บทที่ 188 เก็บค่าใช้จ่าย
ในตำหนักมหาเทพมีนักพรตไม่ต่ำกว่าแสนคน นอกจากที่กระจายอยู่ภายนอกแล้ว ยังมีนักพรตที่อยู่ในตำหนักมหาเทพถึงสามหมื่นคน แต่ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของตำหนักมหาเทพ นักพรตสามหมื่นคนจึงดูเหมือนมีมาก แต่เมื่อกระจายไปทั่วตำหนักมหาเทพซึ่งเป็อาวุธเวทมิติแล้ว กลับดูไม่สะดุดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักพรตส่วนใหญ่กำลังฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก เว้นแต่จำเป็ พวกเขาแทบจะไม่ออกมาเดินเล่น ดังนั้นจากภายนอกตำหนักมหาเทพจึงดูไม่แออัด กลับให้ความรู้สึกว่าร้างผู้คน
แต่ทั้งหมดนี้เป็เพียงภาพลักษณ์ภายนอก ในความเป็จริงตำหนักมหาเทพนั้นแลดูผ่อนคลายที่ภายนอกแต่เข้มงวดภายใน แม้ในยามนี้ที่มีากับดินแดนมาร เื่หลายอย่างจากหลากหลายขุมอำนาจต้องมาสื่อสารและรายงานที่ตำหนักมหาเทพ วิหารแห่งนี้อาจไม่มีคนเข้าออกเป็เวลาหลายเดือน
ทว่า ตำหนักมหาเทพเป็ศูนย์กลางของทั้งเทียนตู ดังนั้นก่อนที่มู่หลงจื่อจะเข้าใกล้ ผู้คุ้มกันก็ได้ร้องเตือนว่า “ผู้มาเยือนช้าก่อน โปรดระบุตัวตนและจุดประสงค์ มิเช่นนั้นจะถูกทำลายทันที!”
มู่หลงจื่อรู้ดีถึงการป้องกันที่แข็งแกร่งของตำหนักมหาเทพ และด้วยความสามารถของเขาอาจไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่น้อย จึงไม่กล้าเสี่ยง
“นักปรุงโอสถขั้นห้านามมู่หลงจื่อ ขอเข้าพบผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ มีเื่สำคัญต้องรายงาน รบกวนท่านทั้งสองไปแจ้งให้ทราบด้วย!”
“มู่หลงจื่อ?” หนึ่งในผู้คุ้มกันทวนคำด้วยความสงสัย มองดูชายชราผู้มีความมั่นใจนี้ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร แม้ว่านักปรุงโอสถขั้นห้าจะถือเป็ตำแหน่งสูงในเทียนตู แต่การขอพบกับผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋อาจยังไม่เพียงพอ
แต่เนื่องจากเขากล่าวว่ามีเื่สำคัญต้องรายงาน และยามนี้เป็่เวลาที่ไม่ปกติ การเข้าไปแจ้งข่าวก็ไม่ใช่เื่ยาก หนึ่งในนั้นจึงกล่าวว่า “รออยู่ตรงนี้!” จากนั้นก็สั่งการอีกคนหนึ่งและเดินเข้าไปในประตู
เมื่อเห็นผู้คุ้มกันเข้าไปแจ้งข่าว มู่หลงจื่อก็ถอนหายใจเบาๆ หากสามารถเข้าพบกับผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ได้ เขาก็มีวิธีที่จะทำให้ท่านผู้เฒ่าสูงสุดเอนเอียงมาทางเขา แม้ว่าจะไม่เคยเห็นวิถีการปรุงโอสถของตระกูลลู่ แต่จากการสังเกตใน่หลายวันมานี้ เขาก็พอจะเห็นว่าตระกูลลู่มีความสามารถในการปรุงโอสถไม่ด้อยไปกว่าเขาหรืออาจจะเก่งกาจยิ่งกว่า แต่นั่นหาใช่เื่สำคัญไม่ สำหรับนักพรตแล้ว ย่อมมีความใกล้ชิดสนิทสนมที่แตกต่างกันไป อย่างมากเขาก็ยอมสละผลประโยชน์บางส่วน คิดว่าทางตำหนักมหาเทพคงไม่ปรารถนาจะปกป้องลู่อวี่ อีกทั้งหากสามารถสนับสนุนตนเองขึ้นมาได้ ก็จะช่วยลดอำนาจของตระกูลลู่ในเทียนตู ซึ่งเป็ประโยชน์ต่อตำหนักมหาเทพ
ไม่นานนัก เงาที่ประตูก็พลันปรากฏขึ้น นักพรตที่เข้าไปแจ้งข่าวกลับมาแล้ว มองไปทางมู่หลงจื่ออย่างไร้อารมณ์และกล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่าสูงสุดกำลังฝึกบำเพ็ญเพียร ไม่สะดวกให้เข้าพบ ขอให้ท่านกลับไปเถิด!”
“ว่าอย่างไรนะ? ท่านผู้เฒ่าสูงสุดไม่ยอมพบข้า?” มู่หลงจื่ออุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ ด้วยความหายากของนักปรุงโอสถขั้นห้าในเทียนตู ใน่เวลาสำคัญของากับดินแดนมาร นักปรุงโอสถขั้นห้ามาขอพบกับท่านผู้เฒ่าสูงสุดกลับทำไม่ได้ สิ่งนี้กลับทำให้เขาทั้งใและกรุ่นโกรธ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผลลัพธ์ถึงเป็เช่นนี้!
ความจริงแล้วมู่หลงจื่อคิดผิด เพราะาระหว่างเทียนตูกับดินแดนมาร ตระกูลลู่และลู่อวี่จึงเป็เป้าหมายที่ตำหนักมหาเทพพยายามดึงดูด ต้องรู้ว่าตระกูลลู่ไม่ได้มีนักปรุงโอสถที่โดดเด่นเพียงนายน้อยลู่อวี่ แต่ยังมีนักปรุงโอสถขั้นห้าอีกสองคนคือลู่หงิและลู่เหว่ยเฉิน เมื่อเทียบกันแล้ว ไม่ว่าจะมองจากมุมใด มู่หลงจื่อก็ไม่อาจทัดเทียมกับตระกูลลู่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น มู่หลงจื่อเป็เพียงนักปรุงโอสถขั้นห้าระดับเดียวกับเสิ่นตานเจวี๋ย การสูญเสียเขานับเป็ความเสียหาย แต่ไม่มีผลกระทบต่อแผนการของท่านผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตำหนักมหาเทพ และสำหรับตระกูลลู่แล้วย่อมแตกต่าง ไม่ต้องกล่าวถึงลู่อวี่หรือนักปรุงโอสถขั้นห้าอีกสองคน เพียงตระกูลลู่ฝึกฝนนักปรุงโอสถใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็มีนักปรุงโอสถหน้าใหม่เพิ่มขึ้นหลายสิบคน ส่วนใหญ่เป็กำลังหลักในขั้นหกถึงขั้นเจ็ด เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้ไม่จำเป็ต้องลังเล
มู่หลงจื่อที่ไม่อาจซ่อนความผิดหวังในดวงตาได้ เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อาจเป็เพราะไม่ได้กลับมาเทียนตูเป็เวลานาน ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปหมด จนสูญเสียโอกาสในการก้าวหน้า แต่เขายังมีความสามารถและอายุขัยที่เพียงพอ หนทางเบื้องหน้ายังอีกยาวไกล ด้วยความสามารถของนักปรุงโอสถขั้นห้าแล้ว เขาไม่กลัวว่าจะไร้โอกาส
พลันมองไปทางตำหนักมหาเทพด้วยความโกรธ มู่หลงจื่อจำต้องจากไปพร้อมกับบรรดาลูกศิษย์อย่างรวดเร็ว ตำหนักมหาเทพอาจจะไม่ทำอะไรเขา แต่หากลู่อวี่รู้ว่าเขามาที่นี่ อาจไม่ปล่อยเขาไปอีก จึงไม่กล้ารั้งรออยู่ที่นี่นาน
หลายวันผ่านไป ลู่อวี่ยังคงให้คำแนะนำและคอยช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการปรุงโอสถให้แก่นักปรุงโอสถทั้งหลาย เขาไม่ได้อธิบายเื่ของมู่หลงจื่อให้กับบรรดานักปรุงโอสถในที่นี้ฟัง ด้วยฐานะผู้ดูแลตำหนักตันหลิง เขาย่อมมีสิทธิ์และมีอำนาจกระทำเช่นนี้ เป็นักปรุงโอสถขั้นห้าแล้วอย่างไร? หากกระทำสิ่งใดไม่เหมาะไม่ควร ย่อมถูกกำจัดออกไป เขาไม่อยากสูญเสียเวลาและพลังชีวิตไปกับเล่ห์เหลี่ยมของคนเหล่านี้ การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดถือเป็วิธีการที่ดีที่สุด
โชคดีที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ความสามารถของนักปรุงโอสถค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้น แม้จะช้าแต่มั่นคง คาดว่าในอีกไม่กี่วัน ผลผลิตของโอสถวิเศษจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น อาจมากกว่าเดิมถึงเท่าตัว
ครานี้สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการยกขีดความสามารถของนักปรุงโอสถเหล่านี้ แต่เื่นี้เกี่ยวเนื่องกับความลับเฉพาะตัว หากนักพรตเหล่านี้ยอมเข้าร่วมตระกูลลู่ก็ว่าไปอย่าง แต่กว่าครึ่งเป็คนที่ถูกส่งมาจากขุมอำนาจต่าง ๆ ก่อนหน้านี้การให้คำแนะนำและการแก้ไขปัญหาทั่วไปในการปรุงโอสถเป็เื่ที่ยังพอรับได้ แต่หากต้องใช้ความลับเฉพาะตัวในการยกระดับขีดความสามารถคนเหล่านี้ นับว่าได้ไม่คุ้มเสีย
แม้ว่าจะรักษาสภาพในปัจจุบันไว้ หลังจากพยายามอย่างหนักก็สามารถเพิ่มจำนวนโอสถวิเศษที่ปรุงได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณสองส่วนจากเดิม แต่เนื่องด้วยการต่อสู้กับนักพรตมารขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าการเพิ่มจำนวนโอสถวิเศษเพียงเล็กน้อยนี้ ไม่อาจเพียงพอต่อความ้าของนักพรตเทียนตูในแนวหน้า
ด้วยเหตุนี้ ในที่สุดก็ต้องใช้วิธีอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่้า ไม่ว่าจะเป็ในอดีตหรือปัจจุบัน การเสียเปรียบผู้อื่นล้วนไม่ใช่สิ่งที่ลู่อวี่ยอมรับได้
หลังจากตัดสินใจแล้ว นายน้อยตระกูลลู่ก็ใช้เวลาคิดอยู่ทั้งคืน ในวันที่สิบหลังจากการก่อตั้งตำหนักตันหลิง ลู่อวี่ก็เรียกนักปรุงโอสถทั้งหลายมารวมตัวกันอีกครั้ง
หลังจากใช้ชีวิตปรุงโอสถอยู่ในตำหนักตันหลิงเป็เวลาสิบวัน นักปรุงโอสถหลายคนก็เริ่มปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้อย่างสมบูรณ์ ตำหนักตันหลิงแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีคำชี้แนะที่ดีจากลู่อวี่ ผู้เป็ยอดฝีมือด้านการปรุงโอสถเท่านั้น แต่ในยามปกติ นักปรุงโอสถหลายคนยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ แม้ว่าจะปกปิดสิ่งสำคัญที่สุดไว้ก็ตามที ทว่าการแลกเปลี่ยนนี้กลับทำให้คนจำนวนมากได้รับผลประโยชน์ไม่มากก็น้อย
ส่วนการยุยงและคำพูดของมู่หลงจื่อก่อนหน้านี้ นักปรุงโอสถคนอื่นๆ หลังจากได้รับคำอธิบายจากนักปรุงโอสถที่รู้ความจริงแล้วก็เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง จนไม่กล้าตำหนินายน้อยลู่อวี่อีกต่อไป
ลู่อวี่ยังคงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งผู้นำหลักในโถงประชุม เมื่อเห็นว่าทุกคนมารวมตัวกันแล้ว จึงเริ่มพูดว่า “วันนี้ข้าเรียกทุกท่านมา ก็เพื่อแจ้งให้ทราบ!”
“หากมีสิ่งใดที่นายน้อยลู่ปรารถนาโปรดชี้แนะ!” มีคนตอบรับทันทีจากเบื้องล่าง ่นี้ลู่อวี่ได้สร้างความน่าเชื่อถือมากพอในหมู่นักปรุงโอสถแล้ว เมื่อมีเื่ประกาศ ทุกคนจึงฟังอย่างตั้งใจ
“คิดว่าทุกท่านคงทราบแล้วว่า ดินแดนมารได้เพ่งเล็งเทียนตูของเรามาเป็เวลานาน และยามนี้ได้บุกเข้ามาในพื้นที่บางส่วนของเทียนตู แม้ว่าจะมีจำนวนคนไม่มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป การต่อสู้ระหว่างนักพรตทั้งสองฝ่ายย่อมขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ และความ้าใช้โอสถวิเศษของนักพรตเทียนตูจะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เช่นนั้นแล้ว การเพิ่มจำนวนโอสถวิเศษ ด้วยขีดความสามารถในปัจจุบันของพวกท่าน อาจทำได้ยากยิ่ง!”
ลู่อวี่อธิบายอย่างเรียบง่าย ทว่าบรรดานักพรตที่อยู่เบื้องล่างกลับไม่เข้าใจว่าลู่อวี่หมายความถึงสิ่งใด แต่ก็เข้าใจในเนื้อหาและเห็นด้วยกับข้อสรุปนั้น
“ทว่าการเพิ่มระดับการปรุงโอสถของทุกท่านไม่ใช่เื่ง่าย ในเมื่อข้าได้รับมอบหมายงานนี้แล้ว ย่อมต้องทำให้สำเร็จลุล่วง ข้ามีวิธีที่จะทำให้ทุกท่านก้าวข้ามขีดจำกัดความสามารถในระยะเวลาอันสั้นนี้ แต่เนื่องด้วยพวกท่านมารวมตัวกันจากทั่วทุกสารทิศ ส่วนตัวข้ามาจากตระกูลลู่ เื่นี้ไม่อาจมอบเคล็ดวิชาลับให้ไปโดยเปล่าได้ เช่นนั้นแล้ว วันนี้ที่เรียกทุกท่านมาก็เพื่อปรึกษาหารือ หากว่าปรารถนาจะก้าวข้ามขีดความสามารถในการปรุงโอสถของตัวเองต่อไป จะต้องให้ผลประโยชน์ที่เพียงพอแก่ข้า หรือยอมเข้าร่วมกับตระกูลลู่ของข้า ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของตระกูลลู่ทุกคนต่างทราบกันดี คิดว่าคงไม่มีผู้ใดอาจหาญคิดว่าตระกูลลู่เป็ตระกูลใหญ่ที่แสนตระหนี่!”
ครั้นถ้อยคำของลู่อวี่เงียบหายไป นักปรุงโอสถทั้งหลายก็เกิดความวุ่นวายทันที บางคนมีสีหน้าไม่เชื่อ บางคนกรุ่นโกรธ บางคนกำลังครุ่นคิด ทว่าไม่มีผู้ใดเห็นด้วยกับวิธีการเช่นนี้ของลู่อวี่
“พวกเรามาที่นี่เพื่อปรุงโอสถ เดิมทีเพื่อแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนจากแต่ละขุมอำนาจต่อตำหนักมหาเทพ และการสนับสนุนต่อาระหว่างเทียนตูกับดินแดนมาร แม้ว่าจะทำให้การปรุงโอสถของตนเองล่าช้า แต่พวกเราก็ยังมาที่นี่โดยไม่ลังเล ยามนี้พวกเราเดินทางมาถึงแล้ว ทั้งยังปรุงโอสถให้แก่นักพรตเทียนตูที่อยู่ในแนวหน้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แล้วเหตุใดพวกเรายังต้องให้ผลประโยชน์แก่ตระกูลลู่อีก เื่นี้น่าขันยิ่งนัก!”
“ตระกูลลู่ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องนัก ทุกฝ่ายต่างทุ่มเทเต็มกำลังและทำเพื่อเทียนตู เหตุใดพวกเรามาช่วยลงแรงแล้วยังต้องมอบผลประโยชน์ให้อีกเล่า ข้าไม่ใคร่เข้าใจเหตุผลนี้แม้แต่น้อย?”
“เื่นี้ตำหนักมหาเทพต้องให้คำอธิบาย พวกเรามาที่นี่เพราะเห็นแก่หน้าตำหนักมหาเทพ ตระกูลลู่ แม้ว่าจะเก่งกาจในการปรุงโอสถ ทว่ากลับอยู่นอกสายตาของพวกข้า!”
ลู่อวี่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้ดูแลด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางมองดูปฏิกิริยาของนักพรตทั้งหลาย หากเป็ในอดีต เมื่อมีคนได้ยินว่าตนปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์การปรุงโอสถให้ เพียงแต่ต้องเก็บค่าใช้จ่าย ก็คงมีผู้คนมากมายมาขอเข้าร่วม จนสามารถเหยียบย่ำถ้ำูเาของตนจนราบได้ แต่มายามนี้ เมื่อคนเหล่านี้ได้ยินว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายกลับแสดงท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรง ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านักปรุงโอสถขั้นสูงที่ไม่เคยมีสิทธิ์ขึ้นูเาในชาติที่แล้ว หากได้มาเห็นภาพนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร
แต่ยังมีบางอย่างที่ลู่อวี่ต้องพูด มิเช่นนั้นแล้ว หากนักปรุงโอสถเหล่านี้ถอนตัวไปจนหมด ย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการของตนไม่น้อย
ดังนั้นเมื่อมองดูนักปรุงโอสถที่เพิ่งจะกล่าวชื่นชมตนไปเมื่อครู่ แต่มาบัดนี้กลับพากันแสดงอารมณ์รุนแรงราวกับสูญเสียบิดามารดาไป ทั้งยังจ้องมองเขาด้วยสายตากรุ่นโกรธระคนหยามเหยียด ลู่อวี่ที่เพิ่งเคยได้รับความรู้สึกเช่นนี้ครั้งแรก ยังนึกประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว
