บริเวณลานกว้างของเรือนสี่ประสาน ใบหน้าซีดขาวของคุณชายก้มมองพื้น เนื้อบนหลังฉีกขาดจากกัน น่าสยดสยองนัก ขยับตัวนิดเดียวก็ปานร่างจะแตกเป็เสี่ยง
หรูซีก้าวไว ๆ เข้าไปหาฮูหยินซู นางประสานมือไว้ข้างลำตัว ย่อเข่าลงเล็กน้อย “คำนับฮูหยินซู ข้าทำขนมมาฝากพี่จื่อหาวเ้าค่ะ”
เมื่อก่อนนี้นางเคยเรียกท่านป้า แต่เห็นจะไม่ได้รับความอนุญาตอีกต่อไป
ฮูหยินซูยกมือปรามบ่าวชายให้หยุดตีคุณชายน้อย นางไม่อยากให้คนนอกมาเห็น ยังไม่ชอบหน้าคุณหนูตระกูลเสิ่นเอามาก ๆ
“อาจื่อไม่ได้มีใจให้เ้า ไยต้องทำเื่พวกนี้ให้วุ่นวาย”
“ข้าได้ยินมาว่าพี่จื่อหาวเพิ่งกลับมาจากชายแดน จึงตั้งใจเข้าโรงครัวทำขนมกุ้ยฮวามาแสดงความยินดีเ้าค่ะ เป็น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงเท่านั้น มิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง”
“ไม่มีรึ?” ฮูหยินซูเลิกคิ้วขึ้น หัวเราะเสียงดังจนบ่าวมองเป็ตาเดียว “ถ้าไม่มี เ้าจะดิ้นรนมาทำไมคุณหนูเสิ่น ข้าจะบอกให้เอาบุญ ลูกชายข้ากำลังจะแต่งกับลูกสาวท่านเสนาบดี เ้ากรมกลาโหม เ้าไม่คู่ควร”
ตอนนี้พวกเขาคงจะบอกว่านางไม่คู่ควร เหมือนชาติที่แล้ว...
หรูซียิ้มหยันในใจ ครั้งหนึ่งนางมีตาหามีแววไม่ นางหลงใหลคุณชายจื่อ เพียงเพราะเขาเป็ผู้ฉุดรั้งนางจากความคิดอันเลวร้าย เขาเปรียบเสมือนแสงเทียนท่ามกลางความมืดมิดสิ้นหวัง เป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตนาง
ในค่ำคืนเหน็บหนาวถึงขั้วกระดูก พายุเหมันต์ไม่หยุดลงสักชั่วขณะ นางตั้งใจกอดป้ายิญญาจนตายในศาลบรรพชนตามบิดามารดาไป โชคดีที่ได้คุณชายเรือนใกล้เคียงเรียกสติ พานางขึ้นรถม้ากลับจวนแม่ทัพ บอกให้นางรักษาตน
‘ท่านแม่ทัพทั้งสองตายอย่างสมเกียรติในสนามรบ ชีวิตคนเราย่อมต้องเดินต่อไปข้างหน้า คุณหนูก็อย่าเสียใจนาน’
บุตรชายคนโตได้รับการอบรมเป็อย่างดีในตระกูลขุนนาง หากจะมีความคิดก้าวหน้ากว่าเด็กทั่วไปมิใช่เื่แปลก คุณชายจื่อก็แค่สงสารนาง ไม่ได้คิดลึกซึ้งกับนาง เป็นางที่ตามติดเขาแต่เล็กจนโต ่ชิงโชคชะตาของเขาไปด้วยการทูลขอพระราชทานสมรส
เพื่อให้ได้แต่งกับซูจื่อหาว นางโง่งมถึงเพียงนั้น นางดื้อรั้นจะแต่งงานกับชายที่เกลียดชังนางเพราะไปบังคับฝืนใจเขา
วันที่สวมชุดแดงชาด สามีชั่วช้ามองนางด้วยสายตาดูแคลนราวกับว่านางเป็มดปลวกสักตัว เสร็จพิธีคำนับฟ้าดินแล้วเขาควบม้าไปชายแดนในทันที ทิ้งนางไว้ลำพังในคืนวันเข้าหอ ไม่ส่งจดหมายมาสักฉบับถึงสองปี
ตอนนี้นางนึกสงสารบุตรสาวเสนาบดีผู้นั้น หากได้แต่งเข้าจวนตระกูลซูจริง ๆ ไม่ต่างจากฆ่าตัวตาย นางเคยใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในตระกูลซู ย่อมรู้ซึ้งถึงนรก สายตาเบื้องหน้านี้ไม่ต่างจากชาติก่อนของนางเลย!
หญิงสาวเก็บความเคียดแค้นไว้ภายใน ปั้นหน้าใสซื่อ เจรจากับฮูหยินอย่างอ่อนน้อม “พี่จื่อหาวฝีมือเป็เลิศทั้งบุ๋นและบู๊ ก่อนเดินทางไปชายแดน เขาได้รับความโปรดปรานจากองค์หญิงแปดในงานเลี้ยงชมบุปผา แต่งบทกวีได้ลึกซึ้งยิ่งนัก แถมประลองกระบี่ชนะองค์ชายใหญ่”
“เื่นั้นมันก็แน่นอน เขาเป็บุตรชายข้า ย่อมมีความสามารถเป็เลิศ ขนมนั่น...” สายตาของฮูหยินที่หลุบมองไปยังตะกร้าไม้ไผ่สามชั้น ชัดเจนว่ารังเกียจคุณหนูกำพร้าบุตรีจวนแม่ทัพ ยิ่งกว่านางเป็สิ่งปฏิกูล! ขนมของนางก็นับว่าเป็การถือขยะเข้ามาในจวน “อาจื่อคงไม่รับขนมของเ้า จวนเรามีของกินดี ๆ ถมถืดไป เอาไปทิ้งเสีย”
“ข้าจะรอพบพี่จื่อหาวก่อน ให้เขาเป็คนตัดสินใจ หากเขาไม่รับน้ำใจจากตระกูลเสิ่นจริง ๆ ข้าก็จะรีบไปเ้าค่ะ”
ฮูหยินซูยิ้มเืเย็น เมื่อคุณหนูผู้นี้กล้าเอาตระกูลเสิ่นที่มีบุญคุณต่อแผ่นดิน ต่อฝ่าามาอ้าง แม้อยากจะสวนกลับ ‘คุณชายผู้สูงศักดิ์อย่างลูกชายข้าย่อมไม่รับขยะในมือเ้า จะเสียเวลาไปเพื่ออะไร’ แต่มิได้พูดออกมา คงอยากจะเห็นนางถูกดูิ่ให้สาแก่ใจ รอดูเื่สนุกย่อมบันเทิงใจกว่า
“ข้าเคยบอกเ้าตั้งกี่ครั้ง ข้าไม่ชอบเ้า ไม่อยากรับของจากเ้า คุณหนูเสิ่น เก็บขนมของเ้ากลับเรือนไปเถิด คราวหน้าคราวหลังก็อย่าทำมาอีก”
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีครามหยุดตรงหน้านาง เงยขึ้นสบั์ตาคู่คมที่เย็นะเืดั่งเหมันต์
บุตรชายคนโตนั้นรูปโฉมงามอยู่หลายส่วน ทั้งจมูกเชิดรั้นเข้ากับคิ้วเข้มหนา ใบหน้าดุดันเช่นบุรุษในสนามรบ ชาติก่อนนางเคยชอบเขามาก ไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร นางก็ไม่สนใจ
ผู้คนตราหน้านางเป็ฮูหยินไร้ค่า สามีทอดทิ้ง ไร้ทายาทสืบสกุล นางก็ก้มหน้ารับ คอยดูแลรับใช้ตระกูลซูเป็อย่างดี นางนำเงินส่วนตัวและสินเดิมยกให้บรรดาพี่น้องของเขาใช้ปรนเปรอตนเอง ซื้อข้าวของราคาแพงไม่เว้นวัน จนสินเดิมของนางร่อยหรอ นางถูกเหยียบย่ำทรมาน ไม่ต่างจากสุนัขสักตัวในจวน นางถูกหญิงสาวที่สามีพากลับมาด้วยวางยาใส่ร้ายว่าลอบคบชู้กับน้องชายเขา นางมีจุดจบไม่ต่างจากมารดาของคุณชายน้อยเลย
ความรู้สึกเคียดแค้นเอ่อล้นขึ้นมาในอก หรูซีแทบอาเจียนเพราะความสะอิดสะเอียน! แต่นางไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ คุกเข่าลงกับพื้น แสร้งบีบน้ำตา “ข้าผิดไปแล้ว... พี่จื่อหาว อย่าโกรธข้าเลย อย่างไรเสียตระกูลเราก็เคยปรองดอง... ถึงขั้นมอบสัญญาหมั้นหมายระหว่างบุตรหลาน... ท่านยายข้าเป็ห่วงท่านมาหลายวัน ไม่รู้าเ็มากน้อยอย่างไร กำชับข้าให้นำขนมมาส่งตระกูลซู...”
“เลิกอ้างฮูหยินผู้เฒ่าเสียที นางสติเลอะเลือนไปแล้ว ท่านปู่ข้าตายไปเป็สิบปี นางก็ยังจำมิได้ ไยต้องรื้อฟื้นเื่เก่า”
“ข้าไม่พูดแล้วเ้าค่ะ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ฮึก... ถ้าพี่จื่อหาวไม่ชอบขนมหวาน ข้าจะนำอย่างอื่นมา จะเป็อาหารหรือของมีค่าย่อมได้ทั้งนั้น... ข้าสัญญาว่าจะทำตัวดี ๆ”
“เ้าไม่กลัวตกเป็ขี้ปากชาวบ้าน แต่คุณชายใหญ่ตระกูลซูจะชื่อเสียงแปดเปื้อนเพราะเด็กกำพร้าเช่นเ้าไม่ได้ นางแพศยา เลิกยั่วยวนลูกชายข้าเสียที!” ฮูหยินซูไม่เตือน คว้าแส้จากมือบ่าวมาฟาดใส่คุณหนู ไม่เกรงกลัวผู้ใด หากมีปัญหาในภายหลัง นางก็จะบอกว่าเป็อุบัติเหตุ
“อาหรู!”
คุณชายอวิ๋นพุ่งเข้ากอดนางจากข้างหลัง แส้หนังฟาดเข้าบนแผ่นหลังเหวอะหวะ ร่างที่เกือบจะล้มลงทิ้งน้ำหนักบนหลังนาง ฮูหยินซูหัวเราะหยัน
“ฮึ... เกือบลืมเ้าไปเสียสนิท ลูกชาย”
“ท่านแม่รอง... อย่าตีอาหรู... หากท่านอยากระบายโทสะ ก็มาลงที่ข้า”
ั์ตาของคุณหนูเสิ่นเอ่อคลอ นางเอี้ยวมองบุรุษที่โอบกอดนาง...
อดไม่ได้ที่จะพิจารณาใบหน้างามสง่า แม้ซีดขาวอย่างคนาเ็กลับน่ามองไปทุกส่วน คิ้วเรียวยาวดั่งคันศรเข้ากับดวงตาสว่างใส เขาทั้งหล่อเหลาและงดงาม นิยามว่ารูปงามดั่งเทพเซียนก็คงไม่เกินจริง
“มัวยืนทำอะไร จับพวกมันแยกออกมาสิ!”
“ใครกล้า!” อวิ๋นซีมีท่าทีก้าวร้าวจนทหารในจวนก้าวถอยออกไป เขาก้มลงบอกคนตัวเล็กในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เ้ารีบกลับไป... เร็วเข้า วางตะกร้าขนมไว้ กลับจวนแม่ทัพไป...”
“เ้าทั้งสองช่างรักกันดีเสียจริง ด้วยฐานะก็ดูเหมาะสม ข้าน่าจะทูลขอพระราชทานสมรสให้... ดีหรือไม่? น้องอวิ๋น”
‘เอาสิไอ้สารเลว ถึงพระราชทานสมรสนี้ข้าอยากจะทูลขอด้วยตัวเอง!’
