต่เ้ากลับพูดจาอัปมงคลเยี่ยงนี้ เหล่าต้า พยุงเ้าสี่ไปที่เตียง ต้าเป่า รีบไปตามหมอมา!”
หวางซื่อถูกตบ ถ้วยยาในมือจึงตกลงไปบนพื้น ทางด้านผู้เฒ่าหยวน เมื่อสั่งการเสร็จก็เดินเอามือไพล่หลังเดินออกไป ขณะที่ปากยังคงด่าว่าภรรยาที่พูดจาไม่เป็มงคลั้แ่วันแรกของปีใหม่ไม่หยุด
หยวนเหล่าต้าพยุงน้องชายขึ้นไปนอนบนเตียง ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เพียงแค่ห่มผ้าอย่างลวกๆ พลางเอามือบีบจมูกตนเองอย่างรังเกียจแล้วรีบเดินออกจากห้องไป
“แต่ละคนเป็คนตายกันหมดหรือไร เ้าสี่ตกเตียงกลับไม่มีผู้ใดรู้สักคน!” ที่ด้านนอก ผู้เฒ่าหยวนยังคงบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิด
จางซื่อนิ่งเงียบไม่ได้กล่าวคำใด เมื่อคืนน้องสามีส่งเสียงเรียกเสียงดังถึงเพียงนั้น นางกับสามีหรือจะไม่ได้ยิน แต่เป็เพราะนางเป็พี่สะใภ้ จึงไม่เหมาะหากจะไปดูแลน้องสามี นางไม่เชื่อหรอกว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่รวมถึงท่านพ่อท่านแม่จะไม่ได้ยิน พี่ในเมื่อพวกเขาไม่มีผู้ใดลุกขึ้นไปดูเลยสักคน เช่นนั้นแล้วจะมาโทษนางไม่ได้เช่นกัน
หยวนเหล่าต้ายิ้มพร้อมกับแก้ตัว “ท่านพ่อ เมื่อวานมีเื่ทั้งวัน ข้าเหนื่อยมาก พอหัวถึงหมอนก็หลับไปทันที ไม่ได้ยินน้องสี่ะโเรียกเลยแม้แต่น้อย ท่านพ่อ ท่านเองก็คงไม่ได้ยินเหมือนกันกระมัง หากท่านได้ยินแล้วเรียกให้พวกเราไปช่วย พวกเราย่อมยินดีอยู่แล้ว”
ผู้เฒ่าหยวนชะงักนิ่งไป เมื่อคืนเขาเองก็ได้ยินเสียงะโเรียกของบุตรชายเช่นกัน ทว่ายามนั้นเขากำลังโมโหจึงทำเป็ไม่สนใจ คิดว่าประเดี๋ยวหยวนเหล่าต้าคงลุกขึ้นไปดูเอง ไม่คิดว่า…
ครั้นหมอมาถึง ผู้เฒ่าหยวนและหยวนเหล่าต้าพาหมอไปที่ห้องของหยวนเหล่าซื่อ หมอทำการตรวจรักษาให้เสร็จเรียบร้อยก็ส่ายศีรษะ “เนื่องจากเมื่อคืนหยวนเหล่าซื่อถูกไอเย็น ทำให้มีไข้สูง เดี๋ยวข้าจะจัดยาให้ พวกท่านอย่าลืมต้มยาให้เขาดื่มเล่า เดิมทีขาเขาก็ไม่ดีอยู่แล้ว เมื่อคืนยังตกจากเตียงลงมาอีก ข้าทำการรักษาให้ใหม่แล้ว เพียงแต่เป็ไปได้ว่าอนาคตขาของเขาอาจจะพิการยิ่งกว่าเดิม”
หมายความว่าขาที่าเ็ของหยวนเหล่าซื่อไม่อาจใช้การได้อีกแล้ว?
ผู้เฒ่าหยวนได้ยินเช่นนี้ก็ถามหน้าเครียด “ท่านหมอ ไม่มีวิธีรักษาแล้วหรือ ท่านลองคิดดูให้ดีอีกทีได้หรือไม่ ชาวบ้านอย่างพวกเรายังต้องพึ่งขาในการทำมาหากินและใช้ชีวิต”
หากบุตรชายของเขาขาพิการขึ้นมาจริงๆ จะใช้ชีวิตอย่างไร ภายในสกุลหยวนในยามนี้ผู้ที่ทำงานคือเ้าสามกับเ้าสี่ หากเ้าสี่ไม่อาจทำงานได้ คนที่ทำงานได้ก็จะเหลือแค่เ้าสามเพียงผู้เดียว คิดแล้วก็รู้สึกเครียดยิ่งนัก
หมอส่ายศีรษะ “ข้าจนปัญญาจริงๆ พวกท่านไม่สู้พาเขาเข้าไปรักษาในอำเภอหรือไม่ก็ในเมืองเถิด กู้ต้าหลางไม่ใช่ว่าไปหาหมอที่ร้านไป๋เฉ่าถังในอำเภอหรอกหรือ แต่หากไปรักษาในอำเภอหรือในเมือง ค่ารักษาอาจจะแพงกว่านี้เล็กน้อย อย่างน้อยพวกท่านต้องเตรียมเงินไปประมาณสี่สิบห้าสิบตำลึง”
“แพงขนาดนี้เชียว ไยพวกเขาถึงไม่ไปปล้นเสียเลยเล่า!” หวางซื่อกล่าวเสียงดังด้วยความคาดไม่ถึง
หมอขมวดคิ้ว ในใจนึกรังเกียจบ้านใหญ่สกุลหยวนยิ่งนัก แต่เนื่องจากตนเองคือหมอ ไม่อาจเลือกหรือปฏิเสธผู้ไข้ได้ จึงจำใจต้องมารักษาให้ ครั้นมองไปยังหยวนเหล่าซื่อซึ่งนอนอยู่บนเตียง ทั้งที่ฉี่ราดกางเกงแต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจจะเปลี่ยนให้ อีกฝ่ายช่างโง่เขลานัก ไม่รู้จักปกป้องภรรยา ยามนี้ขามาพิการจึงไม่มีภรรยาคอยดูแล
