ตอนที่3 หยดน้ำตาของน้องชาย
เสียงหัวเราะอันแหลมสูงของแม่บ้านจ้าวขาดหายไป ทิ้งไว้เพียง ความเงียบอันหนักอึ้ง ที่กดทับบ้านตระกูลหลิน สวี่เหมยส่งเสียง "ชิ!" อย่างหัวเสีย กระทืบเท้าปึงปังกลับเข้าห้อง หลินเยว่ถอนหายใจยาวอย่างผิดหวังก่อนจะเดินตามแม่ของเธอไปติดๆ ประตูไม้เก่าถูกปิดลงอย่างกระแทกกระทั้น แยกโลกที่โหดร้ายออกไปจากห้องนี้
หลินเจี้ยนกั๋วยังคงยืนนิ่ง สายตาเขาจับจ้องไปที่กะหล่ำปลีเน่าๆ หัวนั้น สิ่งที่ถูกโยนมาให้ราวกับเศษทานสำหรับสุกร ความอัปยศคืออากาศที่เขาหายใจ ใบหน้าโรยราของเขาบิดเบี้ยวด้วยความขมขื่น ก่อนที่เขาจะเตะกะหล่ำปลีหัวนั้นให้กลิ้งไปมุมหนึ่งอย่างแรง จากนั้นก็คว้าจอบและเสียม เดินหนีออกจากความจริงอันน่าอับอายในบ้านหลังนี้ มุ่งหน้าออกไปสู่ทุ่งนา
หลินเวยยังคงยืนพิงผนังดินอยู่ในห้องเล็กๆ ที่มืดสลัวตามลำพัง ความโกรธแค้นจากการถูกเหยียบย่ำเมื่อครู่ยังคงลุกโชน แต่บัดนี้สิ่งที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าคือความเป็จริงทางกายภาพ ศัตรูที่แท้จริงของเธอคือร่างกายที่กำลังจะพังทลาย
ความหิว: มันไม่ใช่ความหิวแบบเรียกร้องของอร่อย แต่เป็ความหิวโหยที่กระเพาะอาหารถูกบีบรัดจนปวดแสบ เสียงท้องร้องดังโครกครากน่าสมเพช ของเหลวในท้องกำลังกัดกร่อนผนังกระเพาะ
ความหนาว: แม้จะยังไม่เข้าหน้าหนาวเต็มตัว แต่บ้านดินที่ไร้การป้องกันก็เก็บความเย็นชื้นจากพื้นดินไว้เต็มเปี่ยม ลมเย็นๆ ลอดผ่านช่องประตูที่ปิดไม่สนิทเข้าปะทะผิวกายที่บอบบาง เสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ แทบไม่ให้ความอบอุ่นใดๆ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป แค่ยืนพิงผนัง ขาของเธอก็สั่นเทาราวกับจะพับลงได้ทุกเมื่อ
หลินเวยกำหมัดแน่น เล็บที่ยาวเล็กน้อยจิกลงไปในฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ ความเ็ปกระตุ้นให้สติแจ่มชัดขึ้น จะยอมแพ้ไม่ได้! ในเมื่อเธอมาที่นี่แล้วมันอาจจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของร่างนี้ตลอดไป ไม่ใช่มาตายอย่างน่าอนาถเป็รอบที่สอง!
พระอาทิตย์ลับของฟ้าไปแล้ว ความหนาวเย็นยิ่งทวีคูณขึ้นเสื้อผ้าเหล่านี้จะให้ความอบอุ่นได้อีกสักเท่าไหร่และถ้าหิมะตกแล้วจะทำอย่างไรเธอจะต้องแข็งตายก่อนอย่างแน่นอน
“แค่ก แค่ก” เสียงไอดังขึ้นอีกครั้งแต่ตอนนี้ ความคิดที่ดุดันสวนทางกับร่างกายที่ไอโขลกอย่างน่าเวทนา เธอทรุดตัวลงงอตัวพิงผนัง ขมไปทั่วทั้งคอ
ในขณะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่ในความสิ้นหวังและพยายามหาทางออก เสียงสวบสาบเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู หลินเวยหูผึ่ง ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างระแวดระวัง
เงาเล็กๆ ตะคุ่มๆ ปรากฏขึ้นที่ขอบประตู ร่างนั้นผอมบางยิ่งกว่าเธอเสียอีก มันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชะโงกซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าในห้องมีเพียงหลินเวย ร่างนั้นก็มุดเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว
เป็เด็กผู้ชายอายุราว 10 ขวบ ผิวคล้ำจากแดด แต่ใบหน้ากลับซีดเซียวเพราะขาดสารอาหาร นี่คือ หลินตง น้องชายแท้ๆ ของร่างเดิม เขาคือสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในบ้านหลังนี้ที่ห่วงใยเธอจริงๆ
“พี่” เสียงของหลินตงเบาหวิว เขาเดินย่องเท้าเข้ามาใกล้เตียงฟาง ดวงตาคู่โตที่ดูไม่สมส่วนกับใบหน้าที่ผอมตอบ ความหนาวทำให้ใบหน้านั้นแดงก่ำ เขาจ้องมองพี่สาวด้วยความหวาดกลัวและเป็ห่วง
“หลินตง...มีอะไรรึเปล่า?” หลินเวยพยายามเค้นเสียงให้ดูปกติที่สุด
หลินตงไม่ตอบ เขาก้มหน้าลง มือเล็กๆ ที่เปื้อนดินของเขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อที่หลวมโพรกอย่างระมัดระวัง และหยิบเอา มันเทศย่าง หัวหนึ่งออกมา
มันเป็เพียงมันเทศหัวเล็กๆ ที่ถูกย่างจนไหม้เกรียมไปครึ่งหัว เปลือกด้านนอกดำเป็ถ่าน แต่กลิ่นหอมหวานจางๆ ยังคงอยู่เนื้อมันที่สุกแล้วลอยมาแตะจมูกของหลินเวย กระตุ้นความหิวโหยในท้องให้บ้าคลั่งยิ่งขึ้น นี่คืออาหารมื้อเย็นของเขา เขากินไปครึ่งหนึ่ง และแอบซ่อนอีกครึ่งเอาไว้
เด็กน้อยยื่นมันเทศหัวนั้นมาตรงหน้าหลินเวยด้วยมือที่สั่นเทา “พี่ กินซะ”
เขาพยายามกลั้นเสียงสะอื้น “ผม…ผมได้ยินที่แม่บ้านจ้าวพูด...แม่จะให้พี่ไปทำงานโรงงาน”
น้ำเสียงของหลินตงสั่นเครือยิ่งขึ้น “ผมไปได้ยินพวกน้าจางเขาคุยกัน โรงงานทอผ้านั่นน่ะ มันไม่ใช่ที่ที่ดีเลย เมื่อเดือนก่อนคนงานคนหนึ่งแขนของเขาเข้าไปติดในเครื่องจักร กว่าจะช่วยออกมาได้เห็นบอกว่าต้องตัดแขนเลยนะ”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มที่ซูบตอบ “พี่… อย่าไปนะ ถ้าพี่ไปก็เหมือนกับถูกขายให้เป็คนของพวกเขา… แล้วผมก็จะไม่เหลือใครแล้ว”
คำว่า "ถูกขาย" จากปากเด็ก 10 ขวบ ช่างหนักหน่วงและเสียดแทง หลินเวยจ้องมองมันเทศย่างที่ไหม้เกรียมในมือเล็กๆ นั้น น้ำลายสอขึ้นมาในปากอย่างห้ามไม่อยู่ แม่บ้านจ้าวโยนกะหล่ำปลีเน่าๆ มาให้พวกเขาเหมือนโยนเศษอาหารสำหรับหมู นั่นคือการเหยียดหยามที่มาในรูปของ "ความเมตตา"
แต่ตอนนี้ น้องชายของเธอ เด็กที่ผอมแห้งไม่ต่างจากเธอ กำลังยื่นอาหารที่มีค่าที่สุดของเขามาให้ นี่คือการเสียสละที่แท้จริง มันคือความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในนรกขุมนี้
หลินเวยที่มาจากศตวรรษที่ 21 ผู้ซึ่งจิตใจแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ผู้ซึ่งสาบานว่าจะไม่เสียน้ำตาให้กับความอัปยศใดๆ กลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ร้อนผ่าวในดวงตาอย่างห้ามไม่ได้ เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไป ไม่ใช่เพื่อรับมันเทศ แต่เพื่อ ลูบหัวที่เต็มไปด้วยฝุ่นของน้องชาย
“หลินตง…”
วินาทีที่ปลายนิ้วของเธอััได้ถึงความอบอุ่นจากร่างของเด็กน้อย น้ำตาหยดหนึ่ง ที่ไม่ได้มาจากความเ็ปหรือความอัปยศ แต่มาจากความตื้นตันที่แท้จริง ก็ไหลรินลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
น้ำตาหยดนั้นร่วงหล่นจากหางตาและในวินาทีนั้นเอง!
[ติ๊ง!]
เสียงสังเคราะห์ที่เ็าและไร้ความรู้สึก ราวกับเสียงนาฬิกาดิจิทัล ก็ดังขึ้นในหัวของเธออย่างชัดเจน!
หลินเวยสะดุ้งเฮือก เธอเหลือบตามองซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนก “หลินตง! ได้ยินเสียงอะไรมั้ย?”
หลินตงมองเธออย่างงุนงง น้ำตายังคลอเบ้า “เสียงอะไรเหรอพี่? ผม… ผมไม่ได้ยิน”
ไม่ได้ยินงั้นเหรอ? หลินเวยตัวแข็งทื่อ เพราะเสียงนั้นมันดังอยู่ "ข้างใน" หัวของเธอ!
และแล้ว ภาพที่เธอคุ้นเคยเป็อย่างดีในนิยายทะลุมิติ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า! มันคือ หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่เห็น
[ตรวจพบเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่รุนแรง] [ตรวจพบปัจจัยกระตุ้นทางอารมณ์: ความรักจากสายเื (สูง) ] [ระบบคลังความรู้ กำลังเชื่อมต่อ]
[เชื่อมต่อสำเร็จ!]
[โฮสต์: หลินเวย] [สถานะ: อ่อนแออย่างยิ่ง (้าสารอาหารและพลังงานเร่งด่วน!) ] [ความแข็งแกร่งทางจิติญญา: 8/100 (ต่ำ) ] [ความแข็งแกร่งทางกายภาพ: 3/100 (ใกล้ตาย) ]
[ภารกิจเริ่มต้น (เงื่อนไขพิเศษ) : อ่านตำราเรียนมัธยมปลาย 1 บท (0/1) ] [รางวัล: 1 แต้ม (สำหรับอัปเกรดสถานะ) ] [บทลงโทษหากล้มเหลว: ไม่มี (ภารกิจเริ่มต้น) ]
หัวใจของหลินเวยเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก! นี่มัน! นี่มัน "นิ้วทองคำ" (Golden Finger) ในตำนานอย่างนั้นเหรอ!
ความตื่นเต้นพุ่งพล่านจนอะดรีนารีนหลั่งออกมา ทำให้เธอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาชั่วขณะ ระบบคลังความรู้! มันมาเพื่อช่วยเธอสอบเกาเข่าจริงๆ ด้วย!
“พี่… พี่เป็อะไรรึเปล่า? ทำไมหน้าซีด” หลินตงถามอย่างเป็ห่วงเมื่อเห็นพี่สาวนิ่งไป
หลินเวยหันขวับกลับมา มองไปที่มันเทศในมือของน้องชาย ดวงตาที่เคยสลัวสาดแสงสว่างวาบ
[สถานะ: อ่อนแออย่างยิ่ง (้าสารอาหารเร่งด่วน!) ]
เธอ้าพลังงาน ไม่ใช่แค่เพื่อมีชีวิตรอด แต่เพื่อ "อ่านหนังสือ"!
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความรู้สึกตื่นเต้นทั้งหมดเอาไว้ แล้ว ยิ้มออกมาเป็รอยยิ้มที่แท้จริงครั้งแรกนับั้แ่เธอมาถึงโลกนี้
เธอดึงมือของหลินตงเข้ามา รับมันเทศย่างหัวนั้นมาไว้ในมือ
“ขอบคุณนะ อาตง พี่จะกินแล้วนะ”
เธอไม่ลังเลอีกต่อไป กัดมันเทศที่ยังอุ่นๆ นั้นเข้าไปคำใหญ่! เปลือกที่ไหม้เกรียมมีความขมเล็กน้อย แต่เนื้อในที่หวานฉ่ำและนุ่มลิ้น กลับเป็สิ่งที่อร่อยที่สุดเท่าที่เธอเคยกินมาในชาติภพนี้!
พลังงาน แม้จะน้อยนิด ก็เริ่มไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายที่โรยแรง หลินเวยมองน้องชายของเธอ แววตาที่เคยเย็นเยียบ บัดนี้กลับฉายแววความมุ่งมั่นที่ลุกโชนยิ่งกว่าไฟใดๆ
“อาตง ฟังพี่นะ” เธอกลืนมันเทศคำนั้นลงท้องอย่างหนักแน่น “พี่จะไม่ไปทำงานโรงงานทอผ้า”
“พี่ จะอ่านหนังสือเพื่อสอบเกาเข่า!”
