“ขอบพระทัยองค์รัชทายาทอีกครั้ง ที่ทรงตอบรับคำเรียกร้องที่เอาแต่ใจของน้องสาวกระหม่อม” เซี่ยชิงสือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ไยต้องขอบคุณ เราบอกแล้วว่าเต็มใจ” มู่หรงฉางชิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบา
แววตาอ่อนโยนที่ทอดมองไปยังหญิงสาว ทำหัวใจของพี่ชายถึงกับเต้นสะดุด เซี่ยชิงสือขมวดคิ้วแน่น ความกังวลแผ่ซ่านในใจ ทว่ากลับไม่กล้าคาดเดา ว่าองค์รัชทายาทผู้นี้กำลังคิดสิ่งใด
แต่สายตาที่อีกฝ่ายมองน้องสาวของตนนั้น...มันไม่ใช่สายตาของคนทั่วไป มันดูพิเศษ ถึงกระนั้น...เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถามตรงๆ
ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ และตั้งใจแน่วแน่ว่า เมื่อกลับถึงจวน จะต้องรายงานเื่นี้ให้ท่านพ่อรับรู้โดยเร็วที่สุด
“หลินเสวี่ยถง เ้าแพ้แล้ว”
เซี่ยหรงเหยาะโขึ้น ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ยังคงจับจ้องทั้งสองฝ่าย เพราะหลังจากชัยชนะขององค์รัชทายาทถูกประกาศ นางก็ไม่คิดจะปล่อยให้คนที่ก่อเื่เป็ฝ่ายเดินหนีไปง่ายๆ
“จะ...เ้า้าอะไร!” หลินเสวี่ยถงกัดฟันถาม ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เราสองคนเดิมพันเอาไว้แล้ว คนที่นี่ล้วนได้ยิน ผู้แพ้ต้องทำตามที่ผู้ชนะ้า” ร่างบางกล่าวด้วยน้ำเสียงของผู้ที่เหนือกว่า
“เ้า้าอะไรก็ว่ามา...” เมื่อคิดว่าตนคงไม่อาจหนีไปจากที่นี่ได้แล้ว นางจึงจำใจต้องทำตามอย่างที่เคยพูดไว้
เซี่ยหรงเหยานิ่งคิดเล็กน้อย ดวงตาคู่งามเหลือบมองคู่ปรับตรงหน้า ก่อนจะยกยิ้มเ้าเล่ห์
“ตอนนี้ยังคิดไม่ออก เอาไว้คิดออกเมื่อใด ข้าจะบอกเ้า”
คำตอบนั้นทำให้หลินเสวี่ยถงถึงกับเม้มปากแน่น ความอับอายแล่นปราดขึ้นทั่วใบหน้า นางสะบัดหน้าอย่างแรง ก่อนหมุนตัวเดินหนีไปทันที
วันนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ตวนอ๋องสนใจตนเองมิได้ แต่ยังต้องมาพ่ายแพ้ให้กับคนไม่เอาไหนอย่างเซี่ยหรงเหยา ความแค้นที่อัดแน่นในอก ยิ่งถูกสุมด้วยไฟจนลุกโชนขึ้นทุกขณะ
หลินเสวี่ยถงสาบานกับตนเองในใจว่า สักวันหนึ่งนางจะต้องเอาคืนเซี่ยหรงเหยา และทวงคืนความอับอายในวันนี้ให้ได้
ในขณะอีกฟากหนึ่งที่กำลังสบถสาบานด้วยความอาฆาตแค้นแต่เซี่ยหรงเหยากลับกำลังดื่มด่ำในชัยชนะแรกของตน และยังคงเป็รัชทายาทหนุ่มที่ออกหน้าจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ที่หอว่านเซียง เพื่อฉลองให้กับหญิงสาวโดยเฉพาะ
แสงโคมแดงสะท้อนกับไอเหล้าหอมกรุ่น เสียงหัวเราะและบทสนทนาเบาๆ ดังคลอไปกับเสียงพิณ
คนทั้งห้าดื่มสุราจนแก้มแดงระเรื่อ ว่านหนิงอวิ๋นลุกขึ้นยืนโซเซพร้อมหัวเราะเสียงดัง ส่วนเซี่ยชิงสือเริ่มเอนตัวพิงโต๊ะอย่างหมดแรง
ทว่า...มู่หรงฉางชิง รัชทายาทหนุ่มที่อายุมากที่สุดในเหล่าคนกลุ่มนั้น กลับยังคงนั่งนิ่งสงบ ดวงตาคมแจ่มชัดไม่แสดงอาการเมามายแม้เพียงนิด
“สืออี เ้าส่งคุณชายว่านและคุณหนูว่านกลับจวนแม่ทัพอย่างปลอดภัย”
“พ่ะย่ะค่ะ แล้วทางด้านคุณชายเซี่ย...” สืออีค้อมกาย พร้อมกับมองไปยังพี่น้องเซี่ยที่เมามายไม่ได้สติ
“เปิ่นไท่จื่อจะไปส่งพวกเขาเอง”
แม้ปากจะเอ่ยกับสืออี แต่สายตาของชายหนุ่มกลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้างามของหญิงสาว ซึ่งขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์สุรา แววตาอ่อนโยนของชายหนุ่ม เต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ไม่อาจปิดบัง
ไม่นาน...เสี่ยวเอ้อก็เข้ามาช่วยพยุงคุณชายทั้งสองตระกูลขึ้นรถม้า ส่วนว่านหนิงอวิ๋นถูกองครักษ์เงาซึ่งเป็สตรีช่วยพยุงออกไปอย่างระมัดระวัง
“แล้วคุณหนูผู้นี้...” องครักษ์เงาหญิงเอ่ยถามน้ำเสียงประหม่า
“ไม่เป็ไร เปิ่นไท่จื่อจะอุ้มนางเอง”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนถึงกับชะงักงัน เหล่าองครักษ์เงาต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง และแอบกระซิบเบาๆ ว่า เห็นทีครั้งนี้ตำหนักรัชทายาท...คงจะมีนายหญิงในอีกไม่ช้า
ในเวลาต่อมา รถม้าคันโตได้เคลื่อนออกจากหอว่านเซียง วิ่งไปตามเส้นทางในยามค่ำคืน เสียงล้อบดกับพื้นหินดังแ่เบา ภายในรถม้าตระกูลเซี่ย...เซี่ยชิงสือเมาหลับพับอยู่ด้านใน
ส่วนรถม้าอีกคันหนึ่ง หญิงสาวผู้เป็น้องเล็กกำลังหลับสนิทในอ้อมแขนของรัชทายาทหนุ่ม มู่หรงฉางชิงก้มมองใบหน้าที่กำลังหลับพริ้มของนาง
แสงจันทร์ลอดผ่านม่านบางส่องกระทบผิวขาวนวลดั่งหยก ร่างสูงยกมือขึ้นจัดปอยผมที่หล่นลงข้างแก้มให้อย่างแ่เบา ริมฝีปากหยักพลันคลี่ยิ้มบาง
“เป่าหนิงของข้า...เ้าช่างไม่รู้เลยว่า กำลังทำให้หัวใจของเปิ่นไท่จื่อวุ่นวายเพียงใด”
ชายหนุ่มกอดกระชับร่างเล็กในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น รถม้าค่อยๆ เคลื่อนหายไปในความมืดตามเส้นทาง ทิ้งไว้เพียงเสียงลมยามราตรี ที่พัดผ่านอย่างแ่เบา
“โอ๊ย! หัวของข้า...” เสียงครางเบาๆ ดังขึ้นจากบนเตียง
เซี่ยหรงเหยาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาพร่ามัวเพราะอาการมึนจากฤทธิ์สุรายังคงหลงเหลือ ร่างบางหันซ้ายหันขวา ก่อนจะพบว่าตนอยู่ในห้องนอนของตนเอง หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในใจคิดว่า คนที่มาส่งนางเมื่อคืนคงเป็พี่ชายคนที่สาม
“ตื่นแล้วหรือ เป่าหนิง” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากหน้าประตู
พี่สะใภ้ใหญ่ ซืออิน ภรรยาของเซี่ยมู่ยวน เดินเข้ามาพร้อมชามน้ำแกงสร่างเมาในมือ
“พี่สะใภ้ใหญ่” เซี่ยหรงเหยารีบลุกขึ้นนั่ง
“ท่านไม่เห็นต้องทำด้วยตนเอง ให้สาวใช้ทำก็ได้นี่เ้าคะ” ร่างบางเอ่ยพร้อมรับน้ำแกงสร่างเมามาดื่ม
“ไม่เป็ไร พี่สะใภ้ว่าง อีกอย่าง...ที่มานี่ก็เพราะอยากรู้เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน” คำถามนั้นทำเซี่ยหรงเหยาชะงักเล็กน้อย
“เมื่อวานหรือเ้าคะ เกิดอะไรขึ้น...” หญิงสาวถามกลับไปด้วยสีหน้างุนงง
“เป่าหนิง น้องจำอะไรไม่ได้เลยหรือ” ร่างบางส่ายหน้าเบาๆ
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ” ซืออินนั่งลงบนเตียง ก่อนจะเล่าเื่ราวทั้งหมดอย่างละเอียด
เมื่อวาน องค์รัชทายาท ผู้ที่พึ่งกลับมาเมืองหลวงในรอบสิบปี ได้มาส่งนางที่เมามายไม่ได้สติกลับจวน ทั้งที่พี่ชายคนโตอย่างเซี่ยมู่ยวนจะเข้าไปรับตัวนาง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ยอม ยังส่งเซี่ยหรงเหยาถึงห้องนอนด้วยตนเอง จากนั้นกลับมานั่งจิบชาเดินหมากกับโสวฝู่ผู้เฒ่านานนับชั่วยาม
คำบอกเล่านั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู
“เขาทำเช่นนั้นจริงหรือเ้าคะ”
“จริงน่ะสิ” ซืออินยิ้มบาง
“ที่พี่สะใภ้มาหาเ้าก็เพราะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วก็ตอนนี้...พี่สามของเ้ายังคุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพชนอยู่เลย”
“อะไรนะ!” หญิงสาวเบิกตากว้าง รีบวางชามน้ำแกงลงแล้วลุกขึ้นทันที ความใทำให้ความมึนเมาหายเป็ปลิดทิ้ง
หญิงสาวรีบชำระกาย แต่งตัวอย่างลวกๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปยังเรือนของท่านปู่และท่านย่า เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังไปตามทางเดินในสวนยามเช้า
สายลมหนาวพัดกลีบดอกเหมยปลิวไปตามทางเดิน แต่ในใจของเซี่ยหรงเหยากลับร้อนรนยิ่งกว่าเปลวไฟ นางไม่รู้เลยว่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ได้กลายเป็เื่ใหญ่ในจวนสกุลเซี่ยไปแล้ว และยังทำให้พี่สามของนางต้องถูกลงโทษ
“มาแล้วหรือ”
เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยดังขึ้นอย่างอ่อนโยน มือเหี่ยวย่นกวักเรียกหลานสาวคนเล็กให้เข้ามาใกล้ เซี่ยหรงเหยารีบยอบกายลงอย่างอ่อนน้อม
“เป่าหนิงคารวะท่านปู่ ท่านย่าเ้าค่ะ” ฮูหยินผู้เฒ่ามองหลานสาวด้วยสายตาเอ็นดู
ร่างบางเดินเข้าไปยกน้ำชาให้สองผู้เฒ่าด้วยความเคารพ ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าตั่งตัวยาว แล้วถูไถใบหน้าเล็กเข้ากับตักของหญิงชราอย่างออดอ้อน
“ท่านปู่ ท่านย่า เมื่อวานเป็ความผิดของเป่าหนิงเอง อย่าลงโทษพี่สามเลยนะเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยอ้อนวอนเสียงหวาน
“หึ! ยังกล้ามาขอร้องให้เ้าเด็กนั่นอีกหรือ...เ้าอายุน้อยไม่รู้ความ ทำตัวเหลวไหลได้ แต่เขาก็ไม่รู้ความเหมือนกันหรือ อย่างนี้ที่ร่ำเรียนมาคงเข้าท้องสุนัขไปหมดแล้วกระมัง!”
น้ำเสียงดุดันของชายชราทำหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ความกลัวแล่นปราดขึ้นในอก แต่เพราะรู้ดีว่าตนเป็สาเหตุของเื่ทั้งหมด นางจึงมิอาจปล่อยให้พี่ชายต้องรับโทษแทน
