บทที่ 4
เมื่อครู่เป็เพียงอุบัติเหตุเท่านั้น
บรรยากาศภายในห้องเงียบสนิทจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มหล่น
หนิงหมิ่งหลัน เ้าสำนักไท่ชิงผู้รับรู้เื่ราวทั้งหมดแล้ว มีสีหน้าเคร่งขรึมทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เขาหยิบชายแขนเสื้อที่เรียบกริบอย่างไร้ที่ติขึ้นมาจัดระเบียบใหม่เพื่อสงบสติอารมณ์
ผ่านไปอึดใจหนึ่ง เขาอดรนทนไม่ไหวจนต้องหันไปถามด้วยน้ำเสียงประหลาดพิกล “ผู้าุโรอง ท่านเพิ่งบอกว่า...”
ผู้าุโรองพยักหน้าเงียบๆ เป็การตัดบทคำถามทั้งหมดของหนิงิหลาน
ช่างเป็วันที่พิลึกพิลั่นเสียจริง!
ครึ่งชั่วยามก่อน เขายังเพิ่งได้รับรายงานจากศิษย์ว่าซูว่านฉี ศิษย์ฝ่ายในลอบทำร้ายคุณหนูตระกูลเจียงจนาเ็สาหัสยังไม่ฟื้น
ในขณะที่เขากำลังกลุ้มใจว่าจะไปอธิบายกับตระกูลเจียงอย่างไร ก็ได้รับแจ้งอีกว่าซูว่านฉีเดินออกจากตำหนักคุมกฎมาได้อย่างปลอดภัย
เขายังไม่ทันได้ถามเหตุผลจากผู้าุโตำหนักคุมกฎ ก็ััได้ถึงความผันผวนของพลังปราณระดับผ่านด่าน์บนยอดเขาว่านเจี้ยน
เมื่อเร่งรีบมาถึงและสั่งให้ศิษย์ที่มุงดูแยกย้ายไป เขาก็ได้รับรู้จากปากผู้าุโรองว่าซูว่านฉีกับท่านเซียนชิงเหยียนนั้น... มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน
เื่จบแค่นี้ไหม? ไม่!
ในขณะที่เขากำลังจะเตือนผู้าุโทั้งสองว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อคำพูดของคนเพียงฝ่ายเดียว เขาก็ได้เห็นซูว่านฉีในสภาพที่เพิ่งถูกช่วยชีวิตไว้ได้จากการมุ่งมั่นแสวงหาความตาย
ค่ายกลสะบั้นิญญานะนั่น!
ต่อให้เป็เขามารับแรงะเินี้เอง ก็ต้องมีาเ็สาหัสเข้าถึงกระดูก แม้จะยังมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่ในใจของหนิงิหลานตอนนี้เชื่อไปแล้วกว่าสองส่วน
หนทางยังอีกยาวไกล หากเป็เื่หลอกลวง อย่างไรเสียวันหนึ่งก็ต้องเผยพิรุธออกมา แต่ถ้าหากเป็เื่จริงละก็... หนี้บุญคุณและหนี้กรรมที่สำนักไท่ชิงรวมถึงโลกบำเพ็ญเพียรติดค้างท่านเซียนไว้นั้น...
เมื่อคิดได้ดังนี้ คิ้วที่ขมวดแน่นของหนิงิหลานก็พลันคลายออก แต่พอเขามองไปยังซูว่านฉีที่นอนอยู่บนเตียง แม้ร่างกายจะถูกรักษาด้วยโอสถจนหายดีแล้ว แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือด คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นขึ้นมาใหม่
ซูว่านฉีมีความตั้งใจที่จะตายอย่างแรงกล้า หากนางตื่นมาพบว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าอาจจะหาทางฆ่าตัวตายอีกรอบ
สำหรับเขาและผู้าุโทั้งสอง การลงมือห้ามนั้นไม่ยาก แต่ที่ยากคือจะกล่อมให้นางล้มเลิกความคิดนั้นได้อย่างไร
หนิงิหลานเหลือบมองผู้าุโใหญ่ที่ดูน่าเกรงขามจนเด็กเห็นยังร้องไห้จ้า แล้วรีบละสายตาไปทันที จากนั้นเขาก็สบตากับผู้าุโรองที่แววตาเต็มไปด้วยความตื้นตันและอ่อนโยน เขาก็นึกขึ้นได้ว่าผู้าุโรองนั้นคลั่งไคล้นิยายรักประโลมโลก หากให้นางเป็คนกล่อม... ไม่แน่ว่าอาจจะพูดจนซูว่านฉีตัดสินใจปลิดชีพตัวเองเดี๋ยวนั้นเลยก็ได้
พอมองไปข้างหลัง ฉู่ชิงชวน ศิษย์สืบทอดของเขาก็กำลังยืนเหม่อลอยมองต้นลวงโฉมนอกประตูไม้ราวกับิญญาออกจากร่าง สุดท้ายเ้าสำนักก็ได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วง คงต้องพึ่งตัวเองแล้วสินะ
คำปลอบประโลมมากมายที่เตรียมไว้ในใจยังไม่ทันได้เอ่ยออกมา เขาก็เห็นปลายนิ้วของคนที่นอนอยู่บนเตียงขยับเล็กน้อย สายตาของทุกคนพุ่งตรงไปยังเตียงทันที
ซูว่านฉีค่อยๆ ลืมตาขึ้นภายใต้การจับจ้องของทุกคน เมื่อนางเห็นสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ราวกับจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ นางจึงยิ้มเยาะตัวเองบางๆ แล้วหลับตาลงอย่างเงียบงัน
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของนางก็กลับมาเรียบเฉย อารมณ์ทุกอย่างถูกเก็บกักไว้ในพริบตา เหลือเพียงความสงบนิ่งที่ดูเหมือนไร้ชีวิต ไม่มีท่าทีประหลาดใจ ไม่มีคำถามโผงผาง ไม่มีน้ำตานองหน้า และไม่มีกิริยาฟูมฟาย
นางค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งแล้วเอียงกายทำความเคารพทุกคน น้ำเสียงยังคงมั่นคงและเ็าเหมือนเช่นเคย “ขอบคุณท่านเ้าสำนักและผู้าุโทั้งสองที่ช่วยชีวิต”
เมื่อเห็นท่าทางของซูว่านฉีเช่นนี้ คำปลอบโยนที่เตรียมไว้เต็มอกของหนิงิหลานก็ถูกกลืนลงคอไปหมดสิ้น เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามอย่างหยั่งเชิง “เมื่อครู่เ้า...”
น้ำเสียงของซูว่านฉียังคงราบเรียบและนอบน้อม “เป็เพียงอุบัติเหตุเท่านั้น ทำให้ท่านเ้าสำนักต้องเป็ห่วงแล้ว”
อุบัติเหตุ?
เ้าจะบอกว่าเ้า "เผลอ" ใช้ค่ายกลสะบั้นิญญางั้นหรือ? แล้วแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง รอยยิ้มที่มุมปาก และการยอมให้ค่ายกลกัดกินดวงิญญาโดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อยนั่นคืออะไร??
หนิงิหลานมองซูว่านฉีที่ทำตัวนอบน้อมมีมารยาทแต่กลับพูดเื่การฆ่าตัวตายให้เป็เื่ผ่านๆ ไป จนเขาไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี ทุกคนรู้ว่านางโกหก แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้
ผู้าุโรองถึงกับลอบถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ ซูว่านฉีต้องพบกับความผิดหวังมากี่ครั้งกันแน่ ถึงได้แสดงท่าทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากเพิ่งผ่านความตายมาได้เพียงนี้ นางยังคงฝังความรักความแค้นไว้ลึกสุดหัวใจ ไม่ยอมให้ใครล่วงรู้ได้แม้เพียงนิด
เมื่อเทียบกับการทำลายตัวเองอย่างคุ้มคลั่ง ความเ็ปที่เงียบงันเช่นนี้... กลับยิ่งดูทรงพลังและน่าเวทน่ายิ่งกว่า แม้แต่ผู้าุโใหญ่ที่เคยระแวงสงสัย ตอนนี้ก็เริ่มเชื่อเื่นางกับท่านเซียนไปแล้วถึงห้าส่วน
ในตอนนี้เขาเงียบขรึมเป็พิเศษ อย่าว่าแต่จะให้ซูว่านฉียอมรับความสัมพันธ์กับท่านเซียนด้วยตัวเองเลย ตอนนี้เขาแทบไม่กล้าเอ่ยชื่อ "ชิงเหยียน" ต่อหน้านางด้วยซ้ำ
สุดท้าย หลังจากความเงียบปกคลุมอยู่นาน หนิงิหลานก็กระแอมไอสองสามครั้ง พยายามวางท่าทางให้ดูใจดีที่สุด
“อะแฮ่ม เป็อุบัติเหตุก็ดีแล้ว... ข้าหมายความว่า... ในเมื่อเป็อุบัติเหตุ คราวหน้าก็ต้องระวังให้มาก”
เขาค่อยๆ ลูบเคราตัวเองให้เรียบ พยายามปลอบใจด้วยความเมตตาปนความน่าเกรงขาม
“เ้ามีพร์โดดเด่น อนาคตยังอีกไกล เส้นทางบำเพ็ญเพียรยังสดใส จงรักนวลสงวนตัวให้มาก อย่าให้เกิดอุบัติเหตุเช่นนี้อีกเด็ดขาด”
ซูว่านฉีเงยหน้าขึ้น แย้มยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนผ่านการฝึกซ้อมมานับพันนับหมื่นครั้ง มันราบเรียบ อ่อนโยน และนอบน้อม ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกส่วนตัวปนอยู่เลย
นางซ่อนดวงิญญาที่บอบช้ำเป็รูพรุนไว้ข้างในอย่างมิดชิด เหลือเพียงเปลือกนอกที่เกือบจะสมบูรณ์แบบไว้ให้คนอื่นเห็น ตลอดร้อยปีมานี้นางอยู่มาเช่นนี้ บัดนี้ก็แค่ทำต่อไป
นางทำความเคารพอย่างสงบและขานรับแ่เบา “ศิษย์จะจำใส่ใจเ้าเ้าค่ะ”
หนิงิหลานมองดูปลายนิ้วของนางที่ซีดจนเห็นเส้นเืสีเขียวขณะทำความเคารพ ก็ได้แต่ถอนหายใจและละสายตาไป
เมื่อรู้ว่ารั้งอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงสบตากับผู้าุโทั้งสองก่อนจะกล่าวลาและเดินออกจากเรือนหลังเล็กไป
ขณะเดินออกมา เขาเห็นศิษย์สืบทอดของตัวเองยังคงยืนบื้ออยู่ที่เดิมอย่างคนโง่เง่า จึงรู้สึกรำคาญใจจนต้องใช้กระแสจิตฟาดเผียะไปที่หัวหนึ่งที
ศิษย์คนนี้ทำไมไม่มีตาหาม้าตาเรือเอาเสียเลย? ไม่รู้หรือว่าตอนนี้คนที่ซูว่านฉีไม่อยากเจอที่สุดก็คือเขานั่นแหละ?
ในที่สุดฉู่ชิงชวนก็พึ่งจะได้สติ เขาเหลือบมองซูว่านฉีโดยสัญชาตญาณ “ท่านอาจารย์ นาง...”
หนิงิหลานรู้ว่าเขาห่วงเื่อะไร จึงตอบกลับทางกระแสจิตสั้นๆ “วางใจเถอะ นางจะไม่เป็ไร”
“แต่ว่า...” หนิงิหลานปรายตามองเขาด้วยสายตาเ็า
ฉู่ชิงชวนจึงรีบเก็บงำอารมณ์และประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม “ขอรับ”
หลังจากฉู่ชิงชวนจากไปแล้ว หนิงิหลานกวาดกระแสจิตกลับไปสำรวจเื้ัอีกครั้ง และเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของซูว่านฉีค่อยๆ เลือนหายไปอย่างชัดเจน
เมื่ออยู่ตัวคนเดียว นางก็เก็บงำอารมณ์ทุกอย่างไว้ ไม่มีความยินดี ไม่มีความผิดหวัง และไม่มีความเศร้าโศก นางนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น แม้จะท่ามกลางแสงแดดจ้า แต่กลับทำให้รู้สึกว่านางกำลังจะถูกความมืดมิดกลืนกินเข้าไปทุกขณะ
แม้หนิงิหลานจะผ่านประสบการณ์มามากแต่เมื่อมองซูว่านฉีเช่นนี้ แววตาของเขาก็หนักอึ้งไปชั่ววูบ แต่ไม่นานเขาก็ได้สติและจากไปอย่างเ็า
ในฐานะเ้าสำนัก เขาไม่มีความจำเป็ต้องเข้าใจความรู้สึกในใจของซูว่านฉี เขาเพียงแค่ต้องทำให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ก็พอ
เมื่อร้อยปีก่อน หากไม่ใช่เพราะท่านเซียนชิงเหยียน ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรคงพินาศสิ้นในมหันตภัยไปแล้ว
บัดนี้เซียนทุกคนล้วนติดค้างหนี้บุญคุณต่อท่านเซียน เป็หนี้กรรมที่ไม่มีทางชดใช้ได้หมดสิ้น
หากซูว่านฉีมีความเกี่ยวข้องกับท่านเซียนจริงๆ... นี่ก็นับเป็วาสนาครั้งใหญ่ของสำนักไท่ชิง
เมื่อหนิงิหลานจากไป ซูว่านฉีก็ลอบถอนหายใจออกมาแ่เบา แม้ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองจะหายไปแล้ว แต่อารมณ์บนใบหน้าของนางก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก นางก้มหน้าลง ในใจไม่มีความผ่อนคลายแม้แต่นิด
ในตอนนี้ แม้เธอจะหลอกผู้าุโตำหนักคุมกฎทั้งสอง เ้าสำนักไท่ชิง และพระเอกฉู่ชิงชวนได้แล้ว แต่คนที่อยากเอาชีวิตเ้าของร่างเดิมนั้นมีมากกว่าแค่ไม่กี่คนนี้
ทั้งนางเอกเจียงชิวหนิง, ตระกูลเจียง, ผู้าุโคนอื่นๆ ในสำนัก, เ้าเขาลูกอื่นๆ... ตราบใดที่มีใครคนใดคนหนึ่งไม่เชื่อ พวกเขาก็จะหาทางพิสูจน์ความจริงด้วยวิธีต่างๆ หากบุกมาหาเธอตรงๆ เธอไม่กลัว แต่สิ่งที่กลัวคือ...
ซูว่านฉีใช้มือซ้ายยันขอบเตียงแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่นานเธอก็ผ่อนแรงลง ก้าวที่ยากที่สุดเธอผ่านมันมาได้แล้ว วิกฤตที่เหลือต่อให้ยากเย็นแค่ไหน ก็ไม่มีทางยากไปกว่าตอนที่อยู่ในตำหนักคุมกฎ
เธอสามารถอาศัยเนื้อหาในนิยายที่รู้ล่วงหน้าเพื่อเป็ฝ่ายรุก และค่อยๆ สลายข้อสงสัยของพวกเขาทีละจุด เมื่อไม่มีความสงสัย ย่อมไม่มีการพิสูจน์
เธอใช้ความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ค่อยๆ ใช้พลังปราณสำรวจไปตามเส้นลมปราณทั่วร่าง เป็ไปตามที่คาดไว้ าแที่เคยได้รับก่อนหน้านี้ได้รับการรักษาจนหายดีหมดแล้ว ทว่า...
ซูว่านฉีเงยหน้ามองลานบ้านที่ว่างเปล่า ขนตาหนางอนสั่นไหวเล็กน้อย เ้าสำนักไท่ชิงและผู้าุโทั้งสองจะยอมปล่อยให้คนที่เพิ่ง "ตายตามคนรัก" มาหยกๆ อย่างเธออยู่คนเดียวที่นี่จริงๆ หรือ?
การจะเฝ้าดูเธอทั้งวันทั้งคืนมันเปลืองพลังสมาธิเกินไป วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือการทิ้งสมบัติป้องกันตัวหรือ "อาคมสะกด" ไว้บนตัวเธอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูว่านฉีก็กะพริบตาช้าๆ แม้เธอจะมั่นใจถึงเจ็ดส่วน แต่นี่ก็เป็เพียงการคาดเดา เื่ความปลอดภัยของเธอ หากไม่ลองพิสูจน์ดูก็คงไม่วางใจ ไม้ตายอย่างการฆ่าตัวตายตามคนรักนั้นใช้ครั้งเดียวก็เกินพอ หากใช้บ่อยๆ จะทำให้คนอื่นเคยชินจนถึงขั้นรำคาญได้ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถลงมือกับตัวเองได้อีก
เหมือนนึกอะไรออก ปลายนิ้วของนางก็ขยับวูบ นางพยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจไว้ สายตามองตรงไปยังประตูไม้ด้วยความสงบ ในสำนักไท่ชิงมีลูกศิษย์ที่เกลียดชังเ้าของร่างเดิมนับไม่ถ้วน เมื่อรู้ว่าเธอยังอยู่ดีมีสุขก็น่าจะมีหลายคนอยากจะมาหาเื่เธอ
นั่นแหละคือ "กลุ่มตัวอย่าง" ชั้นดีสำหรับการทดลองครั้งนี้ไม่ใช่หรือไง?!
