เมื่อทุกคนได้ยินว่าราคาสิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน ดวงตาของพวกนางก็เป็ประกาย
อย่าได้มองว่าพวกนางไม่รู้หนังสือ พวกนางล้วนไปขายผักขายข้าวที่ตัวอําเภอบ่อยๆ จึงคิดบัญชีเป็
พริกในบ้านของพวกนางทําเป็พริกสับดอง แม้ว่าจะใส่เกลือและเหล้า แต่ต้นทุนของพริกสับดองหนึ่งจินก็ไม่เกินสี่เหรียญทองแดง เช่นนั้นหนึ่งจินสามารถทําเงินได้อย่างน้อยหกเหรียญทองแดง หากการค้าขายดี ่ล่าเยวี่ยก็ยังสามารถหาเงินได้แปดเหรียญทองแดงต่อจิน
พริกสับดองหนึ่งร้อยจินทำเงินได้อย่างน้อยหกร้อยเหรียญทองแดง!
์ นี่ไม่ใช่ฝันไปกระมัง?
หลี่ชิงชิงมองไปรอบๆ ทุกคนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความใและดีใจพร้อมๆ กัน พลางเอ่ยถาม “พวกท่านคิดเห็นอย่างไรกับคําแนะนําของข้า?”
“ดี ข้าล้วนฟังเ้า เ้าพูดอย่างไรก็คืออย่างนั้น”
“ชิงชิง เ้าเชี่ยวชาญในการทำการค้า ข้าไม่ฟังเ้าแล้วจะฟังผู้ใด”
“ดีเหลือเกิน หากข้าสามารถหาเงินจากการขายพริกสับดองได้ ความเป็อยู่ของครอบครัวของข้าคงดีขึ้นไม่น้อย”
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ดีใจอย่างหลับหูหลับตา มีน้องสะใภ้ที่มีดวงตาเรียวยาวคนหนึ่ง นิสัยค่อนข้างปราดเปรียวมีชีวิตชีวา นางก้าวมาข้างหน้าพร้อมเอ่ยถามตามตรงว่า “พี่สะใภ้ พริกสับดองหนึ่งจินสิบเหรียญทองแดง แพงกว่าพริกสดแปดเหรียญทองแดง จะมีคนซื้อหรือ?”
“เมื่อครู่ที่ข้าผัดไข่ ใช้พริกสับดองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังไม่ต้องใส่เกลือ เพราะพริกสับดองมีทั้งพริกและเกลือรวมอยู่ในนั้น มันยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวอีกด้วย” หลี่ชิงชิงเห็นสายตาของสตรีทุกคนมองมาที่ตนเอง จึงเอ่ยต่อว่า “เ้าลองคิดดูเถิด ต้นหอมเล็กที่พวกเราขาย ในฤดูหนาวหนึ่งจินราคาเท่าไร?”
สายตาของน้องสะใภ้มีความกระวนกระวายเล็กน้อย เอ่ยตอบ “สี่ถึงห้าเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน”
ต้นหอมที่คนในพื้นที่ปลูกเป็ต้นหอมเล็ก กลิ่นจะแรงกว่าต้นหอมใหญ่ รสััอ่อนและนิ่ม แต่เพราะให้ผลผลิตต่อหมู่นั้นต่ำ ราคาจึงแพงกว่าผักสดอื่นๆ
“ต้นหอมเล็กนั้นไม่รวมเกลือ และมีคนขายต้นหอมเล็กอยู่ทุกหนทุกแห่ง พริกสับดองของพวกเรามีเกลือ และมีเพียงพวกเราเท่านั้นที่ขาย” หลี่ชิงชิงถามกลับว่า “เ้าคิดว่าหนึ่งจินสิบเหรียญทองแดงแพงหรือไม่?”
ไม่รอให้น้องสะใภ้เอ่ยปาก สตรีที่อยู่ด้านข้างหลายคนก็เอ่ยเสียงดังว่า “ไม่แพง!”
“ชิงชิงกล่าวได้มีเหตุผลเกินไปแล้ว พวกเราฟังชิงชิง”
“ข้าอยากรีบกลับบ้านไปทําพริกสับดองเพื่อเอาไปขายแล้ว!”
น้องสะใภ้กล่าวด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความขอบคุณจากใจจริง “พี่สะใภ้ ข้าฟังท่าน”
ก่อนหน้านี้พ่อสามีและแม่สามีของนางมักจะชมหลี่ชิงชิงต่อหน้าคนทั้งครอบครัว ในใจนางเกิดความไม่เห็นด้วยเล็กน้อย แต่ผ่านเหตุการณ์วันนี้ไปนางก็เกิดความรู้สึกเลื่อมใสอย่างสุดใจแล้ว
แม้ว่านางจะฉลาดเล็กน้อยและไม่ยอมน้อยหน้าใคร แต่มิได้โง่เขลา
นางรู้ว่าไม่อาจคิดริษยาคนอย่างหลี่ชิงชิง เพราะว่าความต่างชั้นระหว่างนางกับหลี่ชิงชิงนั้นมากเกินไป เช่นนั้นนางจึงยกหลี่ชิงชิงขึ้นเป็บุคคลที่น่าเคารพนับถือคนหนึ่ง!
“พวกเ้ามีกันมากเกินไป ข้าไม่รั้งพวกเ้าให้ร่วมกินข้าวแล้ว” หลิวซื่อส่งทุกคนพร้อมรอยยิ้ม
“รอข้าหาเงินได้แล้วจะเลี้ยงข้าวท่านกับชิงชิง”
“ข้าว่าข้าต้องเรียกชิงชิงว่าอาจารย์แล้ว”
“อาจารย์พี่สะใภ้!”
ทุกคนขอบคุณหลี่ชิงชิงและคนตระกูลหวังครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นก็รีบกลับบ้านด้วยความปรารถนาที่จะหาเงิน
ตระกูลหวังเงียบลงได้ไม่นาน หวังจื้อและหวังเลี่ยงก็กลับมาจากอําเภอแล้ว พวกเขาเปียกโชกไปทั้งตัว บอกว่าฝนที่อําเภอตกหนักกว่าในหมู่บ้านหวัง พวกเขากลัวว่าซาลาเปาจะเปียก จึงเอาเสื้อกันฝนที่ทำจากฟางข้าวคลุมกล่องไม้ที่ใส่ซาลาเปา จึงได้กลายสภาพเป็ลูกหมาตกน้ำเช่นนี้
ยามนี้เข้าสารทฤดูแล้ว ไม่ใช่คิมหันตฤดู อุณหภูมิที่ต่ำลงในวันฝนตก ไม่ว่าคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพียงใด แต่การตากฝนเช่นนี้ก็ทำให้ป่วยได้ หลิวซื่อทั้งรู้สึกรักและสงสารบุตรชายทั้งสองคน นางะโเสียงดังว่า “พวกเ้ารีบไปอาบน้ำร้อน ข้าจะไปต้มน้ำขิง อาบน้ำเสร็จแล้วก็มาดื่มน้ำแกงแล้วไปนอนขับเหงื่อเสีย!”
หวังเลี่ยงยังคงเอ่ยอย่างตื่นเต้นอยู่ตรงนั้นไม่หยุดว่า “วันนี้ซาลาเปาเจ็ดร้อยกว่าลูก ถูกหอเพียวเซียงซื้อเอาไว้ทั้งหมด
พวกข้าไปถึงหน้าประตูหอเพียวเซียง ทาสหนุ่มผู้นั้นก็บอกว่าเขามารอนานแล้ว เพราะว่าฝนตกหนัก แขกจากเมื่อคืนยังไม่ได้กลับไป ยามนี้เข้า่สายแล้วก็ยังไม่กลับ แม่เล้าจึงให้ทาสหนุ่มซื้อซาลาเปาของบ้านพวกเราทั้งหมด พร้อมให้เงินรางวัลอีกยี่สิบเหรียญทองแดง บอกว่าฝนตกหนักเพียงนี้ บ้านเราก็ยังมาส่งซาลาเปา ลำบากแล้ว
พี่ใหญ่ของข้าไม่อยากรับเงิน แต่ทาสหนุ่มผู้นั้นก็ยังยัดให้ข้าอย่างสุดชีวิต กล่าวว่านี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของแม่เล้า ไม่ว่าอย่างไรก็ให้บ้านเรารับไว้ให้ได้ อย่าได้รังเกียจว่าน้อย อย่าดูถูกคน พอข้าได้ยินทาสหนุ่มพูดเช่นนั้น หากไม่รับไว้อีก วันหลังก็คงจะมองหน้ากันลำบากแล้ว ข้าจึงรับไว้ พี่สะใภ้สาม ท่านว่าข้าทำถูกหรือไม่ขอรับ?”
หวังเฮ่าได้ยินหวังเลี่ยงไม่ถามคนอื่นๆ ถามเพียงหลี่ชิงชิง ในใจจึงคิดว่าเื่การค้าของที่บ้านล้วนเป็หลี่ชิงชิงตัดสินใจ
“ถูกแล้ว” หลี่ชิงชิงนับค่าแรงจากเหรียญที่วางอยู่บนโต๊ะ จ่ายให้หวังจื้อกับหวังเลี่ยง และมอบเงินรางวัลของหอเพียวเซียงให้พวกเขาด้วย พลางเอ่ย “เงินยี่สิบเหรียญทองแดงนี้เ้ากับพี่ใหญ่แบ่งกันคนละครึ่ง ฝนตกหนักขนาดนี้ ลำบากทั้งสองคนออกไปส่งซาลาเปาแล้ว”
“ขอบคุณพี่สะใภ้สาม พี่สาม!” หวังเลี่ยงที่หัวเราะชอบใจถูกหลิวซื่อไล่ไปอาบน้ำ
แม้ปากของหวังเฮ่าจะเอ่ยว่า “ไม่ต้องขอบคุณข้า” ทว่าในใจก็ดีใจยิ่งนัก สายตาที่มองหลี่ชิงชิงเผยถึงความรักมากยิ่งขึ้น
ผู้เฒ่าหวังถอนหายใจแล้วเอ่ย “คนของหอเพียวเซียงรู้ว่าอาชีพที่ทำนั้นต่ำต้อย กลัวจะถูกผู้คนดูแคลน แม้แต่ครอบครัวเราก็ยังเกรงใจขนาดนี้”
หลี่ชิงชิงเอ่ย “แม่เล้าของหอเพียวเซียงเป็คนดียิ่งนัก รู้จักเอาชนะใจผู้คน”
ในวันเดียวกันนั้นหวังเฮ่าได้ไปเยี่ยมผู้นำวงศ์ตระกูล และผู้าุโหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้วยตนเอง และยังพาหลี่ชิงชิงไปเยี่ยมเจิ้งหยวน
หวงซื่อภรรยาของเจิ้งหยวนกลับมาเมื่อคืนวานนี้ นางร้องไห้ั้แ่เห็นเจิ้งหยวน และยังร้องไห้อยู่ตลอดเวลา แม้จะเหนื่อยจากการร้องไห้จนหลับไปยามค่ำคืน แต่ในความฝันก็ยังคงร้องไห้จากฝันร้ายจนตื่นขึ้นมา
เฝิงซื่อที่เดิมทีก็เสียใจมากอยู่แล้ว ถูกหวงซื่อร้องไห้ใส่เช่นนี้ก็ยิ่งเป็ทุกข์มากขึ้น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเจิ้งหยวนคนที่เกี่ยวข้องในเื่นี้ จิตใจที่ถูกทุกคนเอ่ยโน้มน้าวก่อนหน้านี้ว่าให้มีชีวิตอยู่อย่างดีต่อไป ยามนี้ก็เกิดความขี้ขลาดขึ้นมาแล้ว
เจิ้งฮวาเด็กเล็กเพียงคนเดียวในบ้าน ถูกการกระทำของผู้ใหญ่สามคนทำให้ใกลัว นางร้องไห้ด้วยเสียงเล็กๆ ตามตลอดเวลา
หลี่ชิงชิงอยู่บ้านตระกูลเจิ้งได้สักพักแล้ว ถูกบรรยากาศหนักอึ้งกดดันจนอึดอัดใจ อดไม่ได้ที่จะเรียกหวงซื่อมาที่ลานบ้าน นางมองใบหน้าหวงซื่อที่ร้องไห้จนแดงก่ำ ก่อนเอ่ยว่า “แม้ท่านจะร้องไห้เจ็ดวันเจ็ดคืน แต่แขนซ้ายของพี่ใหญ่เจิ้งก็ไม่งอกออกมา ข้าได้ยินหวังเฮ่าบอกว่าครั้งนี้ทหารในกองทัพสิ้นชีพไปหลายคน เป็ความโชคดีในความโชคร้ายที่พี่ใหญ่เจิ้งมีชีวิตกลับมา และพี่ใหญ่เจิ้งไม่ได้าเ็ที่ดวงตา ไม่ได้าเ็ที่ต้นขา สามารถมองเห็นและยังเดินได้ ไม่มีผลกระทบต่อชีวิต ภายภาคหน้ายังสามารถทํางานได้”
ปีนี้หวงซื่ออายุยี่สิบสองปี รูปร่างไม่สูง หุ่นไม่อ้วนไม่ผอม หน้าผากแคบ ริมฝีปากใหญ่ หน้าตาไม่งดงาม ในบรรดาภรรยาที่บุรุษของหมู่บ้านหวังตบแต่งเข้ามา ถือว่านางมีหน้าตาอัปลักษณ์
ยามนี้หวงซื่อสวมกระโปรงผ้าสีเทาที่เต็มด้วยรอยปะชุน นางร้องไห้จนหายใจไม่ออก ไม่กลัวว่าตนยืนอยู่ที่ลานบ้านจะถูกผู้อื่นมองเห็น นางเอ่ยว่า “เขาจะทํางานใดได้ เขาสามารถถือจอบได้หรือ เขาใส่ปุ๋ยในไร่นาได้หรือ ตัดฟืนได้หรือ...”
หลี่ชิงชิงจ้องเขม็งไปที่หวงซื่อพลางเอ่ยว่า “เมื่อก่อนยามท่านป้าเฝิงมาที่บ้าน มักเอ่ยกับท่านแม่ข้ามากกว่าหนึ่งครั้งว่าท่านเป็ลูกสะใภ้ที่ดี ยามที่พี่ใหญ่เจิ้งไม่อยู่ งานในไร่นา ตักมูล ตัดฟืน งานในบ้านของบุรุษเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็ท่านทํา ใช่หรือไม่เ้าคะ?”
หวงซื่อตอบพร้อมสะอึกสะอื้น “ใช่” สุขภาพของเฝิงซื่อไม่ค่อยดี ในบ้านนอกจากเฝิงซื่อก็คือหวงซื่อ หวงซื่อไม่ใช่คนเกียจคร้าน ดังนั้นจึงทํางานเหล่านี้อยู่ตลอด
หวงซื่อกล่าวในใจว่า เฮ้อ ครอบครัวของทหารประจำการล้วนเป็เช่นนี้มิใช่หรือ
